นักเขียนดังร่ายยาว เกาะภูเก็ต กับสารพัดปัญหาที่แก้ไม่ทัน
นักเขียนดังร่ายยาว เกาะภูเก็ต กับสารพัดปัญหาที่แก้ไม่ทัน
วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.44 น.
วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Padipon Apinyankul ระบุว่า เกาะภูเก็ต กับสารพัดปัญหาที่แก้ไม่ทัน
ข่าวเกี่ยวกับกรมอุทยานแห่งชาติ ถือเอาคำสั่งศาลให้โรงแรมรีสอร์ท รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินหลวง ออกไป . นั้นเป็นเพียงตัวอย่างที่ 10 หรือตัวอย่างที่ 80 ก็ไม่รู้
เพราะการรุกล้ำที่ดินกรมอุทยานแห่งชาติ ที่ดินริมชายหาด ที่บนเขา . ล้วนเป็นลักษณะของเมืองภูเก็ตทั้งสิ้น
ขับรถมองไปที่ไหน ๆ จะไม่เห็นภูเขาและต้นไม้อีกแล้ว จะเห็นแต่โรงแรม รีสอร์ท ขึ้นเหมือนดอกเห็ดขึ้นในฤดูฝน
ปัญหาพวกนี้ เริ่มต้นมาไม่ต่ำกว่า 30 กว่าปีก่อน . พอที่ดินมีราคา ชาวบ้านคนที่ 1 ก็รุกล้ำและแจ้งสิทธิครอบครองที่ดินที่ไม่ใช่ของตน
เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับที่ดิน ก็เล่นด้วย ออกเอกสารปลอมบ้าง จงใจผิดบ้าง ให้กับคนมาขอ แล้วรอรับเงินค่าปิดหูปิดตา .
จากนั้นชาวบ้านคนที่ 1 นำไปสู่การขายต่ออีกทอดให้คนที่ 2 . แล้วจึงไปอีกทอดสู่นิติบุคคลที่เป็นบริษัท โรงแรม
ถ้ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับนโยบาย "ภูเก็ตโมเดล" ทวงคืนผืนป่าและสิทธิของหลวง . ต้องรื้อกันทั้งเกาะ .
ตรวจให้เข้ม สั่งฟ้องทันที รื้อมันเลย . กล้าไหม .
ลองขับรถวนรอบเกาะ ..
ตั้งแต่สนามบิน วิ่งทางขวามือ เข้าอ่าวบางเทา ผ่านหาดสุรินทร์ หาดกมลา ยาวไปหาดป่าตอง หาดกะตะ สุดหาดในหานและแหลมพรหมเทพ
แล้วเงยหน้าขึ้นไปตรงเนินเขาต่าง ๆ ของเส้นทางดังกล่าว . จะเห็นโรงแรมและรีสอร์ท สร้างขึ้นตั้งแต่ตีนเขา กลางเขา และยอดเขา . มีถูกกฎหมายอยู่กี่แห่ง ?
ที่ดิน ส.ป.ก. ในภูเก็ต ถูกแปรสภาพไปสร้างโรงแรม บ้านพักตากอากาศ แบบผิดกฎหมาย มากกว่า 200 แห่ง
ไม่มีรัฐบาลไหนหาญกล้า ที่จะล้างเกาะภูเก็ตแห่งนี้ให้มีความบริสุทธิ อยู่ในตัวบทกฎหมายอย่างเท่าเทียม .
มีเพียงทำเป็นยุค ๆ แบบประปรายเป็นแห่ง ๆ เพราะอะไร ?
เพราะนักการเมืองและรัฐมนตรี หรือผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ล้วนมีที่ดิน หรือเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์บางส่วนบนเกาะแห่งนี้หรือไม่ ?
ภูเก็ตสมัยนี้ ไม่เหมือนภูเก็ตสมัยก่อน .
วันก่อนเห็นเพจหนึ่งของภูเก็ต โปรยคำถามประมาณว่า
ภูเก็ตยังคงน่าเที่ยวไหม ตอนนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเลย ชวนคนไทยมาเที่ยวภูเก็ตกันเถอะ !
ถ้าในส่วนตัวผม . ภูเก็ตก็งั้น ๆ ความน่าเที่ยวน้อยลง เป็นเพราะพื้นฐานการบริการของโรงแรม ร้านค้า ในภูเก็ตเอง
ประหนึ่งไม่ต้อนรับคนไทยเอาซะเลย .
หลายปีก่อน มีคนรู้จักคนหนึ่งเป็นคนภูเก็ต ขายที่ดินได้ในราคา 45 ล้าน เล่าให้ฟังว่า
- จะหลบไปพักในโรงแรม 4 ดาวซะหน่อย . แค่เปิดเข้าไปในห้องอาหารเพื่อหาอะไรหรู ๆ กิน พนักงานรีบมาถามเลยว่า เป็นคนไทยหรือ
ผมถามเพื่อน "เป็นคนไทยแล้วทำไม เขาลดราคาให้พิเศษหรือ ?"
เพื่อนคนนั้นตอบว่า "มันบอกว่า ในนี้แพงนะ มีเงินจ่ายหรือ กูเลยไม่กินและไม่เช็คเอ้าท์เข้าพัก นอนตากแอร์ที่บ้านก็ได้ว่ะ . เสียอารมณ์"
นี่ขนาดเป็นคนภูเก็ตนะ . ยังถูกบริการแบบนี้เลย
แค่ตัวอย่างเดียว . เอาอีกตัวอย่างก็ได้ . ในยุคหนึ่ง ธุรกิจสปาในภูเก็ตดังมาก นวดขานวดตัวด้วยน้ำมันอะไรต่าง ๆ นี้แหละ ซึ่งผมก็ไม่รู้จักชื่อน้ำมันนวดเหล่านั้นหรอก
จำได้ว่าราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2,000 - 7,000 บาท . ขึ้นอยู่กับความหรูหราตกแต่งสถานที่
ผมขับรถพาเศรษฐีคนหนึ่งเข้าไป เธอแต่งตัวธรรมดา หน้าตาแบบคนไทยใต้แท้ ๆ ผิวคล้ำ หน้าเข้ม . พนักงานสปาแทบไม่ต้อนรับเลย
ลูกค้าคนอื่นเข้ามา จะมีน้ำส้ม น้ำแดง มาวางเสริฟ์ให้ , แต่เศรษฐีคนที่ผมพาไป ไม่ใส่เครื่องประดับอะไร กลับถูกปล่อยให้นั่งเฉย ๆ น้ำเปล่าสักแก้วก็ไม่มี จนผมต้องถามพนักงานว่า
"วันนี้ปิดให้บริการหรือครับ ถึงไม่มาถามลูกค้าว่าจะมาใช้บริการอะไร" .. นั้นแหละพนักงาน 3-4 คนที่ยืนอยู่ ถึงได้ขยับตัว
แถมบางคนปากไม่มีหูรูด พูดเบา ๆ ขึ้นว่า นึกว่ามารอแขกที่นวดอยู่ .. ถ้าเป็นผม ผมออกจากร้านสปานี้ทันที .. 6 -7,000 บาท ที่น่าเสียดาย
นี้เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ เท่านั้น .
ยามที่ฝรั่งเต็มเมือง คนไทยที่หวังจะไปใช้บริการ กลับตกเป็นพลเมืองชั้นสอง .
ปัจจุบันภูเก็ต กลับกลายเป็นดินแดนฝรั่งเกรด 2 หรือเกรด 3-4-5 เข้ามาฝึกขี่มอเตอร์ไซค์ครั้งแรก วิ่งวุ่นไร้ระเบียบจนแทบจะชกต่อยกัน
ภูเก็ตเก็บเกี่ยวผลโยชน์จากธรรมชาติได้สร้างเป็นทุนเดิมไว้ให้ มานานแล้ว . ผู้ให้บริการการท่องเที่ยวได้กำไรมานานแล้ว ส่วนธรรมชาติมีแต่ขาดทุน
☆ น่าจะจัดโปรโมชั่นให้ "ครอบครัวคนไทย" บ้าง น่าจะเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ภาพพจน์ในทางบวกนะ
เมื่อก่อน ผมขับรถไปภูเก็ต พอผ่านสะพานสารสินผมจะรู้สึกถึงบรรยาศที่สดชื่นทุกครั้ง มีต้นไม้ ต้นยาง ต้นมะพร้าว อยู่ตลอด 2 ข้างทาง
แต่ปัจจุบันนี้ พอขับรถข้ามสะพานสารสิน ผมกลับรู้สึกว่า กำลังเข้ามาในย่านสีลม เยาวราช หรือสุขุมวิท ทองหล่อ - ขึ้นเขาก็เห็นตึก ลงเขาก็เห็นตึก สูงระฟ้าไปหมด
และคราวใดที่พาเพื่อนมาเที่ยว มักคิดเสมอว่า ต้องเตรียมตังค์ไว้เท่าไรน่ะ คำว่าแพงคงใช้ไม่ได้ มันเกินกว่าคำว่า แพง
ได้แต่รำพึงรำพันกับตัวเองเบา ๆ ว่า
เป็นการเดินเข้ามาให้ถูกปล้นอีกแล้ว
จากใจคนไทยคนหนึ่งครับ