เจ็บท้องคลอดระยะแรก อาการเป็นแบบไหน? ไปโรงพยาบาลตอนไหนดี? | theAsianparent Thailand
เมื่อใกล้ครบกำหนดคลอด หลายคนเริ่มรู้สึกท้องแข็งเป็นพักๆ แล้วสงสัยว่านี่คือ เจ็บท้องคลอดระยะแรก (Early Labor หรือ Latent Phase) แล้วหรือยัง เจ็บท้องคลอดระยะแรกเป็นช่วงเวลาที่ปากมดลูกเริ่มนุ่มลง บางลง และค่อยๆ เปิดอย่างช้าๆ มักเป็นระยะที่ใช้เวลานานที่สุดในบรรดาสามระยะของการคลอด และหลายครั้งแยกยากจากอาการเจ็บท้องหลอก บทความนี้จะพาคุณแม่ไปทำความเข้าใจอาการ ระยะเวลา วิธีสังเกตความแตกต่าง และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที โดยอ้างอิงจากแนวทางของสูตินรีแพทย์และงานวิจัยทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือค่ะ
สรุปสั้นๆ
- เจ็บท้องคลอดระยะแรก (Latent Phase) คือช่วงที่ปากมดลูกเริ่มนุ่มลง บางลง และเปิดช้าๆ จาก 0 ไปจนถึง 4-6 เซนติเมตร
- มดลูกบีบตัวไม่สม่ำเสมอในช่วงแรก แล้วค่อยๆ ถี่และแรงขึ้นเรื่อยๆ
- ระยะเวลาเฉลี่ย: นานถึง 20 ชั่วโมง ในคุณแม่ท้องแรก และประมาณ 14 ชั่วโมง ในคุณแม่ที่เคยคลอดมาก่อน
- หากแม่และลูกแข็งแรงดี แพทย์มักแนะนำให้พักผ่อนที่บ้านก่อน
- ควรไปโรงพยาบาลเมื่อมดลูกบีบตัวสม่ำเสมอทุก 5 นาที นานครั้งละ 1 นาที ต่อเนื่อง 1 ชั่วโมง หรือมีสัญญาณอันตราย
FAQ: คำถามที่คุณแม่ถามบ่อยเกี่ยวกับ เจ็บท้องคลอดระยะแรก
Q: เจ็บท้องคลอดระยะแรกรู้สึกอย่างไร
A: มักรู้สึกปวดหน่วงๆ คล้ายปวดประจำเดือน ปวดหลังส่วนล่างร้าวลงต้นขา ท้องแข็งเป็นพักๆ ไม่สม่ำเสมอ และอาจมีมูกเลือดออกทางช่องคลอด
Q: เจ็บท้องคลอดระยะแรกกับเจ็บท้องหลอกต่างกันอย่างไร
A: เจ็บท้องหลอก (Braxton Hicks) มักไม่สม่ำเสมอ ไม่แรงขึ้น และหายไปเมื่อพักหรือเปลี่ยนท่า ส่วนเจ็บท้องคลอดจริงจะถี่ขึ้น แรงขึ้น และไม่หายแม้จะพักหรือเปลี่ยนท่าทาง
Q: ระยะแรกของการเจ็บท้องคลอดใช้เวลานานแค่ไหน
A: แตกต่างกันในแต่ละคน โดยเฉลี่ยอาจนานถึง 20 ชั่วโมงในท้องแรก และประมาณ 14 ชั่วโมงในท้องหลัง แต่บางคนอาจสั้นหรือยาวกว่านี้ได้
Q: ควรอยู่บ้านหรือรีบไปโรงพยาบาล
A: หากแม่และลูกแข็งแรงดี ไม่มีสัญญาณอันตราย แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำให้พักที่บ้านก่อนในช่วงระยะแรก และไปโรงพยาบาลเมื่อมดลูกบีบตัวสม่ำเสมอถี่ขึ้นตามเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำ
Q: นับเวลาการบีบตัวของมดลูกอย่างไร
A: จับเวลาตั้งแต่มดลูกเริ่มบีบตัวครั้งหนึ่งจนถึงเริ่มบีบตัวครั้งถัดไป แล้วสังเกตว่าระยะห่างนี้สั้นลงและสม่ำเสมอขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่
Q: มีมูกเลือดออกมาต้องรีบไปโรงพยาบาลไหม
A: มูกเลือดปริมาณเล็กน้อยเป็นสัญญาณปกติของการที่ปากมดลูกเริ่มเปิด แต่หากมีเลือดออกมากคล้ายประจำเดือนควรรีบพบแพทย์ทันที
เจ็บท้องคลอดระยะแรก คืออะไร
เจ็บท้องคลอดระยะแรก หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Latent Phase เป็นช่วงแรกของ "ระยะที่หนึ่งของการคลอด" (First Stage of Labor) ซึ่งเริ่มตั้งแต่มดลูกเริ่มบีบตัวสม่ำเสมอไปจนถึงปากมดลูกเปิดประมาณ 4-6 เซนติเมตร ตามข้อมูลจาก Mayo Clinic ระบุว่าในระยะนี้ปากมดลูกจะค่อยๆ เปิดออก นุ่มลง สั้นและบางลง โดยการหดตัวของมดลูกมักไม่รุนแรงและไม่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในตอนแรกในระยะเจ็บท้องคลอดระยะแรกหรือระยะ latent labor ปากมดลูกจะเปิดและนุ่มลง สั้นลงและบางลง โดยปากมดลูกจะเปิดน้อยกว่า 6 เซนติเมตรในระยะนี้
ทางโรงพยาบาลศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายอาการของคุณแม่ในระยะเริ่มเจ็บท้องคลอดไว้สอดคล้องกันว่าคุณแม่เริ่มเจ็บท้องคลอดจะรู้สึกปวดหน่วงๆ ที่หลังหรือปวดร้าวลงไปถึงต้นขา รู้สึกว่ามดลูกหดรัดตัว คล้ายปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง และปวดท้องคล้ายอยากถ่ายอุจจาระ
อาการเจ็บท้องคลอดระยะแรก มีอะไรบ้าง
ตามข้อมูลของ ACOG (American College of Obstetricians and Gynecologists) การเข้าสู่ระยะคลอดมักมีสัญญาณเตือนที่สังเกตได้ ดังนี้ค่ะ
- ท้องลด: ทารกเคลื่อนตัวลงต่ำเข้าสู่อุ้งเชิงกราน คุณแม่อาจรู้สึกหายใจโล่งขึ้น เพราะมดลูกไม่กดทับกะบังลม
- มูกเลือดหรือมูกใสออกทางช่องคลอด: เกิดจากปากมดลูกเริ่มเปิด ทำให้มูกที่อุดปากมดลูกไว้หลุดออกมาเมื่อปากมดลูกเริ่มเปิด มูกที่อุดอยู่จะถูกดันเข้าไปในช่องคลอด อาจสังเกตเห็นตกขาวเพิ่มขึ้นที่มีลักษณะใส สีชมพู หรือมีเลือดปนเล็กน้อย
- มดลูกบีบตัวเป็นจังหวะ: เมื่อมดลูกหดตัว หน้าท้องจะแข็งเป็นก้อน และคลายตัวนุ่มลงสลับกันไปเมื่อเข้าสู่ระยะคลอด ปากมดลูกจะเริ่มเปิด กล้ามเนื้อมดลูกจะบีบตัวเป็นช่วงๆ สม่ำเสมอ เมื่อมดลูกบีบตัว หน้าท้องจะแข็งขึ้น และระหว่างการบีบตัวแต่ละครั้งมดลูกจะคลายตัวและนุ่มลง
- ปวดหลังส่วนล่างร้าวลงต้นขาทั้งสองข้าง และรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำบ่อย
ทางโรงพยาบาลนครธนระบุว่า อาการเจ็บท้องเตือนที่นำไปสู่การคลอดจริงมักเริ่มปรากฏล่วงหน้าได้ตั้งแต่ช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะสัญญาณมูกที่หลุดออกมาเมื่อใกล้คลอดปากมดลูกจะเริ่มเปิด มูกที่อุดอยู่ปากมดลูกจะหลุดและไหลออกมาทางช่องคลอด เป็นสีขาวลักษณะเหนียวข้น และมักหลุดออกมาในช่วงก่อนคลอดประมาณ 1-2 สัปดาห์
เจ็บท้องคลอดระยะแรก กับ เจ็บท้องหลอก ต่างกันอย่างไร
หนึ่งในคำถามที่คุณแม่ท้องแก่กังวลมากที่สุดคือ "นี่ใช่อาการเจ็บท้องคลอดจริงหรือยัง" เพราะช่วงไตรมาสสุดท้ายมักมีอาการเจ็บท้องหลอก หรือ Braxton Hicks Contractions แทรกเข้ามา ทางโรงพยาบาลสินแพทย์อธิบายความแตกต่างไว้อย่างชัดเจนว่าเจ็บครรภ์เตือนคุณแม่จะรู้สึกเจ็บทางหน้าท้อง อาจพร้อมกับมดลูกหดตัว แต่ระยะเวลาและความแรงไม่สม่ำเสมอ ไม่มีอาการเข้าสู่การคลอด เช่น มูกเลือด และหากได้รับยาระงับปวดอาการเจ็บจะหายไป ส่วนเจ็บครรภ์จริงจะเริ่มปวดหลังบริเวณบั้นเอวแล้วร้าวมาที่หน้าท้องหรือขาทั้งสองข้าง ความเจ็บจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และมาสม่ำเสมอทุก 10 นาที แล้วถี่ขึ้นเป็นทุก 5 นาที
ตารางเปรียบเทียบ เจ็บท้องหลอก vs เจ็บท้องคลอดจริง (ระยะแรก)
| หัวข้อ | เจ็บท้องหลอก (Braxton Hicks) |
เจ็บท้องคลอดจริงระยะแรก (Latent Phase) |
|---|---|---|
| ความสม่ำเสมอ | ไม่สม่ำเสมอ มาๆ หายๆ | เริ่มสม่ำเสมอ และถี่ขึ้นเรื่อยๆ |
| ความแรง | ไม่ค่อยแรง ไม่เพิ่มขึ้น | ค่อยๆ แรงขึ้นตามเวลา |
| ตำแหน่งที่ปวด | มักปวดเฉพาะหน้าท้อง | ปวดหลังส่วนล่างร้าวมาหน้าท้องและต้นขา |
| ผลจากการเปลี่ยนท่า/พัก | อาการมักดีขึ้นหรือหายไป | อาการไม่หายแม้เปลี่ยนท่าหรือพักผ่อน |
| อาการร่วม | ไม่มีมูกเลือดหรือน้ำเดิน | อาจมีมูกเลือด หรือถุงน้ำคร่ำแตก |
| ผลต่อปากมดลูก | ไม่ทำให้ปากมดลูกเปิด | ปากมดลูกค่อยๆ บาง สั้น และเปิดขึ้น |
ตารางสรุปจากข้อมูลของโรงพยาบาลสินแพทย์และ ACOG
เจ็บท้องคลอดระยะแรก ใช้เวลานานแค่ไหน
ระยะเวลา เจ็บท้องคลอดระยะแรก ในแต่ละคนแตกต่างกันมาก WebMD สรุปภาพรวมช่วงเวลาของแต่ละระยะไว้ให้เข้าใจง่ายว่าระยะแรกหรือระยะ เจ็บท้องคลอดระยะแรก เป็นช่วงเริ่มต้นของการคลอด คุณแม่จะมีการบีบตัวของมดลูกเบาๆ ห่างกันประมาณ 15 ถึง 20 นาที และนานครั้งละ 60 ถึง 90 วินาที ระยะแรกเป็นช่วงที่ยาวนานที่สุดของการคลอดและอาจใช้เวลานานถึง 20 ชั่วโมง
ควรรออยู่บ้านหรือไปโรงพยาบาล เมื่อเริ่มเจ็บท้องคลอดระยะแรก
งานวิจัยของ Cochrane ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือระดับโลก ได้รวบรวมข้อมูลจากคุณแม่มากกว่า 12,000 คนในแคนาดา สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร เพื่อศึกษาผลของการประเมินและให้การสนับสนุนคุณแม่ในช่วงเจ็บท้องคลอดระยะแรก งานวิจัยนี้ (ตีพิมพ์ปี 2017) พบว่าคุณแม่มักรู้สึกวิตกกังวลหรือเครียดในระยะเจ็บท้องคลอดระยะแรก และอาจสูญเสียความมั่นใจ ซึ่งอาจทำให้การคลอดดำเนินไปช้าลงและลดโอกาสที่จะคลอดแบบธรรมชาติ ขณะที่ผลการวิเคราะห์การให้คำปรึกษาและประเมินอาการอย่างเหมาะสมพบว่าการประเมินอาการและการให้การสนับสนุนในระยะเจ็บท้องคลอดระยะแรกอาจช่วยลดการใช้ยาชาเฉพาะที่ (epidural) ลดความจำเป็นในการใช้ยาเร่งคลอด และเพิ่มความพึงพอใจของคุณแม่ต่อการดูแลที่ได้รับ
พูดง่ายๆ คือ หากคุณแม่และลูกในครรภ์แข็งแรงดี ไม่มีภาวะเสี่ยง การได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและมีช่องทางติดต่อแพทย์หรือผดุงครรภ์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกอุ่นใจ พักผ่อนที่บ้านได้อย่างมั่นใจในช่วงระยะแรกของการเจ็บท้องคลอด โดยไม่จำเป็นต้องรีบไปโรงพยาบาลทันทีที่เริ่มมีอาการค่ะ
วิธีนับเวลาการบีบตัวของมดลูก
Mayo Clinic แนะนำวิธีจับเวลาไว้ว่า ให้จับเวลาการบีบตัวของมดลูกตั้งแต่เริ่มบีบตัวครั้งหนึ่งไปจนถึงเริ่มบีบตัวครั้งถัดไป และสังเกตรูปแบบว่าการบีบตัวนั้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาหรือไม่
Checklist สังเกตอาการก่อนตัดสินใจไปโรงพยาบาล
- มดลูกบีบตัวสม่ำเสมอ ทุก 5 นาที นานครั้งละประมาณ 1 นาที ต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ชั่วโมง (สำหรับท้องแรก)
- อาการปวดรุนแรงจนพูดคุยหรือเดินลำบาก
- มีมูกเลือดปนออกมาทางช่องคลอด
- น้ำเดินหรือถุงน้ำคร่ำแตก ไม่ว่าจะมีอาการเจ็บครรภ์ร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม
- อาการเจ็บไม่หายไปแม้จะเปลี่ยนท่าทาง พักผ่อน หรือดื่มน้ำ
สัญญาณอันตราย ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
แม้ในระยะเจ็บท้องคลอดระยะแรกมักไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่มีบางอาการที่คุณแม่ไม่ควรรอ ควรติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันทีค่ะ ตามแนวทางของ ACOG ระบุสัญญาณที่ต้องไปโรงพยาบาลไว้ ได้แก่น้ำเดินแล้วแต่ยังไม่มีอาการเจ็บครรภ์ หรือมีเลือดออกมากทางช่องคลอด
- เลือดออกทางช่องคลอดปริมาณมาก คล้ายประจำเดือนหรือมากกว่า
- น้ำเดินหรือน้ำคร่ำแตก ไม่ว่าจะมีสีใส สีเขียว หรือมีกลิ่นผิดปกติ
- ลูกดิ้นน้อยลงอย่างชัดเจน หรือรู้สึกว่าการดิ้นของลูกเปลี่ยนไปจากปกติ
- ปวดท้องรุนแรงตลอดเวลา โดยไม่คลายตัวลงระหว่างการบีบตัวของมดลูก
- มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง ตาพร่ามัว หรือจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษ
หากมีอาการเหล่านี้ ไม่ว่าจะอยู่ในระยะใดของการคลอดก็ตาม ควรติดต่อโรงพยาบาลหรือสูตินรีแพทย์ที่ฝากครรภ์ทันทีค่ะ
สรุปอีกครั้ง เจ็บท้องคลอดระยะแรก ควรทำอย่างไร
หากคุณแม่เริ่มรู้สึกท้องแข็งเป็นพักๆ ปวดหน่วงหลังร้าวลงต้นขา แต่มดลูกยังบีบตัวไม่สม่ำเสมอ นี่คือสัญญาณของ เจ็บท้องคลอดระยะแรก ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมงถึงเกือบหนึ่งวัน หากแม่และลูกแข็งแรงดี สามารถพักผ่อน เดินเบาๆ ดื่มน้ำ และสังเกตความถี่ของการบีบตัวที่บ้านได้ก่อน แล้วจึงไปโรงพยาบาลเมื่อมดลูกบีบตัวสม่ำเสมอถี่ขึ้นตามเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำ แต่หากมีสัญญาณอันตราย เช่น เลือดออกมาก น้ำเดิน หรือลูกดิ้นน้อยลง ควรพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ ที่สำคัญที่สุดคือการพูดคุยและติดต่อกับสูตินรีแพทย์หรือผดุงครรภ์ที่ดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คุณแม่รู้สึกมั่นใจและปลอดภัยตลอดกระบวนการคลอดค่ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
4 บทสวดมนต์สำหรับคนท้อง คาถาคลอดลูกง่าย ปลอดภัย สวดเป็นประจำ
เร่งคลอด เจ็บไหม ต่างจากคลอดธรรมชาติไหม
4 ท่าที่ทำให้ ปากมดลูกเปิดเร็ว รวมเคล็ดลับ คลอดธรรมชาติ คลอดง่าย
แหล่งอ้างอิง
- Kobayashi S, et al. "Assessment and support during early labour for improving birth outcomes.", Cochrane Database of Systematic Reviews, 2017.
- "How to Tell When Labor Begins.", American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG)
- "What are the symptoms of labor?", American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG)
- "Stages of labor and birth: Baby, it's time!", Mayo Clinic
- "Signs of labor: Know what to expect.", Mayo Clinic
- "Stages of Labor & Types of Childbirth Delivery.", WebMD
- "อาการเมื่อคุณแม่ใกล้คลอด.",โรงพยาบาลศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- "สัญญาณเตือนคุณแม่ใกล้คลอด เตรียมพร้อมได้ทันเวลา.", โรงพยาบาลนครธน
- "เจ็บครรภ์คลอด...ไปโรงพยาบาลตอนไหนดี.", โรงพยาบาลสินแพทย์
ข้อมูลอัปเดตล่าสุด สิงหาคม 2569
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

