ข่าวร้ายของคนรุ่นใหม่
ข่าวร้ายของคนรุ่นใหม่
ทีมนักวิจัยทั้งในสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี พบว่าทุกวันนี้ปรากฏมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งชนิดต่างๆ อายุน้อยลงทุกที อย่างเช่นกรณีของ ซูซานนา ที่พบเป็นมะเร็งในช่องท้อง (bowel cancer) หรือในกรณีของ แอนเดร ก็ถูกพบว่าเป็นมะเร็งปอดตั้งแต่ยังหนุ่มคืออายุเพียง 34 ปี
ในขณะเดียวกันศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งชาติเยอรมนี (DKFZ) เผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งระบุว่า พบว่าเยอรมนีมีผู้ป่วยในระบบทางเดินอาหารในช่วงอายุ 20-39 ปีเพิ่มสูงมากขึ้นผิดปกติ ส่วนในสหรัฐอเมริกา ทีมวิจัยก็พบพัฒนาการในทำนองเดียวกันเกิดขึ้นเช่นกัน โดยสัดส่วนผู้ป่วยที่พบยังสูงกว่าในเยอรมนีด้วยซ้ำไป นอกจากนั้นคนหนุ่มสาวยุคใหม่ยังได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ อีกมาก รวมทั้งมะเร็งในไขกระดูกและมะเร็งมดลูก
สถานการณ์ดังกล่าวดูออกจะไม่ปกตินัก เพราะแต่ไหนแต่ไร มะเร็งเป็นโรคที่เชื่อมโยงกับอายุเป็นสำคัญ อายุเฉลี่ยทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิงที่มักตรวจพบเป็นมะเร็งอยู่ที่ประมาณ 69 ปี เนื่องจากเซลล์มะเร็งจะก่อตัวขึ้นเมื่อเกิดการผ่าเหล่าขึ้นในสายพันธุกรรมบางส่วนและไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้อีกต่อไป ยิ่งเราชราภาพมากขึ้นเท่าใด ศักยภาพในการซ่อมแซมที่ว่านี้ก็จะยิ่งอ่อนด้อยลงตามลำดับ
ในสหรัฐอเมริกา มีรายงานผลการศึกษาวิจัยของทีมวิจัยจากสำนักการแพทย์มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ที่พบว่ามีความเชื่อมโยงบางประการที่พอจะใช้อธิบายได้ว่า ทำไมเราถึงพบคนอายุต่ำกว่า 50 ปีเป็นมะเร็งกันสูงมากขึ้น คำอธิบายดังกล่าวก็คือ คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ มีแนวโน้มที่จะมีช่องว่างระหว่างอายุตามปฏิทินกับอายุทางชีวภาพสูงขึ้นมากกว่าก่อนหน้านี้ หรือพูดง่ายๆ ได้ว่า คนรุ่นใหม่ชราภาพลงเร็วกว่าคนรุ่นก่อนๆ มากนัก
อายุตามปฏิทินก็คืออายุตามปกติของคนเราที่นับกันเป็นปี ตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่ ส่วนอายุทางชีวภาพคือร่องรอยที่บ่งบอกว่า ร่างกายของเรามีอายุเท่าใดแล้ว โดยคำนวณจากการสั่งสมของเซลล์ที่ตายตัวลง ในกรณีเช่นนี้ทำให้อวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ของคนเรามักจะชราภาพลงไม่เท่าเทียมกัน ด้วยระดับความเร็วที่แตกต่างหลากหลายกันออกไป ด้วยเหตุนี้ตับ, หัวใจ และสมองของคนเราจึงมีอายุทางชีวภาพแตกต่างกันออกไป แถมยังแตกต่างจากอายุตามปฏิทินอีกด้วย
รอน ยาชิโมวิชซ์ แพทย์และนักโลหิตวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ทั้งยังควบตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิจัยว่าด้วยการชราภาพทางชีววิทยาของสถาบันมักซ์ พลังค์ เตือนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการศึกษาที่ความเป็น “สหสัมพันธ์” (correlative) แต่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องหนึ่งเป็นปัจจัยก่อให้เกิดอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดังนั้น เมื่อผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า มีดัชนีบ่งชี้บางอย่างที่ส่อให้เห็นถึงความเป็นไปได้ ก็หมายความว่าทั้งสองอย่างนั้นเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เหมือนกับกรณีที่เราพบว่า อายุทางชีวภาพมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งขึ้นในตัวบุคคลนั่นเอง
ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใดที่จะบอกอายุทางชีวภาพของคนใดคนหนึ่งออกมา การจะคำนวณหาอายุทางชีวภาพจำเป็นต้องใช้ตัวชี้วัดหลายอย่าง ไม่ใช่การทดสอบครั้งเดียวแล้วจะรู้ แต่ต้องใช้ เอพิเจเนติกส์ เทสต์ หรือพันธุศาสตร์ด้านกระบวนการเหนือพันธุกรรม เพื่อตรวจดูการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดีเอ็นเอของมนุษย์แต่ละส่วน ร่วมกับการประเมินคุณค่าของเลือด พร้อมกันนั้นก็ต้องวัดค่าความยาวของสิ่งที่เรียกว่า เทโลเมเรส (telomeres) ซึ่งก็คือส่วนของเกลียวดีเอ็นเอบริเวณส่วนปลายของโครโมโซมของมนุษย์ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนฝาปิดป้องกันการปรับเปลี่ยนดีเอ็นเออีกด้วย
นอกจากนั้นยังสีการทดสอบที่กระทำต่อร่างกาย อาทิ การตรวจสอบการทำหน้าที่ของร่างกายและอวัยวะต่างๆ รวมถึงการทดสอบความเข้าใจ (cognitive evaluations)
ทีมวิจัยมีโอกาสได้ใช้มาตรวัดต่างๆ ดังกล่าวนี้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลของบุคคลมากกว่า 150,000 คน ที่ดึงออกมาจากธนาคารชีววิทยา (Biobank) ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมฐานข้อมูลทางไบโอเมตริกของอังกฤษ และพบว่า คนที่เกิดระหว่างปี 1965-1974 จะมีช่องว่างระหว่างอายุตามปฏิทินกับอายุทางชีวภาพสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับคนที่เกิดระหว่างปี 1950-1954 ยิ่งตรวจสอบกลุ่มคนที่มีอายุน้อยลงมากขึ้นก็จะพบช่องว่างดังกล่าวนี้สูงมากขึ้นตามลำดับ
ในสหรัฐอเมริกา การตรวจสอบในกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 10,000 คน พบว่ามีการเบี่ยงเบนที่สูงกว่าสำหรับคนซึ่งเกิดในช่วงปี 1990-1999 เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 1965-1969 ผู้เขียนรายงานผลการวิจัยระบุเอาไว้ตอนหนึ่งว่า ในออสเตรเลีย, แคนาดา, สหราชอาณาจักร และในสหรัฐอเมริกา คนที่เกิดในทศวรรษ 1990 จะพบความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในขณะอายุยังน้อย ลดลงอย่างน้อยเกือบ 4 เท่าตัวเมื่อเทียบกับกลุ่มคัวอย่างที่เกิดในทศวรรษ 1960
จาชิโมวิชซ์อธิบายว่า การใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังสุขภาพ จะส่งผลราว 75-90 เปอร์เซ็นต์ต่ออายุทางชีวภาพของบุคคลนั้นๆ ดังนั้นพอจะอนุมานได้ว่า ในเรื่องนี้เรามีอิทธิพลต่อมันราว 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 50 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือตกเป็นการชี้ขาดของพันธุกรรมของใครของมัน ดังนั้น ถ้าหากเราอยากจะชะลอกระบวนการที่ว่านี้ เราก็ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังด้านสุขภาพ เช่น ออกกำลังกายเป็นประจำ สม่ำเสมอ กินอาหารอย่างสมดุล นอนหลับให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงยาเสพติดและแอลกอฮอล์ โดยสิ้นเชิง
นอกจากนั้นการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก็มีส่วนช่วยในเรื่องนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
อย่างน้อยก็ไม่ใช่กินๆ นอนๆ จนกระทั่งกลายเป็นโรคอ้วนตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งตามมาได้โดยง่ายนั่นเอง
(ภาพ-CDC/AP)