classicliterature.it.com

เยอรมนีกับระบบผลิตครู: ปรัชญาการศึกษาแห่งความเป็นเลิศ กับการกระจายอำนาจทางการเมือง

ตรงข้ามกับการรวมศูนย์อำนาจทางการศึกษาของฝรั่งเศสในบทความที่แล้ว ประเทศเยอรมนีอยู่ในระบบที่ต่างกันไปเลย เราอาจเคยได้ยินกันว่าเยอรมนีเป็นสหพันธรัฐ (Federal Republic) โดยโครงสร้างแล้ว มันประกอบด้วยรัฐต่างๆ (Länder) จำนวน 16 รัฐที่มีอิสระมากพอสมควรในการดำเนินกิจการต่างๆ แบบที่คนไทยเราอาจนึกไม่ออก

ด้านการศึกษาก็เช่นกัน แต่ละรัฐมีอิสระในการออกแบบระบบโรงเรียน ซึ่งเน้นไปที่การสนับสนุนความหลากหลายและการแข่งขันกันระหว่างรัฐ แต่จะมีสิ่งที่เรียกว่า Kultusministerkonferenz (KMK หรือ The Standing Conference of the Ministers of Education and Cultural Affairs หรือก็คือ ที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรมแห่งรัฐ) เป็นผู้ประสานงานระหว่างรัฐ[1] เรียกได้ว่าเป็นกลไกกลางที่เชื่อมร้อยการทำงานด้านการศึกษาของประเทศ

ในปี 2020 KMK จัดทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐ เกี่ยวกับโครงสร้างของระบบโรงเรียนและการรับผิดชอบของแต่ละรัฐด้านนโยบาย จุดประสงค์คือการสร้างกรอบมาตรฐานศึกษาที่เป็นเอกภาพ, การทำให้ระดับการศึกษาในโรงเรียนสามารถเทียบเคียงมาตรฐานกันได้มากขึ้น, การรับรองและส่งเสริมการย้ายสถานศึกษาของนักเรียนและครู, การประกันคุณภาพการศึกษา และการพัฒนาระบบการศึกษาในภาพรวมอย่างต่อเนื่อง ข้อตกลงเหล่านี้ได้ยกประเด็นการประกันคุณภาพ, หลักการภาพรวมของการศึกษา, ภารกิจของสถานศึกษา, ข้อกำหนดเกี่ยวกับวันหยุด, โครงสร้างและการจัดระเบียบระบบโรงเรียน ตลอดจนการศึกษาสำหรับครู (การผลิตและพัฒนาครู)[2]


ความต้องการครูของเยอรมนี


แต่ละรัฐจะเป็นผู้จัดการการผลิตและพัฒนาครูเอง ไม่ใช่รัฐบาลกลาง ด้วยกฎหมาย รัฐบัญญัติการฝึกอบรมครู (Lehrerbildungsgesetz) ที่แตกต่างกันไป กระนั้นเพื่อให้การผลิตไม่ล้นเกินและไม่ขาดแคลนจนเกินไป จะมีการประเมินสถานการณ์ผ่านการคำนวณสถิติและพยากรณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ดังที่ปรากฏในเอกสารเอกสารสถิติของการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เอกสารหมายเลข 247 ที่คาดการณ์การผลิตครูไว้ระหว่างปี 2025-2035[3] ในตารางที่ 1 จะเห็นการแบ่งครูเป็นหลายประเภท (Type) อันเนื่องมาจากความแตกต่างกันของรัฐ ที่บางรัฐโรงเรียนประถมกับมัธยมต้นอยู่ด้วยกัน และการแยกสายโรงเรียนที่แบ่งตามเส้นทางอาชีพและเป้าหมายทางการเรียน

ตารางที่ 1 แสดงการการคาดการณ์การผลิตครูด้วยแบบจำลอง ระหว่างปี 2025-2035[4]

ประเภทของครูสถานการณ์ที่พยากรณ์ไว้
ปี 2025–2027ปี 2028–2030ปี 2031–2035
Type1 ครูประถมศึกษาในช่วงเวลานี้ มีแนวโน้มที่จะเกิดการขาดแคลนอย่างรุนแรง: จะมีเพียงบัณฑิตจบใหม่ประมาณ 23,400 คนเท่านั้นที่จำเป็นต่อความต้องการ 26,400 คน ดังนั้น รัฐต่างๆ จะเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นในการรับประกันว่าจะมีครูเพียงพอ ในระยะสั้น อาจต้องมีมาตรการหลายอย่างเพื่อลดช่องว่างความต้องการ ในขณะเดียวกัน โอกาสในการจ้างงานสำหรับผู้สมัครก็ดีมากในทางทฤษฎี สถานการณ์ดูเหมือนจะดีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า: ตั้งแต่ปี 2028 ถึง 2030 คาดว่าจะมีผู้สำเร็จการฝึกอบรมครูประมาณ 25,100 คน ความต้องการอยู่ที่ประมาณ 16,600 ตำแหน่ง ความต้องการครูที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการทยอยนำระบบการดูแลเด็กเต็มวันสำหรับเด็กประถมศึกษามาใช้ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ยังไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาอย่างเต็มที่ในทุกรัฐ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายการศึกษาที่วางแผนไว้ซึ่งยังไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยตำแหน่งงานเพิ่มเติม และยังคงมีช่องว่างด้านบุคลากรจากช่วงก่อนหน้าที่ต้องเติมเต็ม ในภาคประถมศึกษาเกิดจากความเหลื่อมล้ำทางภูมิภาคเป็นหลัก การสรรหาครูสำหรับโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเฉพาะนั้นเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐที่เป็นชนบทมากกว่าสถานการณ์ตำแหน่งครูประถมศึกษาจะเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในบางพื้นที่อาจมีครูเกินความต้องการ ในช่วงเวลานี้คาดว่าจะมีบัณฑิตจบใหม่ 41,300 คน ในขณะที่มีความต้องการตำแหน่งงานประมาณ 27,400 ตำแหน่ง ดังนั้นในระยะยาว จำนวนครูที่จะเริ่มต้นอาชีพควรลดลงในช่วงกลางทศวรรษ เพื่อให้สามารถรับประกันโอกาสการจ้างงานที่ดีต่อไปได้ 
Type 2 ครู ประถม-ม.ต้นครูประเภทนี้มีเฉพาะในเบอร์ลิน คาดว่าจะมีผู้สำเร็จการศึกษา 8,300 คน โดยมีความต้องการครูราว 5,800 คน
Type 3 ครู ม.ต้นความต้องการรับสมัครครู 25,400 คน ได้รับการตอบสนองโดยอุปทานครู 13,300 คน ในช่วงเวลานี้ คาดว่าจะเกิดการขาดแคลนครูอย่างรุนแรง ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสในการจ้างงานที่ดีมากการขาดแคลนจะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกันในช่วงเวลานี้ คาดว่าจะมีผู้สำเร็จการศึกษา ประมาณ 12,200 คน ในขณะที่มีความต้องการครูถึง 23,200 คน การขาดแคลนกำลังเกิดขึ้นในระยะยาวเช่นกัน ความต้องการจ้างงาน 26,600 คน เมื่อเทียบกับผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ 19,100 คน 
Type 4 ครู ม.ต้น (วิชาทั่วไป) หรือ ม.ปลายสายวิชาการจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ 31,300 คน ที่จำเป็นต่อการตอบสนองความต้องการ 34,600 คน การขาดแคลนการรับสมัครครูส่วนใหญ่เกิดจากสถานการณ์พิเศษในรัฐบาวาเรีย (ปี 2025) นอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลีย และชเลสวิก-โฮลสไตน์ (ทั้งสองแห่งปี 2026) ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านจากครูกลุ่ม G8 ไปสู่กลุ่ม G9 ที่นี่ ความต้องการโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ ส่งผลให้มีการรับสมัครเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันระหว่างปี 2028 ถึง 2030 ในทางทฤษฎีแล้วเป็นไปได้ที่จะตอบสนองความต้องการได้เกือบทั้งหมดด้วยจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาใหม่จากหลักสูตรเตรียมความพร้อม: ความต้องการ (31,500 คน) น้อยกว่าอุปทาน (32,000 คน)มีแนวโน้มว่า จำนวนจะเกินความต้องการ: ความต้องการอยู่ที่ประมาณ 44,100 คน ในขณะที่มีผู้สำเร็จการฝึกอบรมครู 52,800 คน ควรสังเกตว่าในบางรัฐจะยังคงมีผู้รอการคัดเลือกอยู่เนื่องจากการเปลี่ยนไปใช้ระบบโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 9 ปี (Gymnasium) โอกาสในการจ้างงานในรัฐเหล่านั้นจึงดีกว่ามาก
Type 5  ครู ม.ต้น (วิชาชีพ) หรือโรงเรียนอาชีวศึกษาจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ประมาณ 7,200 คน มีความต้องการประมาณ 12,400 คน   
ปัญหาการขาดแคลนยังคงดำเนินต่อไป: ความต้องการบุคลากร 12,700 คน แต่มีจำนวนบุคลากรเพียง 7,300 คนเท่านั้น ความต้องการบุคลากรอยู่ที่ประมาณ 25,300 คน ในขณะที่จะมีผู้สำเร็จการฝึกอบรมครู 12,000 คน ดังนั้นปัญหาการขาดแคลนผู้สมัครจะยิ่งแย่ลง  
Type 6 ครูการศึกษาพิเศษจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ประมาณ 8,700 คน ต่ำกว่าจำนวนที่ต้องการ 12,900 คน จึงต้องมีมาตรการเพิ่มเติมในระยะสั้นเพื่อตอบสนองความต้องการ  ความต้องการบุคลากร 9,800 คน สอดคล้องกับจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ประมาณ 9,600 คนความต้องการบุคลากร 12,800 คน สามารถตอบสนองได้ด้วยบุคลากร 17,900 คน ที่จะสำเร็จการฝึกอบรมครู ควรสังเกตว่าจะมีผู้สมัครที่ค้างมาจากปีก่อนๆ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการได้รับการว่าจ้างอย่างมาก คาดว่าจะมีผู้สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรเตรียมความพร้อมสำหรับตำแหน่งครูการศึกษาพิเศษรวม 36,300 คน ภายในปี 2035 ในช่วงเวลาเดียวกัน จะมีความต้องการครู 35,500 คน 

จากการประมาณการดังกล่าวในรอบ 10 ปี จะเห็นว่าตั้งแต่ครูระดับมัธยมขึ้นมามีความขาดแคลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครู ม.ต้นสายวิชาชีพ ที่ขาดแคลนอย่างหนัก ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับเมืองไทยที่ปริมาณครูที่ผลิตออกมานั้นมีจำนวนล้นเกิน ทางเยอรมนีพยายามออกนโยบายแก้ไข ส่วนของไทยนั้น นอกจากปัญหาจำนวนที่ล้นเกินแล้ว สิ่งที่ตามมาคือคำถามถึงคุณภาพของครู


หนึ่งประเทศสองระบบการผลิตครู


นอกจากระบบการศึกษาที่ต่างกันไปในแต่ละรัฐแล้ว การผลิตครูของเยอรมนียังมีความซับซ้อน เนื่องจากแบ่งเป็นสองระบบ[5] คือ ระบบเก่าและระบบใหม่

ก่อนจะจำแนกให้เห็นความแตกต่าง คงต้องเข้าใจสิ่งที่มีร่วมกันก่อน นั่นคือหลักสูตรครู ผู้เรียนจะต้องเลือกเรียนวิชาเอกสองกลุ่มวิชา พร้อมกับวิชาด้านการศึกษาอีกกลุ่มวิชา ที่อาจจะข้ามศาสตร์ระหว่างสายมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ กับ วิทยาศาสตร์ก็ได้ เพราะในโรงเรียนบางประเภทครูอาจต้องสอนข้ามศาสตร์ การเลือกวิชาเอกที่เป็นที่ต้องการก็จะสามารถหาโรงเรียนสอนได้ง่าย

บางเว็บไซต์มีข้อแนะนำถึงส่วนผสมที่ดูไม่เข้ากันในมุมมองของเรา เช่น ความต้องการครูวิชาเอกด้านภาษาที่สามารถสอนชีววิทยา, ดนตรี, ศิลปะ, กีฬาและภาษาฝรั่งเศสได้[6] ที่คล้ายคลึงกับบ้านเราคือ แม้จะมีความต้องการครูสายวิทยาศาสตร์ แต่ผู้เลือกเรียนสายมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์กลับมีมากกว่า

ระบบเก่านั้นเป็นระบบผลิตบัณฑิตแบบเดิม เป็นหลักสูตรระยะยาวสี่ถึงห้าปี (ขึ้นอยู่กับหลักสูตรแต่ละมหาวิทยาลัย) เมื่อสำเร็จการศึกษาจะต้องผ่าน ‘การสอบวัดคุณวุฒิระดับรัฐขั้นแรก’ (Erstes Staatsexamen)[7] โดยเรียนรวดเดียวจนจบการศึกษา มีปริญญานิพนธ์[8] และต้องสอบจบ หากไม่ผ่านการสอบวัดคุณวุฒิระดับรัฐขั้นแรก เท่ากับว่าความพยายามมาตลอดสี่ถึงห้าปีก็แทบจะสูญเปล่า ทำให้นักศึกษามีความกดดันอย่างสูง ระบบนี้จึงไม่มีความยืดหยุ่นเมื่อเทียบกับระบบใหม่ ทั้งยังไม่สามารถเทียบเคียงกับระบบที่แตกต่างในประเทศและในยุโรปได้

ส่วนระบบใหม่คือระบบปริญญาตรี-โท ในระบบนี้ การเรียนหลักสูตรครู แบ่งเป็นสองช่วง คือ ปริญญาตรีสามปี (วุฒิ Bachelor of Education) และปริญญาโทอีกหนึ่งถึงสองปี (วุฒิ Master of Education) ส่วนระดับปริญญาโทจะเจาะลึกวิธีวิทยาทางการสอน การวิจัยชั้นเรียน และการฝึกสอนหนึ่งถึงสองปี[9] เช่นเดียวกับระบบเก่า นักศึกษาจะต้องทำปริญญานิพนธ์ในวิชาเอก แต่ความต่างคือต้องทำสองเล่ม ได้แก่ เล่มสำหรับการจบปริญญาตรีและปริญญาโท[10]

ระบบใหม่เกิดขึ้นจากกระบวนการปฏิรูปการศึกษายุโรปที่เรียกว่า Bologna Process เมี่อปี 1999 ที่การศึกษาระดับอุดมศึกษาของยุโรปได้ปรับให้อยู่ในมาตรฐานที่เทียบเคียงกันได้ (แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีข้อวิจารณ์ว่าถูกทำให้เป็นสินค้ามากยิ่งขึ้น[11] ซึ่งความยืดหยุ่นของระบบตามมาตรฐาน Bologna Process ทำให้สามารถย้ายสถานศึกษาและเทียบโอนได้ง่าย ที่สำคัญในระบบใหม่มีเพียงการสอบวัดคุณวุฒิระดับรัฐขั้นที่สองเท่านั้น ข้อดีของระบบใหม่คือหากสอบไม่ได้ ก็ยังได้วุฒิปริญญาตรีและโท ที่สามารถนำไปสมัครงานประเภทอื่นได้ 


การสอบขั้นแรกในระบบเก่า


เพื่อให้เห็นภาพ เราจะมาดูการสอบวัดคุณวุฒิระดับรัฐขั้นแรก ตามรัฐบัญญัติของรัฐบาวาเรีย เป้าหมายของการสอบคือ ทดสอบความสามารถตามโมดูล ตามแต่ละมหาวิทยาลัยภายในรัฐเป็นผู้กำหนด[12] วิธีการคำนวณคะแนนจะมาจากเกรดสะสมในมหาวิทยาลัยด้วยสัดส่วน 40% และจากการสอบระดับรัฐ 60% แล้วนำมาหาค่าถ่วงน้ำหนัก และตัดออกมาเป็นคะแนนเฉลี่ย[13]

การสอบจะแบ่งตามประเภทครูสามกลุ่ม กลุ่มแรก ได้แก่ ครูประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มที่สอง ได้แก่ ครูมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มที่สาม ได้แก่ ครูการศึกษาพิเศษ แต่ละกลุ่มมีวิชาและสูตรคำนวณที่ต่างกัน[14] แต้มที่จะถูกมาคำนวณคือความรู้ด้านศึกษาศาสตร์ วิชาเอก และปริญญานิพนธ์ โดยให้ความสำคัญกับวิชาเอกที่เป็นวิชาเชี่ยวชาญเฉพาะมากที่สุด รองลงมาก็วิชาด้านศึกษาศาสตร์ ตามด้วยปริญญานิพนธ์

ตัวอย่างการสอบของรัฐบาวาเรีย ในส่วนวิชาเอกสองวิชาเอก ถ้าเป็นวิชาด้านสังคมศึกษา มักจะมีตัวยืนพื้นคือการเมืองและสังคม แล้วจับคู่กับวิชาเอกอื่น เช่น ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ ที่เป็นเช่นนั้น เพราะการเมืองและสังคมนั้นครอบคลุมสามวิชาหลัก นั่นคือรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และวิชาการสอนสังคมศึกษา ส่วนนี้จะแบ่งเป็นวิชารัฐศาสตร์ห้าชั่วโมง สังคมศึกษาห้าชั่วโมง และการสอนสังคมศึกษาสามชั่วโมง[15] หากเลือกสอบวิชาประวัติศาสตร์ จะแบ่งเป็นประวัติศาสตร์ยุคโบราณห้าชั่วโมง ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ห้าชั่วโมง และการสอนประวัติศาสตร์อีกสามชั่วโมง[16]

ส่วนตัวอย่างหัวข้อที่ใช้สอบด้านศึกษาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัย Marburg ในรัฐ Hessen แสดงไว้ คือต้องสอดคล้องกับหัวข้อต่างๆ อาทิ แนวคิดเชิงทฤษฎี (เช่น ความเป็นผู้ใหญ่ในฐานะเป้าหมายของวิชาพลเมืองศึกษา) หลักการจัดการเรียนรู้ ประเด็นทางประวัติศาสตร์ (เช่น วิชาพลเมืองศึกษาในสาธารณรัฐไวมาร์) ประเด็นทางวิธีวิทยา (เช่น เกมในฐานะการเรียนรู้ด้านการเมืองและธุรกิจ) ประเด็นปัญหาเฉพาะทาง (เช่น ลัทธิขวาจัดในฐานะความท้าทายสำหรับวิชาพลเมืองศึกษา) และประเด็นร่วมสมัย (เช่น การศึกษาสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในฐานะการเรียนรู้ทางการเมือง) 

หลังจากสอบข้อเขียน ยังมีการสอบสัมภาษณ์ ตัวอย่างของมหาวิทยาลัย Marburg ในรัฐ Hessen[17] คือใช้เวลา 60 นาที มีกรรมการสองคน โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนเอกนั้นๆ และผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆ ทั้งนี้ จะมีคำถามคนละสองข้อ รูปแบบคือการสัมภาษณ์เชิงสนทนาและการสร้างข้อถกเถียง โดยเตรียมหัวข้อไปล่วงหน้าที่คล้ายคลึงกับการสอบข้อเขียน เช่น ทฤษฎีการเรียนรู้ หลักการสอน ประวัติศาสตร์การศึกษาการเมือง วิธีการสอน ประเด็นปัญหาเฉพาะทาง และประเด็นร่วมสมัย ผ่านการค้นคว้าส่วนตัว โดยต้องอ้างอิงจากหนังสือและบทความในวารสารทางวิชาการ ซึ่งต้องส่งบัญชีเอกสารอ้างอิงให้ตรวจก่อนสอบ เช่นเดียวกับการส่งเอกสารสรุปปริญญานิพนธ์ให้กรรมการอ่านก่อน

จะเห็นว่าในระบบเก่า การผลิตครูอยู่บนฐานการสร้างนักวิชาการที่เข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง


ช่วงฝึกสอน รอยต่อก่อนการสอบครั้งที่สอง:
ความเอาจริงเอาจังภายใต้การฝึกปฏิบัติวิชาชีพ


ไม่ว่าจะระบบเก่าหรือใหม่ หลังจากจบการศึกษาแล้วจะเข้าสู่การเป็นเจ้าหน้าที่รัฐชั่วคราว (Beamter auf Widerruf) ไดัรับเงินอุดหนุนรายเดือน ช่วงนี้จะเรียกว่า Referendariat หรือช่วงฝึกสอน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในระบบเยอรมนีนั้น นอกจากด้านวิชาการแล้ว ยังให้ความใส่ใจกับการฝึกปฏิบัติการอย่างเป็นเรื่องเป็นราว 

ความต่างของสองระบบคือ ระบบเก่าจะใช้ช่วงฝึกสอนที่ยาวนานกว่า นั่นคือ 24 เดือน เช่น รัฐบาวาเรีย กรณีโรงเรียนมัธยมศึกษา แบ่งเป็นสองระยะ ระยะแรก 12 เดือน ปฏิบัติการสอนด้วยตัวเองแปดชั่วโมงต่อสัปดาห์ ฝึกปฏิบัติงานครูและสังเกตการสอนภายใต้การดูแลของครูพี่เลี้ยงเก้าชั่วโมงต่อสัปดาห์ และกิจกรรมสัมมนาวิชาชีพ 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งส่วนหลังจะจัดขึ้นสองวันต่อสัปดาห์ในช่วงเช้า ผลัดไปศึกษาดูงานตามโรงเรียนต่างๆ

ส่วนระยะที่สอง ใน 12 เดือนหลังจะมีความเข้มข้นในการสอนขึ้น คือเพิ่มเวลาปฏิบัติการสอนเองเป็น 15 ชั่วโมง และหากจำเป็น อาจต้องสอนวิชาที่ไม่ได้เรียนมาด้วยตามภารกิจของโรงเรียนมัธยม อีกส่วนคือการสังเกตการสอนด้วยตัวเองสองชั่วโมง[18]

ผู้จบการศึกษาจากระบบใหม่จะใช้เวลาที่สั้นกว่า เนื่องจากในหลักสูตรระดับปริญญาโทเคยเข้าโรงเรียนบ้างแล้ว ตัวอย่างคือ การฝึกสอน 18 เดือนของรัฐเบอร์ลินที่แบ่งเป็นสามระยะ ระยะแรกเน้นไปที่การสังเกตการสอนและฝึกสอนภายใต้ครูพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์ ทำความเข้าใจโครงสร้างและระบบการทำงานของโรงเรียน รวมไปถึงการสัมนนาวิชาชีพแบบทั่วไปและเฉพาะวิชาเอก ระยะที่สองและสามขยับมาเป็นปฏิบัติการสอนด้วยตัวเอง รับผิดชอบการสอนประมาณเจ็ดถึงสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ เช่นเดียวกันจะต้องเข้าสัมมนาวิชาชีพแบบทั่วไปและเฉพาะวิชาเอกด้วย

กรณีของเบอร์ลินมีเปิดเผยเงินเดือนของผู้ฝึกสอน ถ้าเป็นครูโรงเรียนประถมอยู่ที่ 1,648.50 ยูโร ถ้าเป็นครูโรงเรียนมัธยมศึกษาหรือสายอาชีพจะอยู่ที่ 1,685.20 ยูโร ทั้งยังมีเงินเพิ่มพิเศษ 150 ยูโรต่อเดือน เงินช่วยเหลือครอบครัว และเงินโบนัสประจำปี[19]


การสอบขั้นที่สองที่สอบทั้งในระบบเก่าและใหม่


เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการฝึกสอน ก็ต้องสอบวัดคุณวุฒิระดับรัฐ ขั้นที่สอง (Zweites Staatsexamen)[20] การให้คะแนนสำหรับการวัดคุณวุฒินี้จะแบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรกเป็นการเก็บคะแนนระยะยาวในช่วงการฝึกสอน นับเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดคือ 60% ส่วนที่สองคือการสอบสอน 30% และการสอบปากเปล่า 10% โดยสองส่วนหลังจะสอบในช่วงเวลาเดียวกัน ตัวอย่างของรัฐทูริงเกอ[21] ได้วางการวัดผลการสอบสอนและสอบปากเปล่า รายละเอียดดังนี้[22]

การสอบสอนจะต้องส่งแผนการสอน 8-10 หน้า โดยจะวัดและประเมินผลจากทักษะการออกแบบแผนการเรียนรู้ การนำไปใช้สอน และการสะท้อนคิดการวางแผนและการสอน เมื่อทำการสาธิตการสอนแล้ว ก็จะมีการสนทนาเพื่อตอบคำถาม ชี้แจงและวิพากษ์การตัดสินใจออกแบบและการนำไปใช้ของผู้สอบ โดยมีคำถามเกี่ยวกับการเปรียบเทียบเป้าหมายและผลการเรียนรู้ของนักเรียน การสนทนาเกี่ยวกับความเหมาะสมต่อความรู้ที่นักเรียนจะได้รับ และสุดท้ายคือการแสดงให้เห็นถึงการรับมือกับสถานการณ์พิเศษที่อาจเกิดขึ้นในชั้นเรียน 

ส่วนการสอบปากเปล่า ถือว่าให้ความสำคัญกับการบูรณาการปฏิบัติการสอนในภาพกว้าง ต้องการให้ผู้สอบวิเคราะห์ความซับซ้อนที่เกิดขึ้นจากภาคสนามโดยใช้ทฤษฎีเป็นตัวนำทาง และอภิปรายในประเด็นเฉพาะ แล้วสะท้อนออกมาในเชิงปฏิบัติให้ได้ ผู้สอบยังต้องแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาแนวคิดการสอนที่ดีที่สัมพันธ์กับยุทธศาสตร์การเป็นผู้นำในด้านการสอน และสะท้อนให้เห็นถึงการสร้างความสัมพันธ์ทางวิชาชีพ รวมไปถึงประสบการณ์การสอน การตอบคำถามในสถานการณ์ที่กำหนดให้ โดยอาจเตรียมสื่อเข้าสอบสัมภาษณ์ได้ เช่น แฟ้มสะสมผลงาน

โดยสรุป ระบบการผลิตครูของเยอรมนีวางอยู่บนฐานการกระจายอำนาจที่มีกลไกค่อนข้างซับซ้อน แบ่งออกเป็นสองระบบ นั่นคือระบบเก่าและระบบใหม่ ระบบใหม่ถือว่ามีความยืดหยุ่นมากกว่า ในขั้นแรกนักศึกษาจะเลือกเรียนในสองระบบ ที่เน้นการเรียนทางวิชาการ โดยต้องมีปริญญานิพนธ์เพื่อจบการศึกษา ระบบเก่านั้น ร่ำเรียนอย่างยาวนานกว่าสี่ถึงห้าปี ต้องสอบวัดคุณวุฒิระดับรัฐขั้นแรกเพื่อจบการศึกษา ขณะที่ระบบใหม่จะเรียนปริญญาตรี (สามปี) และปริญญาโท (สองปี) ไม่ต้องสอบวัดคุณวุฒิระดับแรก และหากเปลี่ยนใจไม่ต้องการทำอาชีพครู ก็สามารถเปลี่ยนสายงานได้

ขั้นต่อไปจะอยู่ในช่วงการฝึกสอน ในระบบเก่าจะใช้เวลายาวนานกว่า บางแห่งใช้เวลา 24 เดือน ขณะที่ระบบใหม่ใช้เวลาราว 18 เดือน เนื่องจากในหลักสูตรปริญญาโทของระบบใหม่นั้น มีการทดลองฝึกสอนในโรงเรียนมาก่อนแล้ว ในช่วงนี้พวกเขาจะได้รับเงินเดือนระหว่างฝึกสอนด้วย

เมื่อฝึกสอนเสร็จก็จะเข้าสู่การสอบวัดคุณวุฒิระดับรัฐขั้นที่สองเพื่อเป็นครูเต็มตัว ใครที่สอบไม่ผ่านก็ไม่สามารถบรรจุได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียนในระบบเก่าที่ใช้เวลาอย่างยาวนาน หากไม่สามารถผ่านการคัดกรองขั้นสุดท้าย ก็ถือว่าต้องทิ้งเวลาอันยาวนานไปกับความว่างเปล่าเลยทีเดียว


ย้อนดูเมืองไทย


เมื่อเทียบกับระบบการผลิตครูของไทย เดิมที่เคยใช้เวลาห้าปีเพื่อจบปริญญาตรี และถูกลดเวลาลงในช่วงรัฐบาลหลังรัฐประหาร จนเหลือเวลาเพียงสี่ปี โครงสร้างหลักสูตรที่ถูกบีบทำให้ต้องลดชั่วโมงวิชาเอกลง นอกจากนั้น จากเดิมที่เคยฝึกสอนสองเทอม ก็เหลือเพียงเทอมเดียว

ที่แย่กว่านั้นคือ ด้วยเวลาเรียนที่น้อยลงจึงผลักการเก็บชั่วโมงในโรงเรียนให้นักศึกษาไปโรงเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่หนึ่ง ซึ่งสร้างปัญหาตามมามหาศาล สิ่งที่ตามมาคือพื้นฐานทางวิชาการก็ไม่แน่น การฝึกปฏิบัติวิชาชีพก็ไม่เพียงพอ กระบวนการเช่นนี้ เราจะคาดหวังคุณภาพการผลิตได้อย่างไร

ยังไม่นับเรื่องการรับนักศึกษาจำนวนมหาศาลจนล้นตลาด ในยามที่เรามีบัณฑิตครูอันมากมายนี้ มันถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะค่อยๆ ปรับลดจำนวนการรับนักศึกษาลง พร้อมๆ กับรื้อระบบการผลิตครูให้มีความเข้มข้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเชิงเนื้อหา การฝึกปฏิบัติ และช่วงเวลาการเรียน รวมไปถึงระบบการสอบที่เข้มข้นมากขึ้นในระดับการสอบอัตนัยและความจริงจังในการสอบสอนและการสัมภาษณ์ 

บทความนี้ยังไม่จบลงเพียงแค่ระบบการผลิตครูของเยอรมนี แต่จะพาผู้อ่านเดินทางไปสำรวจการผลิตครูในที่อื่นอีก เพื่อช่วยกันเปิดหูเปิดตา ว่าวิชาชีพครูที่มีคุณภาพและเป็นวิชาชีพชั้นสูงนั้น ไม่ได้ลอยมาจากอากาศจากการที่ใครสวมมงกุฎให้ แต่มาจากการร่วมกันสร้างขึ้นมาอย่างเอาจริงเอาจัง

References
↑1 Kultusministerkonferenz (KMK). “General Education Schools”. Retrieved 31 July 2026 from https://www.kmk.org/en/bildungsministerkonferenz/bildungsthemen/general-education-schools.html#c12418
↑2 Kultusministerkonferenz (KMK). “General Education Schools”. Retrieved 31 July 2026 from https://www.kmk.org/en/bildungsministerkonferenz/bildungsthemen/general-education-schools.html#c12418
↑3 Kultusministerkonferenz (KMK). Statistische Veröffentlichungen Der Bildungsministerkonferenz, Dokumentation Nr. 247 – Dezember 2025 Lehrkräfteeinstellungsbedarf und -angebot in der Bundesrepublik Deutschland 2025 – 2035 – Zusammengefasste Modellrechnungen der Länder Beschluss der Bildungsministerkonferenz vom 18.12.2025 [เอกสารสถิติของการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เอกสารหมายเลข 247 – ธันวาคม 2025 ความต้องการและการจัดหาครู ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 2025–2035 สรุปการคำนวณแบบจำลอง ของรัฐต่างๆ มติของการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2025]
↑4 Kultusministerkonferenz (KMK). Statistische Veröffentlichungen Der Bildungsministerkonferenz, Dokumentation Nr. 247 – Dezember 2025 Lehrkräfteeinstellungsbedarf und -angebot in der Bundesrepublik Deutschland 2025 – 2035 – Zusammengefasste Modellrechnungen der Länder Beschluss der Bildungsministerkonferenz vom 18.12.2025 [เอกสารสถิติของการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เอกสารหมายเลข 247 – ธันวาคม 2025 ความต้องการและการจัดหาครู ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 2025–2035 สรุปการคำนวณแบบจำลอง ของรัฐต่างๆ มติของการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2025] Retrieved 1 August 2026 from https://share.google/NtrU11GjSRLpGpieo
↑5 My German Univeristy. Was brauche ich, um Lehramt zu studieren? (2026) [What do I need to study to become a teacher? (2026)]. Retrieved 2 August 2026 from https://www.mygermanuniversity.com/de/articles/lehramt-studium
↑6 Personal Wissen. “Fächerkombination Lehramt – eine Entscheidung für die Zukunft (Subject combination for teacher training – a decision for the future]. Retrieved 13 August 2026 from https://www.personal-wissen.net/wissen/faecherkombination-lehramt-1278/
↑7 Recht NRW. “Bekanntmachung der Neufassung der Ordnung der Ersten Staatsprüfungen für Lehrämter an Schulen (Lehramtsprüfungsordnung – LPO)” [Announcement of the revised regulations for the First State Examinations for Teaching Positions at Schools (Teaching Examination Regulations – LPO)]. Retrieved 12 August 2026 from https://recht.nrw.de/lrgv/gesetz/13102000-bekanntmachung-der-neufassung-der-ordnung-der-ersten-staatspruefungen-fuer/#ss-18-schriftliche-arbeiten-unter-aufsicht
↑8 Bayerische Staatskanzlei. “§ 29 Schriftliche Hausarbeit” [Section 29 Thesis]. Ordnung der Ersten Prüfung für ein Lehramt an öffentlichen Schulen (Lehramtsprüfungsordnung I – LPO I) [Order of the First Exam for a Teaching Profession in Public Schools (Maturity Examination Regulations I – LPO I)]. Retrieved 13 August 2026 from https://www.gesetze-bayern.de/Content/Document/BayLPO_I-29
↑9 Recht NRW. “Gesetz über die Ausbildung für Lehrämter an öffentlichen Schulen (Lehrerausbildungsgesetz – LABG)” [Announcement of the revised regulations for the First State Examinations for Teaching Positions at Schools (Teaching Examination Regulations – LPO)]. Retrieved 12 August 2026 from https://recht.nrw.de/lrgv/gesetz/13102000-bekanntmachung-der-neufassung-der-ordnung-der-ersten-staatspruefungen-fuer/#ss-18-schriftliche-arbeiten-unter-aufsicht
↑10 Universität Siegen. “Bachelor- und Masterarbeit” [Bachelor and Master thesis]. Retrieved 13 August 2026 from https://www.uni-siegen.de/lehrkraeftebildung/pruefungsamt/bama-arbeit, Universität Münster. “Informationen zum Wechsel vom Bachelor in den Master of Education” [Information on moving from Bachelor to Master of Education]. Retrieved 13 August 2026 from https://www.uni-muenster.de/FachschaftGHR/Fachschaftsarbeit/bachelor-master.shtml
↑11 อ่านข้อวิจารณ์เรื่องนี้ได้ใน European Students’ Union. “BWSE 2018: Commodification tendencies across Europe – Is education still a public good? Commodification tendencies across higher education systems trigge”. Retrieved 2 August 2026 from https://esu-online.org/bwse-2018-commodification-tendencies-across-europe-is-education-still-a-public-good (12 April 2019)
↑12 Bayerishe Staatskanzlei. “Bezeichnung und Zweck der Prüfung” [Name and purpose of the examination]. Ordnung der Ersten Prüfung für ein Lehramt an öffentlichen Schulen (Lehramtsprüfungsordnung I – LPO I) [Order of the First Exam for a Teaching Profession in Public Schools (Maturity Examination Regulations I – LPO I)]. Retrieved 2 August 2026 from https://www.gesetze-bayern.de/Content/Document/BayLPO_I-1
↑13 เกณฑ์ของคะแนนเฉลี่ยที่ถือว่าผ่านจะแบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้
1.00 – 1.50: สอบผ่านระดับดีเยี่ยม (mit Auszeichnung bestanden)
1.51 – 2.50: สอบผ่านระดับดี (gut bestanden)
2.51 – 3.50: สอบผ่านระดับพอใช้ (befriedigend bestanden)
3.51 – 4.50: สอบผ่าน (bestanden)

นั่นหมายความว่าหากเกิน 4.50 ก็จะถือว่าสอบไม่ผ่าน ดูใน Bayerishe Staatskanzlei. “Gesamtnote der Ersten Lehramtsprüfung” [Overall grade of the First Teacher Training Exam]. Ordnung der Ersten Prüfung für ein Lehramt an öffentlichen Schulen (Lehramtsprüfungsordnung I – LPO I) [Order of the First Exam for a Teaching Profession in Public Schools (Maturity Examination Regulations I – LPO I)]. Retrieved 2 August 2026 from https://www.gesetze-bayern.de/Content/Document/BayLPO_I-4

↑14 มีรายละเอียดดังนี้

1) ครูประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น (เกรดศึกษาศาสตร์ × 2) + (เกรดวิชาเอกที่ 1 × 3) + (เกรดวิชาเอกที่ 2 × 3) + (เกรดปริญญานิพนธ์ × 1) แล้วหารด้วย 9

2) ครูมัธยมศึกษาตอนปลาย กรณีทั่วไป (2 วิชา): (เกรดศึกษาศาสตร์ × 1) + (เกรดวิชาเอกที่ 1 × 3) + (เกรดวิชาเอกที่ 2 × 3) + (เกรดปริญญานิพนธ์ × 1) แล้วหารด้วย 8 (หากเป็นวิชาเอกเดี่ยวแบบเข้มข้น จะคิดเกรดวิชานั้น × 6) กรณีวิชาเอกจิตวิทยาโรงเรียน: (เกรดศึกษาศาสตร์ × 1) + (เกรดวิชาจิตวิทยา × 7) + (เกรดวิชาเอกอีกวิชา × 6) + (เกรดปริญญานิพนธ์ × 2) แล้วหารด้วย 16

3) ครูการศึกษาพิเศษ (เกรดศึกษาศาสตร์ × 4) + (เกรดวิชาการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง × 8) + (เกรดวิชาการศึกษาพิเศษเสริม × 4) + (เกรดวิชาการสอน× 6) + (เกรดปริญญานิพนธ์ × 3) แล้วหารด้วย 25

ดูใน Bayerishe Staatskanzlei. “Gesamtnote der Ersten Lehramtsprüfung” [Overall grade of the First Teacher Training Exam]. Ordnung der Ersten Prüfung für ein Lehramt an öffentlichen Schulen (Lehramtsprüfungsordnung I – LPO I) [Order of the First Exam for a Teaching Profession in Public Schools (Maturity Examination Regulations I – LPO I)]. Retrieved 2 August 2026 from https://www.gesetze-bayern.de/Content/Document/BayLPO_I-4

↑15 Bayerische Staatskanzlei. “§ 81 Politik und Gesellschaft” [Section 81 Politics and Society]. Ordnung der Ersten Prüfung für ein Lehramt an öffentlichen Schulen (Lehramtsprüfungsordnung I – LPO I) [Order of the First Exam for a Teaching Profession in Public Schools (Maturity Examination Regulations I – LPO I)]. Retrieved 13 August 2026 https://www.gesetze-bayern.de/Content/Document/BayLPO_I-81
↑16 Bayerische Staatskanzlei. “§ 67 Geschichte” [Section 67 History]. Ordnung der Ersten Prüfung für ein Lehramt an öffentlichen Schulen (Lehramtsprüfungsordnung I – LPO I) [Order of the First Exam for a Teaching Profession in Public Schools (Maturity Examination Regulations I – LPO I)]. Retrieved 13 August 2026 from https://www.gesetze-bayern.de/Content/Document/BayLPO_I-67
↑17 Universität Marburg. Erstes Staatsexamen” [First State Exam]. Retrieved 13 August 2026 from https://www.uni-marburg.de/de/fb03/politikwissenschaft/fachgebiete/didaktik-der-politischen-bildung/erstes-staatsexamen
↑18 Lehrer Werden. “Lehramt an Mittelschulen” [Teaching degree for secondary schools]. Retrieved 13 August 2026 from https://www.lehrer-werden.bayern/studium-und-vorbereitungsdienst/mittelschule
↑19 Berlin. “Handbuch Vorbereitungsdienst” [Preparatory Service Handbook]. Retrieved 13 August 2026 from https://www.berlin.de/sen/bildung/fachkraefte/lehrerausbildung/vorbereitungsdienst/#headline_1_19, Info-Beihilfe. “Lehramtsreferendariat Berlin 2026: Ablaur, Besoldung & Beihilfe im Überblick” [Teacher training program in Berlin 2026: Overview of the process, salary and benefits]. Retrieved 13 August 2026 from https://info-beihilfe.de/lehramtsreferendariat-berlin
↑20 Hessen Lehrkraefteakademie. “Zweite Staatsprüfung” [Second State Examination]. Retrieved 12 August 2026 from https://lehrkraefteakademie.hessen.de/ausbildung-von-lehrkraeften/zweite-staatspruefung
↑21 Hessen Lehrkraefteakademie. “Zweite Staatsprüfung” [Second State Examination]. Retrieved 12 August 2026 from https://lehrkraefteakademie.hessen.de/ausbildung-von-lehrkraeften/zweite-staatspruefung
↑22 Landesprüfungsamt für Lehrämter des Thüringer Ministeriums für Bildung, Jugend und Sport. Ausbildung und Zweite Staatsprü fung der Lehramtsanwärter im Thü ringer Vorbereitungsdienst [Training and second state examination of trainee teachers in the Thuringian preparatory service], April 2016, pp.8-11

การผลิตครูจากทั่วโลก ครู ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ ระบบการศึกษา ระบบผลิตครู ระบบผลิตครูของเยอรมนี เยอรมนี

เรื่อง: ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

อาจารย์สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้สนใจด้านประวัติศาสตร์สังคม การศึกษา การกระจายอำนาจ พื้นที่เมือง-ชนบทและแรงงาน การศึกษาระดับปริญญาโทและเอกของเขาได้ประสบการณ์มาจากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปลี่ยนสายมาจากการเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรในสมัยปริญญาตรี คอลัมน์ของเขาเน้นไปที่การอ่านประวัติศาสตร์สังคมไทยผ่านวรรณกรรม ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่อประชานิยมทั้งหลาย

Update: 2026-08-24
Tags: