นายกฯ สั่งมหาดไทย-ตำรวจคุมเข้มอาวุธปืน-ยาเสพติด เร่งยกร่าง พ.ร.บ. อาวุธปืนฉบับใหม่ - The Reporters
นายกฯ มอบนโยบายมหาดไทย-ตำรวจ สั่งผนึกกำลัง 90 วัน ใช้ One Data ปราบอาชญากรรม ประกาศปิดระบบออกใบอนุญาต ป.3 ลั่นไทยมีปืนกว่า 10 ล้านกระบอก “นี่มันแดนคาวบอยแล้ว” กำชับเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจเข้ม บอกไม่ต้องสนใจพวกสายโทรช่วยเคลียร์ หากใครอ้างนายกฯ โทรสั่ง ให้บันทึกเสียงส่งมาที่ตน ย้ำรัฐบาลไม่แทรกแซงการทำงานเจ้าหน้าที่
วันนี้ (13 ส.ค. 69) เวลา 09.00 น. ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 โดยมี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ รวมถึงตำรวจภูธรภาค 1, 2 และ 7 เข้าร่วม
นายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก 2 เดือนที่ผ่านมาได้มีการจัดเวิร์กช็อปกันระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บังคับการตำรวจภูธรแต่ละจังหวัด โดยมี 9 ประเด็นที่ต้องการให้เกิดความร่วมมือ คือ บุกรุกที่ดิน, อาชญากรรมไซเบอร์, นอมินี การฟอกเงิน ผู้มีอิทธิพล เฉพาะอันธพาล, แก้ไขหนี้นอกระบบ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว, การจัดการเชื่อมโยงฐานข้อมูล และการป้องกันปราบปรามยาเสพติด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับทุกคน ถ้าบริหารจัดการได้จะเกิดความสงบสุขและความมั่นคงในประเทศ ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนเรื่องอื่น ๆ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด จะต้องดำเนินการพิทักษ์สันติราษฎร์ บำบัดทุกข์บำรุงสุขตามปกติอยู่แล้ว
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ถ้าวันนี้ออกไปทำโพลสอบถามประชาชน เรื่องนี้คงเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ และมีความกังวลเป็นลำดับต้น ๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเกิดเหตุใด ๆ ก็ตามย่อมเป็นความรับผิดชอบของรัฐโดยตรง สะท้อนถึงการดูแลประชาชนที่ไม่ทั่วถึง จนนำมาสู่ความกังวลของพวกเขา แต่ปัญหาความมั่นคงไม่ได้มาในรูปแบบเดิม ๆ อาชญากรรมเกิดขึ้นได้ในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน และระดับชาติ ซึ่งปัจจัยที่นำไปสู่อาชญากรรมมีรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งอาชญากรบางประเภทมีเครือข่ายที่ซับซ้อน เราจึงต้องปรับตัวให้เท่าทัน และไม่สามารถทำงานแบบแยกส่วนกันได้ ตนเชื่อมั่นว่าถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดจับมือกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายอำเภอจับมือกับผู้กำกับการ ปลัดอำเภอจับมือกับสารวัตร ปัญหาพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยและความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ตอนลงพื้นที่และได้เห็นความร่วมมือของ “คู่จิ้น คู่ดูโอ้” ซึ่งวันนี้มีคำว่า “คู่จิ้น” จะแยกขาดกันไม่ได้ในการสร้างความสงบสุขให้กับประเทศ ในเมื่อมีการบำบัดทุกข์บำรุงสุข มีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ทั้งหมดจึงต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานตามแนวทาง “บำบัดทุกข์บำรุงสุขพิทักษ์สันติราษฎร์พิฆาตยาเสพติด” ซึ่งงานของกระทรวงมหาดไทยและงานของตำรวจเป็นงานที่อยู่ใกล้ประชาชน และประชาชนต้องพึ่งพามากที่สุด ดังนั้นสองหน่วยงานนี้ต้องเป็นทีมเดียวกัน หากทั้งสองส่วนเชื่อมกันได้อย่างไร้รอยต่อจะทำให้มีทั้งข้อมูลของพื้นที่ กำลังคน และเครื่องมือในการจัดการปัญหา ตนจึงขอให้ทีมอำเภอใช้ข้อมูลเดียวกัน หรือ One Data เพื่อข้อมูลที่ตรงกัน ใช้งานได้อย่างสะดวก และป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดเหตุ พร้อมขอให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ต่อไปในกรอบเวลา 90 วันตามที่เคยกำหนดไว้
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ช่วงที่ผ่านมาเรื่องอาวุธปืนที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน ทุกท่านทราบว่าขณะนี้ต้องเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ อย่าให้มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบและส่งผลให้เกิดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งในส่วนของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการไปแล้วช่วงนี้ถือว่าเราปิดระบบการออกแบบใบอนุญาต ป.3 การซื้อขายครอบครองอาวุธปืนของคนทั่วไปจึงไม่มี รวมถึง ป.12 ไม่มีมา 3 ปีแล้ว วันนี้ถ้าเดินไปไหนมาไหนเห็นคนพกปืน แบบนั้นคือผิดกฎหมาย ซึ่งอาวุธปืนเป็นสิ่งที่ร้ายแรง ถ้าผู้ใช้ไม่มีหน้าที่ในทางกฎหมาย ทั้งนี้ปกติจะมีการมอบปืนให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ ถ้าต้องการให้อาวุธปืนลดลงทั่วประเทศ เพราะขณะนี้มีอาวุธปืนในประเทศไทยมี 10 กว่าล้านกระบอก เท่ากับประชากร 6-7 คนมีอาวุธปืน 1 กระบอก แบบนี้ไม่ไหว นี่มันแดนคาวบอยแล้ว ถ้าตัดเด็กตัดผู้สูงอายุออกไป เหลืออยู่แค่ 3-4 คนที่มีอาวุธปืน 1 กระบอก แบบนี้ไม่ใช่บ้านเมืองที่จะมีความสงบสุขได้ แม้จะไม่เกิดเหตุอะไรก็ตาม แต่ก็เป็นบ้านเมืองที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ที่มีความร้ายแรงได้ตลอดเวลา กรมการปกครองจึงเสนอว่าจะต้องมีการพิจารณาเรื่องของการมอบรางวัลให้ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ซึ่งถือเป็นอีกรูปแบบที่จะทำให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลสารทุกข์สุขดิบของประชาชนได้
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ในส่วนของตำรวจและฝ่ายปกครอง ช่วงนี้ขอให้มีการร่วมกันตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติดเป็นหลัก ซึ่งด่านเหล่านี้ต้องมีความพร้อมและมีความเข้มข้น โดยที่เราต้องรักษาความปลอดภัยให้ตัวเองด้วย เพราะเรามุ่งเป้าอาวุธร้ายแรง ทำให้คนที่เราไปตรวจค้นอาจคิดต่อสู้ได้ จึงขอให้เพิ่มความระมัดระวัง ขอให้เน้นการตรวจจับการพกพาอาวุธผิดกฎหมายและดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ในส่วนของรัฐบาลกำลังมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ทำการยกร่างสังคายนาออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยอาวุธปืนฉบับใหม่ขึ้น
“ขอให้ทุกท่านใช้หลักที่ผมเคยมอบหมาย คือมีความเป็นอิสระอย่างสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ ตามนโยบายปิดชื่อถือพฤติกรรม ไม่ต้องสนใจโทรศัพท์ใครที่โทรเข้ามา ถ้าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้บังคับบัญชาของท่านไม่ได้โทรมาก็ไม่ต้องปฏิบัติ เพราะไม่ใช่คำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผมไม่มีวันโทรอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าใครจะบอกว่าน้องพี่หนูหรือนี่นายกฯ ขอให้แน่ใจได้เลยว่านั่นตัวปลอม ตัวจริงจะไม่โทร โทรไม่ได้ ถ้าท่านอัดเสียงผมก็ตายแล้ว ผมไม่รักคนอื่นมากกว่าตัวเองหรอก ง่าย ๆ แค่นี้เอง ถ้ามีคนโทรขอให้อัดเทปไว้ด้วยแล้วส่งมาให้ผม เรื่องแบบนี้ตรวจสอบไม่ยาก ถ้าเป็นเสียงคนใดคนหนึ่งในคณะรัฐมนตรีของผม พูดได้เลยว่านั่นคือวันสุดท้ายในการทำงานของเขา เราทำงานกันตรงไปตรงมาแบบนี้ พวกท่านสามารถปฏิเสธการร้องขอเหล่านี้ได้ ถ้ารัฐบาลชุดนี้ยังมีนโยบายเช่นนี้อยู่ ผมให้คำยืนยันไม่มีใครที่จะทำให้ท่านต้องประสบกับอุปสรรคในหน้าที่ราชการของท่านได้” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ไม่ต้องสนใจคำร้องขอใด ๆ ในการร้องขอให้มีการช่วยเหลือผู้กระทำผิด แต่ต้องช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์และดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดและรุนแรง ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ และอาชญากรรมต่าง ๆ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า วันนี้ทุกท่านไม่ได้มารับมอบนโยบายอย่างเดียว แต่นายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทั้งหลาย ต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกันวิเคราะห์ปัญหาด้วยความแม่นยำและบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากทำได้ครบเชื่อว่าประชาชนจะมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น รวมถึงจะมีความศรัทธาในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้นเช่นกัน ตนขอให้กำลังใจและขอเป็นกำลังใจพร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีระบุว่า สิ่งที่เกิดที่พัทยาที่เกิดขึ้นกับชาวรัสเซีย ตนไปลงพื้นที่จริง ๆ พบว่าเขาไม่ใช่นักท่องเที่ยวแต่เป็นคนที่อยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว อาชญากรรมในประเทศไทยเกิดขึ้นในลักษณะเหมือนการปล้น การจี้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องแก้ไข ส่วนที่ยังน่าภาคภูมิใจคือนักท่องเที่ยวที่มาในประเทศไทยยังสามารถเดินช้อปปิ้งท่องเที่ยวได้ โดยในภาพรวมยังมีความปลอดภัย แต่สิ่งที่ไม่ปลอดภัยคือลักษณะของขโมย อันธพาล ปล้นจี้ พวกขี่มอเตอร์ไซค์สองคนปล้นจี้ไปซื้อยาบ้า ตรงนี้หากจะแก้ไขได้ก็ต้องมีข้อมูลที่ดี