ถ้าสังคมมันเปลี่ยนยาก แล้วโจทย์ต่อไปคืออะไร? ถามก่อนจะปลง - มติชนสุดสัปดาห์

บทความโดย โอมาร์ หนุนอนันต์ Faculty of Environmental and Urban Change, York University
ช่วงนี้ burnout หรือภาวะหมดไฟ ในหมู่นักเคลื่อนไหวกำลังได้รับความสนใจในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ทำให้เดาได้ว่าหลายคนกำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่
หรือแม้จะยังไม่ “หมดไฟ” แต่ก็ต้องยอมรับว่า “เหนื่อยล้า” อย่างที่ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคประชาชนอย่างธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจเคยกล่าวไว้ในเวทีเสวนา “4 เดือนนี้ ชี้ชะตาการเมืองไทย” วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ว่า “20 ปีที่ผ่านมา มันเหนื่อยล้ากันทุกฝ่าย…นักการเมืองถูกตัดสิทธิ์เยอะแยะไปหมด นักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม นักสิทธิมนุษยชน ก็เหนื่อยกันมาก ไปถามไอลอว์ ไปถามศูนย์ทนายสิทธิ์ ทุกคนทำงานเหนื่อยล้ากันมาก”
ด้วยสภาพเช่นนี้จึงไม่แปลกที่ burnout จะเป็นประเด็นฮิตในหมู่นักเคลื่อนไหวในเมืองไทย ขณะเดียวกันในวงการวิชาการเองก็เพิ่งมีหนังสือของ Hanah Proctor (2024) เรื่อง Burnout: The Emotional Experience of Political Defeat ที่นักเคลื่อนไหว รวมถึงนักวิชาการและนักอ่านในประเทศไทยให้ความสนใจไม่น้อย
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อพูดถึง burnoout เรามักนึกถึงโลกของการทำงานมากกว่าการเมือง ในปัจจุบันความเข้าใจเกี่ยวกับ burnout ไม่ว่าจะเป็นนิยาม สาเหตุ หรือแนวทางการรับมือ ส่วนมากจะได้รับอิทธิพลมาจากงานของคริสติน่า มาสลาช (Christina Maslach) นักจิตวิทยาสังคมแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็นำกรอบคิดของเธอมาใช้การนิยาม burnout เช่นกัน
ในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น บทความของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หรือของกรมสุขภาพจิต แม้จะไม่ได้กล่าวถึงมาสลาช แต่ก็พูดถึง burnout ในแบบเดียวกัน
หัวใจของแนวคิดของมาสลาช คือ burnout ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของปัจเจกบุคคล แต่เกิดจาก “ความไม่สอดคล้องกัน” ระหว่างสิ่งที่คนทำงานต้องการกับสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณงาน อำนาจในการตัดสินใจ สิ่งตอบแทน ความสัมพันธ์ในองค์กร ความเป็นธรรม หรือคุณค่าที่องค์กรยึดถือ ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาจึงไม่ใช่การเยียวยาตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนองค์กรและสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้เอื้อต่อความต้องการของคนทำงานมากขึ้น
แน่นอนว่ากรอบคิดนี้มีประโยชน์ต่อนักเคลื่อนไหวเช่นกัน เพราะไม่ว่าพวกเขาจะสังกัดพรรคการเมือง องค์กรภาคประชาสังคม หรือเครือกลุ่มนักกิจกรรม คนเหล่านี้ก็ต้องทำงานภายใต้องค์รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และต้องเผชิญปัญหาภายในองค์กรเช่นกัน แต่ขณะเดียวกัน งานทางการเมืองก็มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไป
สิ่งที่บั่นทอนนักเคลื่อนไหวจำนวนมากไม่ได้มีเพียงปริมาณงานหรือความขัดแย้งในองค์กร แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ การเผชิญหน้ากับโครงสร้างอำนาจที่ทนทายาด ภัยอันตรายจากการคุกคามรูปแบบต่างๆ ความพ่ายแพ้ และความผิดหวังที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประสบการณ์เล่านี้่มันพยามจะโน้มน้าวให้นักเคลื่อนไหว หยุดหวัง หยุดเชื่อ หยุดเรียกร้อง และยอมจำนนต่อสภาพความเป็นจริงที่ว่าโลกนี้ สังคมนี้ มันก็ได้แค่นี้แหละ
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า เราจะเยียวยาอาการเหนื่อยล้าทางกายและใจอย่างไร แต่รวมถึงว่า เราจะรักษาความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงสังคมเอาไว้อย่างไร หรือพูดง่ายๆคือ เจอมาหนักขนาดนี้ จะให้เชื่อต่อไปอย่างไรว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้
ยอมรับตามตรง ผมเองก็ไม่มีคำตอบเหมือนกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เจอในระหว่างที่พยามหาคำตอบคือความคิดที่ว่า อย่างน้อยเราควรเริ่มจากการยึดหลักให้มั่นว่า มันไม่ผิดที่จะฝันถึงสังคมที่ดีกว่า ความเป็นจริงที่ว่าสังคมมันเปลี่ยนยาก ควรนำไปสู่คำถามว่า เราจะช่วยกันสร้างและรักษาพลังการเปลี่ยนแปลงที่แข็งแรงขึ้นและทนทานขึ้นอย่างไร (ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงคำถามเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว) แน่นอนว่านี้คือคำถามที่สุดหิน แต่ถ้าไม่ยึดหลัดเช่นนี้ ตัวเลือกที่เหลือก็มีแค่ การละทิ้งความฝัน ละทิ้งความเชื่อ หรือก็คือ “ปลง” แล้วก็ทำงานกันไปแบบปลงๆ
แม้ว่ามุมมองข้างต้นจะฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐานของนักเคลื่อนไหว แต่ผมกลับมองว่า มันเป็นหลักการที่อ่อนไหวง่ายมาก เพราะเมื่อความเหนื่อยล้าและความผิดหวังสะสมไปนานเข้า มันก็เป็นไปได้ว่าเราอาจเริ่มค่อยๆ ตีความโลก ตีความสังคมต่างออกไป โดยเฉพาะการตีความให้เข้าข้างความอยากที่จะหลุดพ้นจากความผิดหวัง แน่นอนว่าการปลงย่อมมาพร้อมกับความสะบายใจที่น่าปราถณา ฉะนั้นอย่าประเมิณความอันตรายของมันต่ำไปเด็ดขาด
ความยากของการเปลี่ยนแปลงอาจค่อยๆ กลายเป็นเหตุผลให้เราลดความคาดหวังและละทิ้งความฝัน จนสุดท้ายเราต้องทำใจว่า “โลกมันก็เป็นแบบนี้แหละ” และสุดท้ายความรู้สึกเช่นนี้ก็จะกลายเป็นความหมายของคำว่า burnout
ผมเสนอว่าเราสามารถศึกษากรณีแบบนี้ได้ผ่านงานเขียนของเฮอร์เบิร์ต ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ (Herbert Freudenberger) (1926-1999) ผู้มักถูกขนานนามว่าเป็นผู้ริเริ่มการให้ความหมายต่อคำว่า burnout
แม้ในปัจจุบันชื่อ “ฟรอยเดนเบอร์เกอร์” จะไม่โด่งดังเท่ามาสลาก แต่ผมคิดว่างานของฟรอยเดนเบอร์เกอร์มีคุณูปการอย่างมากต่อเรื่อง burnout ในหมู่นักเคลื่อนไหว เพราะอย่างน้อยเขาก็เคยผ่านมันมาแล้ว (และอาจกล่าวได้ว่าเขาเองก็พ่ายแพ้ต่อมันมาแล้ว) และปัจจุบันก็ยังมีร่องรอยอิทธิพลความคิดของเขาหลงเหลืออยู่ในงานเขียนมากมายเกี่ยวกับ burnout ในหมู่นักเคลื่อนไหว
อย่างไรก็ตามผมคิดว่าแนวทางที่ฟรอยเดนเบอร์เกอร์เสนอเอาไว้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นหลักธรรมคำสอน (แม้พออ่านไปมันจะฟังดู “make sense” ขนาดไหนก็ตาม) แต่คือสิ่งพวกเราควรช่วยกันก้าวข้ามให้ได้

เพราะคาดหวังเยอะเกินไป?
ในวงการการศึกษา burnout ทั้งฟรอยเดนเบอร์เกอร์ และมาสลาก ต่างถูกขนานนามว่าเป็นผู้ริเริ่ม นักเขียนบางคนอาจยกให้ฟรอยเดนเบอร์เกอร์เป็นคนแรกเพราะบทความเรื่อง burnout ชิ้นแรกของเขานั้นตีพิมพ์ในปี 1974 สองปีก่อนที่บทความชิ้นแรกเรื่อง burnout ของมาสลากจะถูกตีพิมพ์ อย่างไรก็ตาม เรากล่าวได้ว่าทั้งสองเริ่มสนใจและศึกษา burnout ในห้วงเวลาเดียวกัน
เมื่อพูดถึงความหมายของ burnout ในมุมมองของฟรอยเดนเบอร์เกอร์ บริบททางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม มีความสำคัญอย่างมาก เพราะแม้เขามักเป็นที่รู้จักในฐานะนักจิตวิเคราะห์หรือจิตแพทย์ แต่สิ่งที่ทำให้เขาเริ่มสนใจ burnout คือประสบการณ์ที่เขาได้เจอในระหว่างการเป็นอาสาสมัครในคลินิกทางเลือก หรือเรียกอีกชื่อว่า “free clinic” ซึ่งเขาเริ่มเข้ามาทำในช่วงปลายทศวรรษ 1960
ในช่วงฤดูร้อนของปี 1968 ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ลาหยุดจากงานประจำ (นักจิตวิเคราะห์และอาจารย์ด้านจิตวิทยาที่ New York University) เพื่อเดินทางไปยังย่าน Haight-Ashbury ในเมืองซานฟรานซิสโกเพื่อเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครที่ Haight-Ashbury Free Clinic ซึ่งเป็น free clinic แห่งแรกของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้บริการทางการแพทย์ ทันตกรรม และการดูแลด้านสุขภาพจิตแก่ชุมชน “ฮิปปี้” โดยเฉพาะผู้ที่กำลังประสบปัญหาจากการใช้ยาเสพติด และการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน โดยไม่คิดเงิน
Free clinic ไม่ได้เป็นแค่คลินิกไม่คิดเงิน แต่เป็นคลินิกที่มีแนวทางอิสระจากลักษณะของสถาบันการแพทย์กระแสหลักในเวลานั้น เช่นการไม่ซักไซ้หรือตัดสินผู้ป่วยด้วยกรอบทางศีลธรรมและการลดขั้นตอนทางราชการ
Haight-Ashbury Free Clinic ได้กลายเป็นต้นแบบให้อีกหลาย free clinic ในสหรัฐอเมริกาในยุคนั้น โดยอาสาสมัครผู้เข้าร่วม free clinic movement มองว่านี้เป็นส่วนนึงในการต่อสู้เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณสุขของอเมริกา และเป็นการท้าทายขนบทำเนียมการปฏิบัติทางการแพทย์ในยุคนั้น
อาสาสมัคร free clinic ส่วนใหญ่คือผู้ร่วมอุดมการณ์การต่อต้านวัฒนธรรมกระแสหลัก (counter-culture) ความตั้งใจของพวกเขาคือทำให้ free clinic เป็นเหมือนครอบครัวที่สองของคนหนุ่มสาวในขบวนการ counter-culture
หลังจากใช้เวลาสักพักในช่วงฤดูร้อนปี 1968 ที่ Haight-Ashbury ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ก็เดินทางกลับนครนิวยอร์กและเริ่มจัดตั้ง free clinic แห่งใหม่ที่เรียกว่า St. Mark’s Free Clinic ในย่าน East Villange ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางของขบวนการ counter-culture ในนิวนครนิวยอร์กในขณะนั้น free clinic แห่งนี้เริ่มเปิดให้บริการในเดือนมกราคม ปี 1970 เวลาทำการคือ 18:00-22:00 น. 5 วันต่อสัปดาห์
ในช่วงเวลาดังกล่าว ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ยังคงทำงานประจำ โดยเขาใช้เวลาตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงหกโมงเย็นไปกับงานประจำ จากนั้นก็มาทำงานที่ St. Mark ต่อไปจนถึงดึกดื่น หากวันไหนมีประชุมกับสมาชิกก็เรียกว่าแทบไม่ได้นอน สภาพการทำงานที่หนักหน่วงเช่นนี้ก็ดำเนินไปเรื่อยๆ
สิ่งสำคัญที่ผมอยากเน้นย้ำตรงนี้คือ ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ไม่ใช่แค่แพทย์ที่ทำงานหนัก แต่คือผู้ขับเคลื่อน free clinic movement คนสำคัญคนหนึ่ง ตัวเขาเองยังเคยเขียนเกี่ยวกับวิธีการจัดตั้ง free clinic เพื่อหวังว่าคนอื่นๆจะเอาไปทำตาม
ฟรอยเดนเบอร์เกอร์เคยอธิบายว่า free clinic ไม่ใช่เพียงสถานพยาบาล แต่คือส่วนนึงของการสร้าง “การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในชุมชน” (political change within a community) ผู้ที่ทำงานในคลินิกจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงรักษาผู้ป่วย แต่ต้องเป็น “change agents” ที่พร้อม “ทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”
ฟรอยเดนเบอร์เกอร์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับ burnout มีจุดเริ่มต้นมาจากประสบการณ์ของตนเองและการสังเกตเพื่อนร่วมงานใน free clinic กล่าวอีกนัยหนึ่ง burnout ในงานเขียนยุคแรกของเขา ไม่ได้ถือกำเนิดจากทำสำรวจหรือวิจัยตามปกติ หากเกิดขึ้นจากประสบกาณณ์ของเขาในฐานะนักเคลื่อนไหวที่พยามจะนำอุดมการณ์มาปฏิบัติจริง
แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะถือว่าบทความ Staff Burn-Out (1974) เป็นงานชิ้นแรกของ ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ว่าด้วย burnout แต่ที่จริงแล้วเขาเริ่มพูดถึง burnout ก่อนหน้านั้น ก็คือในบทความ The Psychologist in a Free Clinic Setting (1973) โดยเล่าถึงประสบการณ์ของตนเองระหว่างทำงานใน free clinic ว่ามันเป็นการทำงานที่เรียกร้องพลังงานจากอาสาสมัครอย่างมหาศาล จนอาสาสมัครเองเริ่มมีความรู้สึกว่า เขาจะหยุดพักไม่ได้ เพราะผู้คนต้องการเขา เกิดความเป็นความผูกพันต่อภารกิจที่ละทิ้งไม่ได้ และมันก็ค่อยๆ ส่งผลร้ายต่อตัวเขาเอง
เมื่อฟรอยเดนเบอร์เกอร์ตีพิมพ์ Staff Burn-Out (1974) ซึ่งกลายเป็นงานชิ้นคลาสสิกในปัจจุบัน ความเห็นของเขาต่อ burnout ก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น
แม้ฟรอยเดนเบอร์เกอร์จะยอมรับว่างานของ free clinic หนักมากเพราะผู้ป่วยมีจำนวนมากและมีความเดือดร้อนมากจริงๆ แต่เขาเริ่มเสนอว่า อันตรายที่แท้จริงอยู่ที่ตัวผู้ให้ความช่วยเหลือหรือก็คืออาสาสมัครมากกว่า โดยเฉพาะผู้ที่มี “ความต้องการที่จะให้” (a need to give) มากเกินไป จนเกิดความทุ่มเทที่ “ไม่เป็นจริง” (unrealistic) โดยเขาเสนอว่า ไม่ว่าสังคมจะเรียกร้องแค่ไหน แต่อาสาสมัครก็ต้องระวังไม่ให้เกิดการอุทิศตนเองจนเกินไป
ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ยังเสนออีกว่า ความทุ่มเทที่เกินความจริงแบบนี้ อาจไม่ได้เกิดจากความมุ่งมั่นต่ออุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับความต้องการส่วนตัว เช่น ความต้องการที่ได้รับการยอมรับหรือเป็นที่ชื่นชอบของผู้อื่น
นี้คือจุดที่เราอาจสังเกตได้ว่าฟรอยเดนเบอร์เกอร์เริ่มมีมุมมองที่โทษตัวนักเคลื่อนไหวมากกว่าสภาพแวดล้อมมากขึ้นอีกขั้น แม้เขาจะไม่ปฏิเสธว่าสิ่งที่เขาและสมาชิก free clinic ทำมันยากแค่ไหน แต่จุดเน้นในการอธิบาย burnout ของเขาได้เริ่มหนีออกห่าง “ความยากของภารกิจ” สู่ความคาดหวังและความทุ่มเทของตัวอาสาสมัครที่ “ไม่เป็นจริง” มากขึ้นเรื่อย ๆ
ด้วยเหตุนี้ สำหรับฟรอยเดนเบอร์เกอร์ การป้องกัน burnout จึงไม่ใช่เพียงการจัดการเวลา การจัดการภาระงาน หรือการจัดสรรกำลังคนเท่านั้น แต่ยังเป็นการจัดการ “ความคาดหวัง” ด้วย เขาเสนอให้ผู้ฝึกสอนอาสาสมัครช่วยให้อาสามัครแยกให้ออกว่า ความทุ่มเทแบบใดเป็นความทุ่มเทที่ “เป็นจริง” และความทุ่มเทแบบใดเป็นความทุ่มเทที่ “ไม่เป็นจริง”
แนวคิดนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นในงานชิ้นต่อมาของเขาในปี 1975 ที่บอกว่า คนที่อุทิศตนเองมากเกินไปย่อมเป็นคนเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับ burnout และเหนือสิ่งอื่นใด เราต้องตระหนักถึง “ความเป็นจริงและข้อจำกัดของมนุษย์” (our realities and limitations as human beings)
แน่นอนว่ามนุษย์ทุกคนต่างมีข้อจำกัด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ เลือกตอบปัญหานี้ผ่านการปรับตัวของปัจเจกเป็นหลัก กล่าวคือ แทนที่จะตั้งโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้คนสามารถเผชิญกับความท้าทายในงานเพื่อสังคมให้ได้ดีขึ้น เขากลับชวนให้เราเรียนรู้ที่จะจัดการความคาดหวังของตัวเองและการยอมรับความเป็นจริง
แนวคิดนี้ปรากฏชัดที่สุดในหนังสือ Burn-Out: The High Cost of High Achievement (1980) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฟรอยเดนเบอร์เกอร์พยายามให้คำนิยาม burnout อย่างเป็นระบบ ก็คือ “Burnout คือภาวะของบุคคลที่ตกอยู่ในความเหนื่อยล้า อันเกิดจากการอุทิศตนให้กับอุดมการณ์ วิถีชีวิต หรือความสัมพันธ์บางอย่าง ซึ่งท้ายที่สุดไม่สามารถมอบผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้ได้ กล่าวอีกอย่างหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่ระดับของความคาดหวังขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างรุนแรง แต่บุคคลนั้นยังคงยืนกรานที่จะไปให้ถึงความคาดหวังนั้น ปัญหาก็ย่อมตามมา”
ในอีกตอนหนึ่งของหนังสือเล่มเดียวกันฟรอยเดนเบอร์เกอร์ให้นิยาม burnout ว่าเป็นการทำให้ตนเองหมดแรงจากการพยายามไขว่คว้าความคาดหวังที่ “ไม่เป็นจริง” ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังที่ตนเองตั้งขึ้น หรือเป็นความคาดหวังที่สังคมปลูกฝังไว้
และในหนังสือที่ตีพิมพ์ร่วมกับ Gail North เมื่อปี 1986 เขาก็ยังคงอธิบาย burnout ในทิศทางเดิมว่า เป็นภาวะอ่อนล้าที่เกิดจากข้อเรียกร้องอันมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นข้อเรียกร้องที่เราสร้างขึ้นเอง หรือข้อเรียกร้องจากครอบครัว งาน เพื่อน คนรัก ระบบคุณค่า หรือสังคม
เมื่ออ่านนิยามของ burnout เหล่านี้รวมกัน จะเห็นว่า สำหรับฟรอยเดนเบอร์เกอร์แล้ว แก่นของ burnout ไม่ได้อยู่ที่องค์ประกอบทางสังคม หากอยู่ที่การที่บุคคลยังคงยึดติดกับความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และด้วยเหตุนี้ ทางออกที่เขาเสนอจึงเป็นการเรียนรู้ที่จะปรับความคาดหวังของเราให้สอดคล้องกับโลกมากขึ้น มากกว่าจะพยายามเปลี่ยนโลกให้สอดคล้องกับความคาดหวังของเรา
ฉะนั้นจึง “ปลง”
หากคำนิยามของฟรอยเดนเบอร์เกอร์ทำให้เราเห็นว่า burnout เกิดขึ้นเมื่อความคาดหวังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเราควรทำอย่างไรกับภาวะเช่นนี้ ผมคิดว่าคำตอบของฟรอยเดนเบอร์เกอร์ปรากฏชัดที่สุดในบท “Combating Burn-Out” ซึ่งเป็นบทท้าย ๆ ของหนังสือ Burn-Out: The High Cost of High Achievement
ต้องย้ำว่า ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ไม่ได้เขียนบทนี้ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้นักเคลื่อนไหวได้อ่านโดยเฉพาะ แต่พออ่านไปแล้วมันก็อดคิดไม่ได้ว่ากลุ่มคนที่เขานึกถึงมากที่สุดคือนักเคลื่อนไหว ซึ่งก็คือตัวเขาเองเช่นกัน
ฟรอยเดนเบอร์เกอร์เริ่มต้นบทนี้ด้วยการบอกว่า สังคมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โลกยังคงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า บางเรื่องดีขึ้น บางเรื่องแย่ลง แม้เราจะมีหน้าที่ในฐานะพลเมืองที่จะทำให้โลกดีขึ้น แต่เมื่อโลกซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ เราก็มักรู้สึกว่าตัวเองไม่มีพลังพอที่จะสร้างความแตกต่างได้
สำหรับฟรอยเดนเบอร์เกอร์ การตอบสนองต่อความรู้สึกเช่นนี้มีอยู่สองแบบที่ควรหลีกเลี่ยง แบบแรกคือการยอมแพ้ ถอนตัว และปล่อยให้คนอื่นจัดการทุกอย่างแทน ส่วนอีกแบบคือการยึดติดกับอุดมคติหรือหวัง “ปาฏิหาริย์ข้ามคืน” ซึ่งสุดท้ายก็จะนำไปสู่ความผิดหวัง
ทางออกที่เขาเสนอจึงไม่ใช่ทั้งการยอมแพ้และไม่ใช่การยึดติดกับอุดมคติ หากเป็นการหาทางสายกลาง (“middle ground”) ระหว่างทั้งสอง เขาเสนอว่าเราควรปรับสมดุลระหว่างตัวเรากับสังคม เรียนรู้ที่จะอยู่กับ “ความเป็นจริง” และ “ข้อจำกัด” ของโลก รวมถึงยอมรับว่า “โลกก็เป็นอย่างที่มันเป็น” (the world is the way it is) จากนั้นจึงหันมาทุ่มเทกับสิ่งที่ทำได้จริง สิ่งที่เป็นไปได้จริง และสิ่งที่จะเห็นผลได้ในระยะเวลาสั้น
ผมคิดว่านี่คือข้อความที่สำคัญที่สุดในงานของฟรอยเดนเบอร์เกอร์ เพราะมันทำให้เราเห็นว่า สิ่งที่เขาเรียนรู้จากประสบการณ์ burnout ไม่ใช่เพียงวิธีการดูแลตัวเอง แต่ยังรวมถึงวิธีมองโลกและทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบนึง
สิ่งที่ฟรอยเดนเบอร์เกอร์เสนอ ไม่ได้มีอะไรน่าแปลกใจ เพราะถ้าผ่านการทำงานเพื่อสังคมอย่างหนักหน่วงมาเป็นเวลาหลายปี แล้วยังไม่เห็นพัฒนาการอะไรมากมาย คนเราจะปลงก็ไม่ได้แปลก
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ประสบการณ์ burnout ของแต่ละคนจำเป็นต้องพาเราไปสู่ข้อสรุปเดียวกันหรือไม่
เพราะการที่สังคมเปลี่ยนแปลงได้ยาก อาจนำไปสู่ข้อสรุปอีกแบบหนึ่งก็ได้ นั่นคือ แทนที่จะลดความคาดหวังของเราให้สอดคล้องกับโลก เราควรถามว่าจะสร้างพลังร่วม องค์กร และเงื่อนไขทางการเมืองอย่างไร เพื่อให้สิ่งที่วันนี้ดูเหมือน “เป็นไปไม่ได้” ค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากขึ้น
สำหรับผม นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุดที่ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ทิ้งไว้ แม้เขาอาจไม่ได้ตั้งใจจะถามแบบนนี้เลยก็ตาม
การเปลี่ยนแปลงมันยาก
ผมเองเคยเขียนบทความชิ้นนึงที่โต้แย้งข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าฟรอยเดนเบอร์เกอร์เป็นพวกตีความ burnout แบบติดกรอบของปัจเจก เน้นรักษาปัจเจกโดยละเลยปัจจัยภายนอก ในบทความชิ้นนั้น ผมได้เสนอว่า การมองแบบนี้มันสรุปง่ายเกินไป เพราะฟรอยเดนเบอร์เกอร์ เคยเขียนไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า burnout จำเป็นต้องมองหลายแบบ จะมองตามมุมทางการแพทย์อย่างเดียวไม่ได้ และยังเขียนอีกว่า burnout เป็น “ปีศาจ” ที่เกิดขึ้นจากสังคม และรัฐจำเป็นให้คุณค่ากับผู้คนมากกว่าการผลิตและความก้าวหน้าทางวัตถุ
แต่ในขณะเดียวกันเขาก็คือคนคนเดียวกันที่สอนให้คนที่ burnout ปลง นี้คือความคิดที่ขัดแย้งกันแต่ดำรงไปพร้อมกันในงานของฟรอยเดนเบอร์เกอร์
ในปัจจุบันงานเขียนภาษอังกฤษที่เกี่ยวกับ burnout ในหมู่นักเคลื่อนไหวมีอยู่จำนวนมาก หลายชิ้นเขียนจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนในฐานะนักเคลื่อนไหว และในงานเหล่านี้ เราจะสามารถเจอคำแนะนำในทำนองที่ว่า นักเคลื่อนไหวต้องทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงมันยากและช้า ฉะนั้นทำเล็กๆ ตั้งเป้าให้ใกล้เคียงความเป็นจริงเข้าไว้ อยู่เป็นประจำ ในภาษาแบบนี้ดูเหมือนว่าเส้นแบ่งระหว่างเป้าหมายกับยุทธศาสตร์จะบางจนแทบไม่มีอยู่อีกแล้ว
อีกสิ่งหนึ่งที่งานเขียนเหล้านี้มักตกหล่นคือ การใส่รายละเอียดว่า ที่บอกว่าการเปลี่ยนแปลงมันยาก มันยากเท่ากันในมุมของทุกคนในทุกบริบทหรือไม่
สิ่งที่มักตกหล่นไปก็คือ ความจริงที่ว่าความยากมันไม่ได้แข็งทื่อ ชนิดที่ว่ายากเท่ากันหมดสำหรับทุกคนในทุกเวลา แต่มันย่อมผันผวนตามองค์ประกอบอีกมากมาย และหลายองค์ประกอบย่อมเปลี่ยนแปลงได้
ฉะนั้นความยากที่ว่านี้ก็ต้องเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน แต่มันก็คงไม่เปลี่ยน ถ้าผู้คนขีดเส้นใต้ว่า ยากก็คือยาก ยากยังไงก็จะยากอย่างนั้น ภายใต้วิธีคิดแบบนี้ ดูเหมือนว่าพลวัตทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์จะถูกตัดทิ้งไปทั้งหมด และความพยามในการสร้างกลุ่ม องค์กร ขบวนการให้แข็งแรง รวมถึงการติดอาวุธทางความคิดให้ผู้คน ดูเหมือนจะไม่มีคุณค่าอะไรเลย
ภายใต้ความคิดแบบนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกลายเป็นแค่อุบัติเหตุหรือไม่ก็ปฏิหารเท่านั้น
อ้างอิง
Freudenberger, H. J. (1971). The “free clinic” concept. International Journal of Offender Therapy, 15(2), 121–133.
Freudenberger, H. J. (1973). The psychologist in a free clinic setting: An alternative model in health care. Psychotherapy: Theory, Research & Practice, 10(1), 52–61.
Freudenberger, H. J. (1974). Staff burn-out. Journal of Social Issues, 30(1), 159–165.
Freudenberger, H. J. (1975). The staff burn-out syndrome in alternative institutions. Psychotherapy: Theory, Research and Practice, 12(1), 73–82.
Freudenberger, H. J., & Richelson, G. (1980). Burn-out: The high cost of high achievement. Anchor Press.
Freudenberger, H. J., & North, G. (1986). Burn-out of women: How to spot it, how to reverse it, and how to prevent it. Penguin Books.
Hoffarth, M. J. (2017). The making of burnout. History of the Human Sciences, 30(5), 30–45.
Maslach, C., & Leiter, M. P. (2022). The burnout challenge: Managing people’s relationships with their jobs. Harvard University Press.