classicliterature.it.com

ชนะศึก-แพ้สงคราม: ความย้อนแย้งทางยุทธศาสตร์ของไทยต่อกัมพูชา

ต้องดูว่าเรื่องข้อพิพาททางทะเลไปถึงไหนยังไง อย่างไรก็ตาม ถึงจุดหนึ่งถ้าเริ่มมีการแสดงท่าทีอะไรบางอย่าง เช่น การที่ไปวิจารณ์และโจมตีไทยในเวทีระหว่างประเทศน้อยลง ลดลง หรือไม่มีเลย เราก็อาจจะเลือกเป็นมาตรการหนึ่งในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ก็ต้องดูท่าทีของกัมพูชา แต่แน่นอนว่าการเจรจา JBC อย่างเป็นทางการมันยังเกิดไม่ได้ตอนนี้”[1] — สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยพูดข้อความข้างต้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่ออธิบายว่า ฝ่ายไทยมีความต้องการเจรจาแบบทวิภาคีกับกัมพูชาเพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนทางบกและทางทะเล แต่หลังจากไทยประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันฉบับปี 2001 (MOU 44) แล้วกัมพูชาตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea – UNCLOS) ถือเป็นการปิดประตูการเจรจาจึงต้องระงับการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission – JBC) เพื่อแก้ไขข้อพิพาทเขตแดนทางบกเอาไว้ก่อน

รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยคนปัจจุบันเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการต่างประเทศมายาวนานและเป็นบุคคลที่ได้รับความเชื่อถือในแวดวงทางการทูตอย่างสูง เขาไม่ได้พูดแบบนี้เพราะไม่รู้ว่าเรื่องเขตแดนทางบกและทางทะเลนั้นยืนอยู่บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศคนละชุดกัน ความจริงแล้วก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าไทยและกัมพูชามีความตกลงและกลไกในการเจรจาแก้ไขข้อพิพาทสำหรับเขตแดนทางบกและทางทะเลแยกต่างหากจากกันเป็นเอกเทศ การเอาทั้งสองเรื่องมาปะปนกันหรือทำเรื่องหนึ่งให้เป็นเงื่อนไขสำหรับอีกเรื่องหนึ่งจึงเป็นการทำให้ปัญหามีความยุ่งยากซับซ้อนขึ้นไปอีก

แต่ในเมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำหนดแนวทางที่ค่อนข้างแข็งกร้าวเพื่อมุ่งเอาชนะคะคานกัมพูชามากกว่าจะต้องการสร้างความสัมพันธ์และเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่เองที่กระทรวงการต่างประเทศจะต้องวางยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาล

ประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาในที่นี้คือ สิ่งที่รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันกำลังดำเนินการอยู่เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘ความย้อนแย้งทางยุทธศาสตร์’[2] (strategic paradox) อันหมายถึงความไม่สอดคล้องระหว่างเป้าประสงค์ทางยุทธศาสตร์ (strategic objectives) กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบาย (strategic outcomes) กล่าวคือมาตรการที่มุ่งสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์กลับก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้หรือพลวัตใหม่ที่ลดทอนความสามารถในอันที่จะบรรลุเป้าประสงค์ของตนเองลง

อย่างไรก็ตามบทความนี้ไม่ต้องการตัดสินว่ารัฐบาลไทยหรือกัมพูชาเป็นฝ่ายถูกหรือผิด หากแต่จะประเมินความสอดคล้องระหว่างเป้าประสงค์ทางยุทธศาสตร์กับผลลัพธ์ที่เกิดจากการดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์โดยการวิเคราะห์การปรับตัวของคู่กรณี (counter-adaptation) เป็นสำคัญดังต่อไปนี้

เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของไทย โดยทั่วไปก็ไม่ต่างจากประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้ที่ต้องการมีความสัมพันธ์แบบปกติกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดโดยรักษาผลประโยชน์สูงสุดของตัวเองเอาไว้เป็นสำคัญเหนือคู่ภาคี แต่หากมองในรายละเอียดทางทหารและทางการทูตอาจจะดูมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง กล่าวคือพิจารณาจากคำประกาศในที่สาธารณะของ ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ที่ว่ากองทัพไทยจำเป็นจะต้องทำให้ขีดความสามารถของกัมพูชาหายไปโดยเฉพาะการลิดรอนอุปกรณ์-ยุทโธปกรณ์ และต้องทำให้สิ้นสภาพ ดังนั้นหากกัมพูชาไม่มีขีดความสามารถ สุดท้ายก็จะไม่เป็นภัยคุกคามกับไทยได้อีก[3] นั้นก็ดูเป็นเป้าหมายที่สูงส่งมากประมาณว่าทำตัวเป็นอิสราเอลแห่งอุษาคเนย์ก็ไม่ปาน ส่วนจะทำให้สำเร็จได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในที่นี้ประเมินโดยองค์รวมว่าท่าทีแบบนี้คือต้องการกำราบไม่ให้กัมพูชาสามารถท้าทายประเทศไทยได้ แนวทางนี้เกิดจากความเชื่อมั่นว่าไทยมีศักยภาพเหนือกว่ากัมพูชาและสามารถใช้มันเป็นอำนาจต่อรอง (leverage) ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้

ดังนั้นในทางการทูต ฝ่ายไทยต้องการที่จะรับมือหรือพูดในภาษาการทูตว่าต้องแก้ไขปัญหาร่วมกับกัมพูชาแบบทวิภาคีเท่านั้น ห้ามใช้เวทีหรือกลไกระหว่างประเทศแบบพหุภาคีเด็ดขาด เฉพาะอย่างยิ่งกลไกแบบตุลาการหรือของสหประชาชาติที่มีลักษณะแสดงอำนาจบังคับหรือมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของฝ่ายไทย เพราะมีความหวังอย่างเปี่ยมล้นว่าจะใช้พลังอำนาจที่เชื่อว่าเหนือกว่าบีบบังคับให้กัมพูชายอมอ่อนข้อคล้อยตามเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของไทยในอันที่จะเป็นการรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติและอาจจะหมายรวมถึงอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนได้ในที่สุด

นี่จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยจึงแสดงความไม่พอใจทุกครั้งที่ฝ่ายกัมพูชานำประเด็นปัญหาความขัดแย้งหรือข้อพิพาทกับไทยไปพูดในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่สหประชาชาติหรือในกลุ่มอาเซียนและประเมินว่าการแสดงออกเช่นนั้นเป็นการสร้างความไม่ไว้วางใจระหว่างกันหรือหากแสวงหากลไกระหว่างประเทศในการประนอมข้อพิพาทก็ยิ่งถือว่าเป็นการปิดประตูตายให้กับการดำเนินการแบบทวิภาคีเลยทีเดียว

การดำเนินนโยบายของไทย นับแต่เกิดเหตุปะทะกันเล็กน้อยที่บริเวณช่องบกชายแดนด้านจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วจึงเป็นไปในลักษณะที่แข็งกร้าว แทนที่จะสามารถควบคุมปัญหาการปะทะกันทางยุทธวิธีแค่ 15 นาทีให้จบลงในระดับท้องถิ่น แม้ว่าหลังการพบปะกันของ สรัย ดึก รองผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ของกัมพูชา กับสมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และ ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อเจรจาเกี่ยวกับกรณีปัญหาการรุกล้ำดินแดนในพื้นที่พิพาทบริเวณช่องบก แล้วฝ่ายทหารกัมพูชาได้ยินยอมถอนกำลังกลับไปยังจุดที่เคยประจำการอยู่เดิมซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณที่เกิดเหตุปะทะ ลึกเข้าไปในเขตแดนของประเทศกัมพูชาพอสมควร

นอกจากนี้แล้วฝ่ายกัมพูชายังแสดงความยินยอมที่จะดำเนินการกลบคูเลตให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติตามเดิม ตามข้อเสนอของฝ่ายไทยเพื่อเป็นการลดความตึงเครียดและสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือ แต่บรรดาแม่ทัพนายกองของไทยกลับดำเนินการทุกอย่างเพื่อบีบบังคับให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรในสมัยนั้นต้องตัดสินใจปิดด่านชายแดนทั้งหมดตลอดแนวตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 เพราะเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถใช้มันเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจกดดันให้ฝ่ายกัมพูชายอมศิโรราบให้กับไทยได้

หลังเหตุปะทะครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2025 แล้วกองทัพไทยสามารถยึดพื้นที่ได้ 11 จุด แต่ประเมินว่ากัมพูชายังมีขีดความสามารถในการท้าทายอำนาจของไทยอยู่มาก เหตุการณ์ทหารในพื้นที่เหยียบกับระเบิดที่บริเวณห้วยตามาเรียพื้นที่ชายแดน จังหวัดศรีสะเกษ จึงถูกใช้เป็นข้ออ้างในการยกเลิกสัญญาหยุดยิงและข้อตกลงทุกอย่างที่เคยทำไว้กับกัมพูชาภายใต้การอำนวยความสะดวกของกลุ่มอาเซียนและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2025[4] ก่อนที่จะเกิดการปะทะใหญ่รอบที่สองในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ยังผลให้กองทัพไทยสามารถยึดพื้นที่เพิ่มขึ้นได้อีกเป็นจำนวนมาก[5] การประเมินอย่างไม่เป็นทางการที่ปรากฎในสื่อมวลชนไทยว่ายึดได้มากถึง 12,000-13,000 ไร่[6] ล่าสุดแม้ว่าไม่มีรายงานการปะทะใหญ่เลย ตัวเลขกลับปรับขึ้นไปเป็นถึง 18,000 ไร่[7]

ยังไม่ทันที่ปัญหาเขตแดนทางบกเหล่านั้นจะได้รับการแก้ไข รัฐบาลอนุทินที่เข้ารับตำแหน่งครั้งที่ 2 หลังชนะการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้ประกาศนโยบายสำคัญอันเป็นการเพิ่มประเด็นแห่งความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเพิ่มเติมนั่นคือการยกเลิกMOU 44 ด้วยเหตุผลที่ทำให้นักกฎหมายระหว่างประเทศสับสนและงุนงงอย่างยิ่ง คือการเจรจาเพื่อแก้ไขข้อพิพาททางทะเลภายใต้กรอบทวิภาคีนี้ไม่มีความคืบหน้ามาตลอดระยะเวลา 25 ปีและต้องการที่จะเจรจากับกัมพูชาภายใต้กรอบ UNCLOS ทั้งที่ในความเป็นจริง MOU 44 ก็จัดทำเพื่อให้เป็นมาตรการชั่วคราวที่ปฏิบัติได้ตามแนวทาง UNCLOS อยู่แล้วในตัวของมันเอง[8] แถมรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยยังเพิ่มข้อกล่าวหาว่ากัมพูชาไม่ยอมเจรจาทวิภาคีก่อนเข้ากระบวนการอื่นใดของ UNCLOS

การตอบสนองของกัมพูชานั้นส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่ฝ่ายไทยต้องการแทบทั้งสิ้น เริ่มต้นจากแสดงความประสงค์ที่จะนำพื้นที่พิพาท 4 แห่งอันได้แก่ สามเหลี่ยมมรกต ปราสาทตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด และตาควาย ไปให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นยุทธศาสตร์ของกัมพูชาว่าต้องการใช้เวทีและกลไกระหว่างประเทศเพื่อสร้างสมดุลในการพิพาทที่อสมมาตรกับประเทศไทยตั้งแต่ต้น เพราะตระหนักอยู่เป็นพื้นฐานว่าการเจรจาแบบทวิภาคีกับประเทศไทยอาจจะทำให้กัมพูชาตกอยู่ในสภาพที่เป็นรองเพราะมีอำนาจทางทหาร เศรษฐกิจ และ ทักษะทางการทูตน้อยกว่าไทย

อย่างไรก็ตามกัมพูชาอาจจะต่างจากไทยตรงที่ไม่ได้ละทิ้งกลไกทวิภาคีโดยสิ้นเชิง เพราะหลังเหตุปะทะในเดือนพฤษภาคมแล้วยังยอมเปิดการประชุม JBC ที่กรุงพนมเปญ ระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายน 2025[9] และคงยึดถือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกฉบับปี 2000 (MOU 43) การประชุม JBC หลายครั้งที่ผ่านมาได้สร้างความคืบหน้าตามสมควร เฉพาะอย่างยิ่งการประชุมสมัยวิสามัญระหว่างวันที่ 21-22 ตุลาคม 2025 ได้ข้อยุติสำคัญคือ

  • ทั้งสองฝ่ายได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม (Joint Technical Sub-Commission – JTSC) ดำเนินการสร้างหลักเขตแดนใหม่เพื่อทดแทนหลักเขตแดนเดิมที่ชำรุดหรือสูญหาย จำนวน 15 หลัก ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันแล้ว ให้กลับคืนสู่ที่ตั้งและตำแหน่งเดิม
  • ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดทำหลักเขตแดนเพื่อเปลี่ยนหรือทดแทนหลักเขตแดนเดิมที่จมน้ำ จำนวน 3 หลัก โดยจะกำหนดตำแหน่งที่ตั้งใหม่ร่วมกันในภายหลัง
  • ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งรัดการแก้ไข Terms of Reference 2003 (TOR 2003) เกี่ยวกับการจัดทำแผนที่ภาพถ่าย (Orthophoto Maps) เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น Light Detection and Ranging (LiDAR) มาใช้ในการทำแผนที่ภาพถ่าย เพื่อให้การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ[10] อันนับเป็นความก้าวหน้าสำคัญที่สุดที่จะช่วยแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเกี่ยวกับความผิดเพี้ยนของแผนที่ที่ใช้ประกอบสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1904 และ 1907

นอกจากนี้แล้วทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องตั้งแต่การประชุมในครั้งนั้นว่าจะจัดการประชุม JBC ครั้งต่อไปในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคมปีนี้ ที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา แต่เกิดเหตุปะทะรอบที่สองในเดือนธันวาคม 2025 ทำให้บรรยากาศเสียไป ประกอบกับฝ่ายไทยอ้างว่ากำลังจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ซึ่งจะยังผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลและฝ่ายไทยจำต้องใช้เวลาอีกพอสมควรในการจัดองค์ประกอบของคณะกรรมาธิการใน JBC ใหม่เพื่อความเหมาะสมและสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาล

คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมเป็นกลไกหลักเพียงหนึ่งเดียวที่ใช้ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee – GBC) ซึ่งรัฐมนตรีกลาโหมของสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 ได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่าแม้จะให้ “คงการวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ในปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังที่ตั้งอยู่เพิ่มเติม และจะไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง รวมทั้งการ ลาดตระเวนตรงไปยังที่ตั้งของฝ่ายตรงข้าม” แต่ในข้อ 3 ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า “ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วมฉบับนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลัก เขตแดนระหว่างสองประเทศ” นั่นหมายความว่าพื้นที่ซึ่งกองทัพยึดเอาไว้หากเกินกว่าสิทธิที่ไทยควรจะได้ก็จะไม่มีทางได้มาครอบครองโดยชอบธรรมเด็ดขาด

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ “ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเสนอเรื่องดังกล่าวให้แก่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมเพื่อกลับมาดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในโอกาสแรกให้เป็นไปตามความตกลงที่มีอยู่ระหว่างสองประเทศ เพื่อบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนตลอดแนวชายแดน ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ ร่วมกันให้ใช้กลไกที่มีอยู่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยและสวัสดิภาพของชุดสำรวจร่วมในพื้นที่ปฏิบัติงาน รวมทั้งความปลอดภัยจากทุ่นระเบิด โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบหากคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมจะจัดให้การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบที่มีประชาชนอาศัยอยู่ได้รับการกำหนดความสำคัญเป็นลำดับแรกที่สุด”[11] ดังนั้นการที่ฝ่ายกัมพูชาเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้มีการเปิดประชุม JBC จึงดูชอบด้วยเหตุผลมากกว่า

การที่ฝ่ายกัมพูชาตอบสนองต่อการบอกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียวของไทยด้วยการขอเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS จัดได้ว่าเป็นการสะท้อนความย้อนแย้งทางยุทธศาสตร์ของไทยที่ชัดเจนที่สุด ตามหลักแล้วแม้ว่าไทยจะไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญาฉบับ ค.ศ. 1969 แต่สามารถใช้หลักการนี้ตามประเพณีทางการทูตที่จะต้องบอกกล่าวคู่ภาคีในสัญญาเป็นหนังสือในเวลาที่กำหนด เพื่อให้กัมพูชามีโอกาสแสดงความเห็นด้วยหรือคัดค้านตามมารยาทระหว่างประเทศที่พึงจะเป็น แต่ฝ่ายไทยกลับเลือกที่จะใช้มติสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตามด้วยมติคณะรัฐมนตรีของตนฝ่ายเดียวแล้วประกาศทางสื่อมวลชนก่อนที่จะไปบอกกับผู้นำฝ่ายกัมพูชาด้วยวาจา ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาก็ได้แสดงความเห็นผ่านสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องเช่นกันว่าไม่เห็นด้วย[12] เพราะเห็นว่าเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานของความตกลงแบบทวิภาคีที่เคยทำกันมาเพื่อแบ่งเขตทางทะเลและมีมาตรการชั่วคราวเพื่อจัดทำระบอบพัฒนาร่วมตามที่ได้ระบุเอาไว้ใน UNCLOS

เพื่อเป็นการชี้แจงข้อกล่าวหาของไทยที่ว่ากัมพูชาไม่ยอมเจรจาก่อนที่จะไปเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับนั้นรัฐบาลในกรุงพนมเปญได้ส่งบันทึกวาจา (note verbal) ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2026 แจ้งให้ฝ่ายไทยทราบว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือการใช้กระบวนการประนอมตามภาคผนวก 5 ของ UNCLOS ทางฝ่ายไทยได้มีหนังสือตอบไปวันที่ 8 พฤษภาคม ขอเชิญให้เข้าร่วมการเจรจาแบบทวิภาคีและบอกว่าจะตอบบันทึกวาจาของฝ่ายกัมพูชาเรื่องการประนอมภาคบังคับในเวลาอันเหมาะสม ฝ่ายกัมพูชารอจนถึงวันที่ 25 พฤษภาคมก็ยังไม่ได้รับคำตอบจึงมีบันทึกอีกฉบับหนึ่งมากรุงเทพฯ สำทับว่าการเจรจาทวิภาคีกับไทยโดยปราศจากความช่วยเหลือของคณะกรรมการประนอมคงจะไม่บังเกิดผลอะไรและขอแจ้งให้ไทยทราบถึงความประสงค์ที่จะเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ จากนั้นก็มีหนังสือมาอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 มิถุนายน พร้อมด้วยรายชื่อหัวหน้าคณะผู้แทน (agent) รองหัวหน้าคณะผู้แทนและผู้ประนอมที่กัมพูชาเลือก 2 คน ซึ่งฝ่ายไทยก็ตอบสนองไปในทิศทางเดียวกัน โดยคณะรัฐมนตรีไทยมีมติตั้งหัวหน้าและรองหัวหน้าผู้แทนฝ่ายไทยพร้อมด้วยผู้ประนอม 2 คนตามบทบัญญัติของ UNCLOS ทุกประการเพื่อเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตามคำเชิญของฝ่ายกัมพูชา

ผลลัพธ์ของการดำเนินนโยบายและมาตรการตามยุทธศาสตร์ของไทยนั้นดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการเท่าใดนัก เพราะไม่เพียงบีบให้กัมพูชาเปลี่ยนแปลงจุดยืนไม่ได้เท่านั้น ความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ก็ยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น หนำซ้ำมีทีท่าว่าจะแย่ลงไป ยิ่งไปกว่านั้นหลายอย่างส่งผลเสียให้เกิดกับไทยเอง เริ่มจากมาตรการปิดด่าน แม้ว่าจะสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจและการค้าให้กับกัมพูชาไม่น้อย แต่ก็ส่งผลกระทบมายังฝ่ายไทยด้วยเช่นกัน เนื่องจากการค้าชายแดนของไทยหายไปในทันที

สถิติของกระทรวงพาณิชย์ของไทยชี้ว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทย–กัมพูชาในภาพรวมลดลงจาก 41,011.04 ล้านบาทในเดือนพฤษภาคม 2025 ก่อนการปิดด่าน เหลือ 8,526.80 ล้านบาทในเดือนธันวาคม 2025 โดยเฉพาะการส่งออกของไทยที่ลดลงจาก 37,202.48 ล้านบาทในเดือนพฤษภาคม 2025 เหลือ 6,358.06 ล้านบาทในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน นั่นก็หมายความว่ารายได้เข้าประเทศไทยหายไปเดือนละกว่า 30,000 ล้านบาทเลยทีเดียว  นอกจากนี้แล้วก็ยังมีผลกระทบทางอ้อมที่เกิดกับเศรษฐกิจเมืองชายแดนอย่างมาก เพราะความหวาดกลัวที่ต้องอพยพหนีการสู้รบหลายครั้งหลายคราทำให้ผลิตภาพและผลผลิตตกต่ำ การอพยพกลับของคนงานกัมพูชาทำให้เกิดภาวะขาดแคลนกำลังแรงงานในภาคตะวันออกและหลายจังหวัดตามแนวชายแดนส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและก่อสร้าง รวมแล้วตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจในระยะกว่าปีที่ผ่านมาอาจจะหลายแสนล้านบาท

ประการต่อมา ความภาคภูมิใจของทหารไทยที่สามารถยึดพื้นที่ชายแดนเป็นจำนวนมากมาอยู่ในความครอบครองได้หลังการปะทะทั้งสองรอบ นอกจากจะโดนกัมพูชาประท้วงอย่างต่อเนื่องแล้วก็ยังก่อให้เกิดภาระทางการทูตให้ไทยต้องคอยแก้ต่างในเวทีระหว่างประเทศต่างๆ อย่างมากมาย นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต แห่งกัมพูชาได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นในการกล่าวหาที่มีนัยต่อกฎหมายระหว่างประเทศอย่างฉกาจฉกรรจ์ ระหว่างที่มีการประชุมสามฝ่าย ไทย กัมพูชา และ ฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า กัมพูชาไม่อาจจะยอมรับว่าพื้นที่ซึ่งทหารไทยยึดเอาไว้นั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า “fait accompli”[13] หรือข้อเท็จจริงที่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่อาจจะเจรจาได้ กล่าวในอีกแง่หนึ่ง เส้นเขตแดนนั้นกำหนดด้วยข้อตกลงระหว่างกันเท่านั้น การใช้กำลังทหารเข้ายึดพื้นที่ซึ่งยังมีการอ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา แถลงซ้ำๆ หลายครั้งว่า ภายหลังการหยุดยิงและการประชุมผ่านกลไกทวิภาคีทั้งสองประเทศเห็นชอบตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 ให้กำลังของแต่ละฝ่ายคงการวางกำลังในพื้นที่ตามแนวทางที่ตกลงกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการปะทะ ป้องกันความเข้าใจผิด และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจา “การดำเนินการของฝ่ายไทยจึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดน หรือการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่โดยฝ่ายเดียว แต่เป็นการปฏิบัติตามกรอบที่ทั้งสองฝ่ายรับทราบร่วมกัน สำหรับการปรับมาตรการรักษาความปลอดภัยและการควบคุมพื้นที่ของไทย นั้นเป็นมาตรการทางยุทธวิธีเพื่อคุ้มครองประชาชนและกำลังพล ภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน มาตรการดังกล่าวดำเนินการภายใต้กลไกประสานงานชายแดนที่ทั้งสองฝ่ายรับทราบ และไม่มีผลต่อการกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ[14]

แต่พฤติกรรมในทางปฏิบัติของไทยดูเหมือนจะไม่ใช่แค่เพียงรักษาความปลอดภัยเท่านั้น หากแต่ปรากฎข่าวตามสื่อมวลชนทั่วไปว่ากองทัพได้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคในพื้นที่ชายแดนมากมาย เช่นถนน รั้วกำแพง เสาธงขนาดใหญ่บนเขาสัตตะโสมและภูมะเขือ ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ช่องอานม้า เปิดพื้นที่พิพาทหลายแห่ง เช่น ปราสาทตาเมือนธมและตาควาย ให้ประชาชนเข้าชมราวกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวปกติ ส่วนในทางการทูตนั้น ฝ่ายไทยบ่ายเบี่ยงและเตะถ่วงการประชุม JBC ซึ่งก็กำหนดเอาไว้ในสัญญาหยุดยิง 27 ธันวาคม ด้วยเช่นกันว่าให้เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาทเขตแดนทางบกด้วยข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผลว่าเป็นเพราะกัมพูชาเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับในการแก้ไขข้อพิพาททางทะเล

ประการที่สาม นับแต่พิพาทกันมาเป็นเวลาปีเศษแล้ว ไทยยังไม่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนจุดยืนของกัมพูชาให้หันหน้ากลับมาเจรจากันแบบทวิภาคีได้เลย การปะทะการทางทหารทั้งสองครั้งไม่เพียงแต่เชื้อเชิญให้กลุ่มอาเซียนซึ่งทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกอยู่ด้วยต้องยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องและส่งผู้สังเกตการณ์เข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์และเป็นสักขีพยานการหยุดยิงเท่านั้น หากแต่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน ก็เข้ามาเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและอำนวยความสะดวกให้เกิดสันติภาพด้วย ซึ่งนั่นไม่เพียงก่อให้เกิดปัญหาในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนี้เท่านั้น หากแต่ส่วนหนึ่งทำให้ไทยเองเสียขีดความสามารถทางการทูตไปมาก ดังจะเห็นได้จากการที่ไทยจะต้องขอให้จีนช่วยเกลี้ยกล่อมให้สมาชิกความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation – LMC) ยอมเข้าร่วมการประชุมสุดยอดที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพร่วมกับจีนโดยเร็วหลังจากที่ต้องเลื่อนมาเป็นปีเนื่องจากผู้นำกัมพูชาไม่สะดวกที่จะเข้าร่วมการประชุมในประเทศไทย

ยิ่งไปกว่านั้นการที่กัมพูชาเลือกที่จะเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ก็กลายเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การดำเนินนโยบายของไทยเองต่างหากที่มีส่วนไปปิดเวทีและกลไกทวิภาคีแล้วไปเปิดเวทีพหุภาคีและกลไกระหว่างประเทศให้กัมพูชาเข้าไปเล่นด้วยความชอบธรรมอย่างเต็มภาคภูมิ

สรุป นายกรัฐมนตรีอนุทิน อาจจะคิดว่ารัฐบาลของเขาประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้กำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่ชายแดนและเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นคงปลอดภัยเฉพาะอย่างยิ่งมันจะทำให้เกิดความมั่นอกมั่นใจแก่ประชาชนตามแนวชายแดน แน่นอนเขาประสบความสำเร็จในการยกเลิก MOU 44 ตามที่ได้ลั่นวาจาระหว่างหาเสียงเลือกตั้งและแถลงต่อรัฐสภา เขายังคงสามารถตรึงการปิดด่านชายแดน ห้ามการค้าขายและไปมาหาสู่กับกัมพูชาได้นานกว่าปีแล้ว ซึ่งก็ดูเป็นสิ่งที่เขาภาคภูมิใจมากๆ กระทรวงการต่างประเทศไทยอาจจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นต่อทางการทูตอย่างเหลือหลายที่สามารถเตะถ่วงการเปิดประชุม JBC เอาไว้ได้ตั้งหลายเดือนหรืออาจจะเป็นปีในที่สุด

แต่ความสำเร็จในการดำเนินนโยบายเช่นว่านั้นไม่ได้ทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์แต่อย่างใด ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาเสื่อมโทรมอย่างที่สุดยังหาทางฟื้นฟูไม่ได้ เป้าประสงค์ทางยุทธศาสตร์ที่ต้องการให้กัมพูชากลับมาเจรจากันแบบทวิภาคีก็น่าจะเรียกได้ว่าพลาดเป้าอย่างมาก อย่างน้อยที่สุดตอนนี้กัมพูชาประสบความสำเร็จจนสามารถเข้าไปใช้กลไกของ UNCLOS เพื่อประนอมข้อพิพาททางทะเลได้โดยที่ไทยก็ไม่สามารถปฏิเสธการเข้าร่วมได้อีกด้วย

ประเด็นหลักของความขัดแย้งที่มีมาตั้งแต่ต้นคือพื้นที่ชายแดนซึ่งทหารไทยยึดเอาไว้ได้นั้นไม่ได้สร้างความมั่นคงที่ถาวรเลย เพราะไทยก็เป็นฝ่ายยอมรับเองว่ามันไม่กระทบสิทธิของกัมพูชาในอันที่จะปักปันเขตแดนทางบกให้สอดคล้องกับสนธิสัญญาเดิมที่ทำกันมากว่าศตวรรษแล้ว และหากไทยไม่ยอมให้กัมพูชาใช้สิทธินั้นก็หมายความว่ามันมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติมบานปลายใหญ่โตจนอาจจะต้องไปอาศัยกลไกระหว่างประเทศอย่างหนึ่งอย่างใดมาช่วยแก้ไขอีกก็เป็นได้


[1] วิโรจน์ เลิศจิตต์ธรรม “ สีหศักดิ์ยืนยัน เจรจา JBC ยังเกิดไม่ได้ เพราะกัมพูชาดึงไทยเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ แก้ข้อพิพาททางทะเล” The Standard 1 กรกฎาคม 2569 [https://thestandard.co/sihasak-jbc-cambodia-unclos-dispute/]

[2] ผู้สนใจแนวคิด paradox ดูเพิ่มเติมได้ใน Dana Straoul “The Middle East Power Paradox”  Foreign Affairs Vol.105 No.4 (July/August 2026) pp.54-64

[3] “กัมพูชาต้องไม่เป็นภัยคุกคามไทยอีก” สัมภาษณ์พิเศษ “พล.อ.ชัยพฤกษ์” ไทย พีบีเอส 12 ธันวาคม 2568 [https://www.thaipbs.or.th/news/content/359449]

[4] “นายกฯ สั่งหยุดทุกข้อตกลงกับกัมพูชา บินเยี่ยมทหารเหยียบทุ่นระเบิด 11 พ.ย.” Thai PBS 10 พฤศจิกายน 2568 [https://www.thaipbs.or.th/news/content/358390]

[5] “อัปเดต ล่าสุด  สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยึดคืนได้กี่พื้นที่หลังเจรจาหยุดยิง 72 ชั่วโมง” ฐานเศรษฐกิจ 29 ธันวาคม 2568 [https://www.thansettakij.com/general-news/647787]

[6] “ความสำเร็จของ “กองทัพไทย” ยึดคืนพื้นที่กว่า 13,000 ไร่  เรื่องใหญ่ Live Talk Highlight 5 ม.ค. 6” [https://www.youtube.com/watch?v=elLfQKTQhCo]

[7] “ผบ.ทสส.ลงพื้นที่ตรวจรั้วชายแดน แห่งแรก” News Ch.7 22 กรกฎาคม 2569 [https://news.ch7.com/detail/886556]

[8] ณรงค์กร มโนจันทร์เพ็ญ “สรุปประเด็น เวทีเสวนา ‘ไทย-กัมพูชา หลัง MOU 44’ ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกต เหตุผลยกเลิกเพราะไม่คืบหน้า หรือรัฐพูดไม่ครบ?” The Standard 9 กรกฎาคม 2569 [https://thestandard.co/thai-cambodia-mou44-overlapping-claims/]

[9] Hong Rasmey “Cambodia holds ground on ICJ resolution of border issue with Thailand; subject off table for June 14 talks” Phnom Penh Post via Asia News Network June 6, 2025 [https://asianews.network/cambodia-holds-ground-on-icj-resolution-of-border-issue-with-thailand-subject-off-table-for-june-14-talks/]

[10] กระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) สมัยวิสามัญ จ.จันทบุรี วันที่ 21 – 22 ตุลาคม 2568 22 ตุลาคม 2568 [https://www.mfa.go.th/th/content/joint-press-statement-special-jbc-tha-cam-221025th?page=5d5bd3c915e39c306002a907&menu=5d5bd3c915e39c306002a909]

[11] กระทรวงการต่างประเทศ (คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ) ถ้อยแถลงร่วม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ราชอาณาจักรไทย – ปรม ราชอาณาจักรกัมพูชา 27 ธันวาคม 2568 [https://www.mfa.go.th/th/content/joint-statement-3rd-special-gbc-th-cam-271225-th?page=5d5bd3c915e39c306002a904]

[12] “Cambodia voices deep regret over Thailand’s move to exit 2001 maritime MOU” Khmer Times April 25, 2026 [https://www.khmertimeskh.com/501886165/cambodia-voices-deep-regret-over-thailands-move-to-exit-2001-maritime-mou/]

[13] Rasmey Hong “Manet opposes Thai ‘fait accompli’ on the ground during talks with Anutin” Phnom Penh Post May 7, 2026 [https://phnompenhpost.com/national/manet-opposes-thai-fait-accompli-on-the-ground-during-talks-with-anutin/]

[14] “JIC โต้ข่าวกัมพูชา ยืนยันไทยไม่รุกล้ำพื้นที่ช่องจอม” TV5 26 กรกฎาคม 2569

MOU 2543 MOU 43 MOU 43 และ MOU 44 MOU 43-44 MOU 44 กัมพูชา กัมพูชา-ไทย ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ชายแดนไทย-กัมพูชา สุภลักษณ์ กาญจนะขุนดี ไทย-กัมพูชา

Update: 2026-08-10
Tags: