วุฒิสภา เดินหน้าปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉิน แนวทางใหม่ช่วยชีวิตมาก่อน
วุฒิสภา เดินหน้าปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินครั้งใหญ่ ดัน “NDEMS” เชื่อมข้อมูลทั้งประเทศ ยกระดับ 1669 สู่โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง ใช้ AI ช่วยชีวิตประชาชนแบบไร้รอยต่อ
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ส.ว. ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเทคโนโลยีดิจิทัล ในคณะอนุกรรมาธิการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา พร้อมคณะอนุกรรมาธิการฯ ร่วมประชุมและศึกษาดูงานที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) อาคารเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา ถนนติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี โดยมีนายพิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ในฐานะรองประธานคณะทำงานฯ และคณะผู้บริหารสพฉ.ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งเชิญหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ฉุกเฉินร่วมประชุม
นพ.เปรมศักดิ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณากรอบแนวทางการปฏิบัติงานร่วมและการบูรณาการข้อมูลการแพทย์ฉุกเฉินแบบไร้รอยต่อ (End-to-End Emergency Medical Operations & Data Integration) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ประสบเหตุฉุกเฉินให้รวดเร็ว ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การศึกษาปฏิรูประบบการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สาระสำคัญของการศึกษากำหนดให้การทำงานของหน่วยงานหลัก 3 ฝ่าย ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เชื่อมโยงการปฏิบัติงานเป็นระบบเดียว ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การเข้าควบคุมพื้นที่ การค้นหาและกู้ภัย การปฐมพยาบาล การส่งต่อผู้ป่วย การเชื่อมโยงสิทธิการรักษา ตลอดจนการฟื้นฟูและถอดบทเรียนหลังเกิดเหตุ โดยแบ่งกระบวนการปฏิบัติออกเป็น 8 ขั้นตอน ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในระบบดังกล่าว ตำรวจจะรับผิดชอบด้านการรักษาความปลอดภัย ควบคุมพื้นที่ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร การสืบสวนสอบสวน และรักษาพยานหลักฐาน ขณะที่ ปภ.จะทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ จัดสรรทรัพยากร ค้นหา กู้ภัย บรรเทาทุกข์ และฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ ส่วน สพฉ. จะรับผิดชอบการรับแจ้งเหตุทางการแพทย์ การคัดแยกผู้ป่วย การสั่งการทีมกู้ชีพ การรักษาเบื้องต้น ณ จุดเกิดเหตุ การนำส่งโรงพยาบาล และกำกับมาตรฐานระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศ
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า หัวใจสำคัญของแนวทางใหม่ คือ การยึดหลักการช่วยชีวิตมาก่อน ควบคู่กับการสั่งการแบบเอกภาพ (Unity of Command) การคุ้มครองสิทธิผู้ประสบเหตุ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA และการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยตั้งแต่จุดเกิดเหตุไปจนถึงการรักษาและฟื้นฟู นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางยกระดับบทบาทของ สพฉ. จากผู้ให้บริการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน สู่การเป็น System Integrator หรือผู้บูรณาการระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลกลาง NDEMS (National Digital Emergency Medical System) ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุม สั่งการ ประสานงาน และติดตามการปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์ พร้อมกำหนดมาตรฐานข้อมูล เชื่อมโยงฐานข้อมูลทุกภาคส่วน และขับเคลื่อนระบบบริการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า โครงสร้างของ NDEMS จะเชื่อมโยงการทำงานผ่าน 6 ชั้นสำคัญ ได้แก่ การยืนยันตัวตนและสิทธิการรักษาของผู้ป่วย การเชื่อมโยงระบบปฏิบัติการของศูนย์สั่งการและทีมกู้ชีพ การบูรณาการฐานข้อมูลสุขภาพและ AI วิเคราะห์อาการ การเชื่อมระบบสื่อสารและระบุตำแหน่งผู้แจ้งเหตุอัตโนมัติ (AML) การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลตาม PDPA ตลอดจนการนำ Big Data มาวิเคราะห์เพื่อกำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขและป้องกันเหตุฉุกเฉินในอนาคต
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทยก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 โดยมีศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ 1669 ตลอด 24 ชั่วโมงกว่า 100 ศูนย์ หน่วยปฏิบัติการกว่า 10,000 หน่วย บุคลากรกว่า 100,000 คน และเครือข่ายสถานพยาบาลประมาณ 1,000 แห่ง ครอบคลุมการช่วยเหลือทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแพลตฟอร์ม NDEMS จะเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การคัดกรองผู้ป่วย การนำทางรถกู้ชีพ การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) การบันทึกข้อมูลดิจิทัล การรับรองสิทธิและการเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (UCEP) โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กสทช. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สวทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในด้านกฎหมาย คณะทำงานเห็นว่าประเทศไทยมีฐานกฎหมายรองรับการบูรณาการข้อมูลและการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเพียงพอ ทั้งพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล รวมถึงพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พร้อมกำหนดมาตรฐานด้าน Cybersecurity ระบบควบคุมสิทธิการเข้าถึงข้อมูล และมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า คณะทำงานยังได้กำหนดแผนขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม โดยระยะเร่งด่วนภายใน 180 วัน จะเร่งจัดตั้งกลไกกำกับร่วมกำหนดมาตรฐานข้อมูลและ API กลาง ยกระดับศูนย์สั่งการ และผลักดันโครงการเร่งด่วน ขณะที่ภายในปี 2569 จะขยายการใช้ NDEMS ในภาคสนาม เพิ่มการบันทึกข้อมูลดิจิทัลโดยตรง และยกระดับศูนย์สั่งการเป้าหมาย 80 แห่ง ส่วนในช่วงปี 2570-2572 จะผลักดันการใช้ Telemedicine เต็มรูปแบบ นำ AI และระบบระบุตำแหน่งอัจฉริยะ (AML) มาใช้ทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทุกหน่วยงานในระดับประเทศ
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม คณะทำงานมีข้อเสนอเชิงนโยบายเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีให้รับรองหลักการสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ การประกาศให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ รับรอง NDEMS เป็นแพลตฟอร์มกลางระดับชาติ มอบหมายหน่วยงานหลักเชื่อมโยงข้อมูลและการปฏิบัติงานร่วมกัน รับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัย สนับสนุนแผนดำเนินงานทั้งระยะ 180 วัน ระยะปี 2569 และระยะยาวถึงปี 2572 รวมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการกำกับติดตามและรายงานผลต่อคณะรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทยให้ก้าวทันโลกดิจิทัลและสร้างความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชนในทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน



