เจเศรษฐ์ ชูความร่วมมืออาเซียน-จีน แก้มลพิษข้ามแดน ดันเทคโนโลยีรับมือภัยพิบัติ
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ในฐานะผู้แทนของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุม The Fourth ASEAN–China Ministerial Roundtable on Construction and Housing 2026 (ACMROCH 2026) ณ ประเทศมาเลเซีย ร่วมกับรัฐมนตรีและผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือความร่วมมือด้านการก่อสร้าง การพัฒนาเมือง และการเคหะอย่างยั่งยืนของภูมิภาค
ในการประชุม เจเศรษฐ์เน้นย้ำว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การแก้ไขปัญหามลพิษ และการรับมือภัยพิบัติ เป็นภารกิจร่วมของภูมิภาคที่ไม่สามารถดำเนินการได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง เนื่องจากทรัพยากรน้ำเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงของประชาชน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้งลุ่มน้ำของภูมิภาคมีความเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การดูแลคุณภาพน้ำจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล การติดตามสถานการณ์มลพิษ การควบคุมและลดแหล่งกำเนิดมลพิษ รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยยังเสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนและจีนยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การวิเคราะห์ข้อมูล การเชื่อมโยงฐานข้อมูล และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน ลดความสูญเสีย และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว พร้อมยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อมกับทุกประเทศในภูมิภาค
เจเศรษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยกำลังผลักดันการพัฒนากรอบกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เพื่อให้การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นไปอย่างสมดุล โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ พร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารภาครัฐ การวางแผนพัฒนาเมือง และการรับมือภัยพิบัติในอนาคต
นอกจากนี้ เจเศรษฐ์ยังเน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตอาหารสำคัญของภูมิภาค โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการสนับสนุนด้านอาหารแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนและจีน เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ ด้วยศักยภาพการผลิตอาหารที่สามารถดำเนินการได้ตลอดทั้งปี พร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการเกษตรและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอาหาร เพื่อร่วมเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค
ประเทศไทยยืนยันความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสร้างภูมิภาคที่มีความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และอาหาร ภายใต้ความร่วมมือที่ยั่งยืนและการเติบโตร่วมกัน
ในโอกาสเดียวกัน เจเศรษฐ์กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมภายใต้หัวข้อ ‘Climate-Responsive Housing’ โดยถ่ายทอดนโยบายของประเทศไทยภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
เจเศรษฐ์กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเช่นเดียวกับหลายประเทศ ทั้งภัยพิบัติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น การขยายตัวของเมือง และความต้องการที่อยู่อาศัยที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง การวางผังเมือง และการออกแบบอาคารที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน เพื่อให้การพัฒนาเมืองในอนาคตมีความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ขับเคลื่อนการพัฒนากฎระเบียบด้านอาคาร มาตรฐานทางเทคนิค และการวางผังเมืองอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมการออกแบบอาคารที่ตอบสนองต่อสภาพภูมิอากาศ การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้แสงธรรมชาติ การออกแบบซองอาคารที่มีประสิทธิภาพ และการใช้ระบบอาคารที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ประเทศไทยยังนำเสนอประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติและการสร้างความยืดหยุ่นของเมือง โดยยกตัวอย่างการตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารทั่วกรุงเทพมหานครภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน รวมถึงการเร่งฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ภายหลังอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2569 โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กับการยกระดับความพร้อมของเมืองเพื่อรองรับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ในช่วงท้ายของการประชุม ประเทศไทยเสนอแนวทางความร่วมมือ 3 ประการ ได้แก่ การยกระดับกรอบนโยบายและมาตรฐานอาคารที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างหลักประกันด้านการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่ม การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและจีน ตลอดจนการร่วมกันพัฒนาเมืองที่มีความยืดหยุ่นและที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก
เจเศรษฐ์กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายที่ไม่มีพรมแดน การรับมือกับความท้าทายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ นวัตกรรม และความรับผิดชอบร่วมกัน โดยประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมการก่อสร้างอย่างยั่งยืน พัฒนาเมืองที่มีความยืดหยุ่น เสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และอาหาร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืน