กราดยิงโรงเรียนไทย-ฟิลิปปินส์ ยอดภูเขาน้ำแข็งของวัฒนธรรมความรุนแรง
หลังประเทศไทยมีเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อช่วงต้นเดือน ก็พาลให้ผมนึกถึงประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างฟิลิปปินส์ ที่ก็มีเหตุคล้ายกันเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นานในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเหตุเกิดขึ้นที่โรงเรียน San Jose National High School ในเมือง Tacloban บนเกาะ Leyte โดยมีผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน 2 คน ซึ่งคนหนึ่งเป็นนักเรียนในโรงเรียนดังกล่าว และมีผู้เสียชีวิตเป็นนักเรียน 3 คน
ก่อนหน้านี้เราอาจได้ยินเหตุกราดยิงในสถานศึกษาเกิดขึ้นบ่อยๆ ในสหรัฐอเมริกา หรือประเทศโลกตะวันตกอื่นๆ พอมาเกิดเหตุที่ไทยและฟิลิปปินส์ในเวลาไล่เลี่ยกันตอนนี้ จึงน่าคิดว่าปรากฏการณ์นี้กำลังระบาดเข้ามายังสถานศึกษาในอาเซียนอย่างจริงจัง หรือเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่มาเกิดในสองประเทศนี้พร้อมๆ กัน
กระทั่งเมื่อต้นสัปดาห์นี้เอง เหตุกราดยิงในโรงเรียนก็เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ อีกครั้งในฟิลิปปินส์ ให้หลังจากครั้งก่อนหน้าไม่กี่เดือน และให้หลังจากเหตุการณ์ในไทยไม่กี่สัปดาห์ โดยครั้งนี้เกิดขึ้นที่ โรงเรียนระดับมัธยมปลายในเครือมหาวิทยาลัย Ateneo de Zamboanga ทางตอนใต้ของประเทศ โดยมีผู้เสียชีวิต 2 คน รวมถึงตัวผู้ก่อเหตุที่ยิงตัวตายภายหลัง และมีผู้บาดเจ็บอีกนับ 20 คน
ภายหลังมีข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนระดับเกรด 8 (เทียบเท่า ม.2) ของโรงเรียนดังกล่าว โดยในระหว่างการก่อเหตุนั้น เจ้าตัวได้ติดกล้องบอดี้แคมไว้ที่ตัวเพื่อถ่ายทอดสดเหตุการณ์ลง Facebook ก่อนที่แพลตฟอร์มจะทำการลบออก ส่วนแรงจูงใจในการก่อเหตุนั้นยังไม่อาจรู้ได้แน่ชัด
ที่ฟิลิปปินส์นั้น พอมาเกิดเหตุการณ์สองครั้งติดๆ กัน ก็แน่นอนว่าทำให้ผู้คนพยายามหาคำตอบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับสังคม และปัจจัยแรกๆ ที่ชวนให้คนหันมามอง นั่นก็คือปัญหาการบุลลีในโรงเรียน เพราะในกรณีแรกที่เมือง Tacloban นั้น ผู้ก่อเหตุซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้สารภาพว่าทำไปเพราะความแค้นส่วนตัวจากการถูกบุลลีในโรงเรียน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้คือปัญหาใหญ่จริงของฟิลิปปินส์ ถึงขั้นเคยมีสถิติที่ชี้ว่าฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีนักเรียนถูกบุลลีในโรงเรียนเป็นสัดส่วนสูงสุดในอาเซียน และบางสถิติยังชี้ว่าติดอันดับต้นๆ ของโลก จนมีบางคนเรียกว่านี่คือ “เมืองหลวงแห่งการบุลลีในโรงเรียน”
แต่การบุลลีก็ยังเป็นเพียงต้นเชื้อเดียวของเหตุกราดยิงที่ดูท่าว่ากำลังจะระบาด อีกปัจจัยหนึ่งที่ถูกพูดถึงมาคู่กันคืออิทธิพลจากโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเกม เพราะทั้งสองกรณีที่เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์นั้นมีความเชื่อมโยงข้อหนึ่งคือผู้ก่อเหตุต่างเป็นคอเกมอย่าง GoreBox และ Roblox และเมื่อดูจากพฤติกรรมการก่อเหตุ ทางการก็ตั้งข้อสังเกตว่าอาจได้รับอิทธิพลจากเกมเหล่านี้ และนำไปสู่การออกคำสั่งปิดกั้นการเข้าถึงเกม GoreBox ทันที เพื่อจะทำการตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน
อีกปัญหาหนึ่งที่ก็มีการพูดถึงเยอะหนีไม่พ้นกฎระเบียบเรื่องการครอบครองอาวุธปืน แม้ฟิลิปปินส์จะมีกฎหมาย RA 10591 ควบคุมเรื่องนี้ แต่ก็ถูกวิจารณ์มาตลอดว่ามีช่องโหว่และมีการบังคับใช้อย่างหละหลวม จนมีปัญหาปืนเถื่อนหรือปืนหลุดทะเบียนทะลัก
อย่างไรก็ตาม ในสองกรณีกราดยิงที่เกิดขึ้นนั้น ปืนที่นักเรียนผู้ก่อเหตุนำมาใช้เป็นปืนประจำตำแหน่งทางราชการของผู้ปกครองผู้ก่อเหตุ ซึ่งผู้ก่อเหตุได้ขโมยมา ตรงนี้ก็ทำให้คนเห็นปัญหาความไม่รัดกุมของการจัดเก็บรักษาปืนราชการที่บ้าน และโทษของการปล่อยให้ปืนถูกขโมยไปใช้ก่อเหตุนั้น ก็ยังดูเบาเกินไป
เห็นได้ว่าสาเหตุที่คนฟิลิปปินส์วิเคราะห์ก็ล้วนเป็นประเด็นที่ไม่ต่างจากในไทยมากนัก แต่สำหรับคนฟิลิปปินส์อีกจำนวนหนึ่ง พวกเขามองว่ารากของปัญหาที่แท้จริงคืออะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าเรื่องเหล่านี้มาก นั่นคือ ‘วัฒนธรรมความรุนแรง’
สิ่งที่บ่งบอกแจ่มแจ้งที่สุดว่าวัฒนธรรมความรุนแรงฝังลึกในสังคมฟิลิปปินส์ก็หนีไม่พ้นพื้นที่การเมือง ที่มักมีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้งระหว่างกลุ่มเจ้าพ่อหรือตระกูลการเมืองท้องถิ่น ทั้งการใช้อาวุธข่มขู่หรือสังหารฝ่ายตรงข้าม
ความรุนแรงที่ว่านี้ไม่ได้จำกัดแค่ในการเมืองระดับท้องถิ่น แต่ยังไปถึงการเมืองระดับชาติ ซึ่งตัวอย่างหนึ่งที่คนฟิลิปปินส์ยกขึ้นมาในช่วงนี้ ก็คือคราวที่รองประธานาธิบดี ซารา ดูเตร์เต ออกมาพูดต่อหน้าสื่อว่าได้ว่าจ้างมือสังหารให้ปลิดชีพประธานาธิบดี บงบง มาร์กอส ที่ขัดแย้งกันอยู่ หากว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตเธอเองเสียก่อน จนกลายเป็นประเด็นฮือฮามากในฟิลิปปินส์ราวสองปีก่อน
หลายคนยังหมายรวมไปถึงบิดาของซารา อย่าง โรดริโก ดูเตร์เต ผู้เป็นอดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ช่วงปี 2016-2022 ที่มักพูดจาสนับสนุนการใช้ความรุนแรงอย่างเปิดเผย รวมไปถึงนโยบายที่หนุนให้ทางการใช้ความรุนแรงในการจัดการ โดยเฉพาะการประกาศสงครามยาเสพติด ที่นำไปสู่การวิสามัญฆาตกรรมนอกกฎหมายหลายกรณี ทั้งที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและบุคคลที่ตั้งตัวเป็นศาลเตี้ย นี่เองคือตัวอย่างที่ทำให้นักวิชาการและสื่อฟิลิปปินส์มองว่าเป็นการหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และส่งผลให้เยาวชนเห็นการใช้อาวุธหรือความรุนแรงในการจัดการปัญหาเป็นเรื่องปกติ หรือกระทั่งอาจมองว่าเป็นเรื่องถูกต้อง
ยิ่งไปกว่านั้นสำนักข่าว Inquirer ของฟิลิปปินส์ยังขุดข่าวที่ดูเตร์เตเคยเล่าในตอนหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 ว่าตนเคยใช้ปืนยิงเพื่อนร่วมสถาบันที่บุลลีเขา และไม่เคยต้องรับโทษอะไร จนกลายเป็นที่วิจารณ์ว่ากำลังส่งเสริมบรรทัดฐานที่ผิดแก่สังคม ขณะที่องค์กรสื่ออิสระอย่าง VERA Files เคยรวบรวมสถิติพบว่าปัญหาการฆ่าแกงกันในโรงเรียนระบาดหนักเป็นพิเศษนับตั้งแต่ดูเตร์เตขึ้นสู่อำนาจ ไม่ว่าจะด้วยการใช้ปืนหรือวิธีอื่นๆ
แน่นอนว่าถ้าถามเยาวชนผู้ก่อเหตุ พวกเขาคงจะไม่ได้ตอบว่าทำไปเพราะดูเตร์เตสนับสนุน หรือเพราะเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติในสังคมฟิลิปปินส์ หรือพูดอีกอย่าง วัฒนธรรมความรุนแรงที่ได้รับความชอบธรรมจากพื้นที่การเมืองของฟิลิปปินส์นี้อาจไม่ใช่ปัจจัยโดยตรงของแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็น่าคิดว่ามันอาจมีอิทธิพลอยู่ใน ‘ทางอ้อม’
ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ก็ดูจะเป็นตลกร้าย เพราะคล้อยหลังจากเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ไม่กี่วัน ก็เกิดเหตุการณ์ อดีต ส.ส.นนทบุรี ใช้อาวุธปืนยิง นายก อบจ. นนทบุรี เสียชีวิตในที่ทำการ และหากจะว่าไป ความรุนแรงทางการเมืองนี้ก็มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ในสังคมไทย จนบางคนอาจมองเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ในการถอดบทเรียนการกราดยิงโรงเรียนไทยนั้น แน่นอนว่าปัจจัยเรื่องสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา การบังคับใช้กฎหมายครอบครองอาวุธปืน อิทธิพลของโลกออนไลน์ พฤติกรรมลอกเลียนแบบ หรือเรื่องอื่นๆ คงไม่อาจตัดทิ้งจากสมการได้ แต่เราคงต้องมองในภาพใหญ่กว่านั้นเช่นกันว่าสังคมไทยกำลังบ่มเพาะวัฒนธรรมความรุนแรงให้กลายเป็นเรื่องปกติอยู่หรือไม่ ซึ่งไม่ใช่แค่ในพื้นที่การเมืองเท่านั้น เพราะอาจต้องลองคิดกันด้วยว่าผู้คนในสังคมไทยเราโดยทั่วไปมักสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงในการจัดการปัญหา หรือมองว่าเป็นเรื่องถูกต้องยอมรับได้กันขนาดไหน
editor's note Editors’ Talk กราดยิง กราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี กราดยิงในโรงเรียน การกราดยิง ความรุนแรง ฟิลิปปินส์ วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา วัฒนธรรมความรุนแรง
เรื่อง: วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา
บรรณาธิการ The101.world อดีตผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวไทยและญี่ปุ่น จบป.ตรีด้านเศรษฐศาสตร์ จากจุฬาฯ จบป.โทด้านเอเชียศึกษาจาก ม.เทคโนโลยีนันยาง สิงคโปร์