เมื่อสเปนชูถ้วยบอลโลก: ชัยชนะที่มีความหมายมากกว่าฟุตบอลสำหรับโลกมุสลิม
ภาพจาก ODD ANDERSEN / AFP
ค่ำคืนวันที่ 19 กรกฎาคม 2026 ในสหรัฐอเมริกาหรือเช้าวันที่ 20 กรกฎาคม 2026 ของไทยมีภาพสองภาพจากคนละซีกโลกที่ดูเผินๆ ไม่เกี่ยวข้องกันเลย
ภาพแรกอยู่ที่สนามกีฬาเมตไลฟ์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้นและสเปนเอาชนะอาร์เจนตินา 1-0 คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่สอง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เดินขึ้นเวทีไปมอบถ้วยแชมป์ให้กัปตัน โรดริโก เอร์นันเดซ กัสกันเต หรือ โรดริ (Rodri) แล้วยืนแช่อยู่กลางเวทีไม่ยอมลงจากตำแหน่งกลางเฟรม จนประธานฟีฟ่าต้องวิ่งข้ามเวทีมาพยายามพาตัวออกไป ขณะนักเตะสเปนชูถ้วยฉลองแชมป์ (Al Jazeera, 2026c)
ภาพที่สองอยู่ห่างออกไปราวหนึ่งหมื่นกิโลเมตร ในร้านกาแฟชั่วคราวที่ตั้งอยู่ข้างเต็นท์ผู้พลัดถิ่นในเมืองกาซา ผู้คนเบียดกันหน้าจอเล็กๆ ที่ต่อไฟจากเครื่องปั่นไฟ เชียร์ทีมชาติสเปนราวกับเป็นทีมของตนเอง เพื่อประกาศว่ากาซาทั้งเมืองอยู่ข้างลา โรชา และทีมฟุตบอลผู้พิการแขนขาขาดจากสงครามก็ออกมาส่งกำลังใจให้ทีมจากประเทศที่พวกเขาไม่เคยไปเยือน (Al Jazeera, 2026b)
สองภาพนี้ดูเป็นคนละเรื่อง เรื่องหนึ่งคือพิธีการบนเวทีแชมป์โลก อีกเรื่องคือความรักฟุตบอลของผู้คนในดินแดนที่ถูกสงครามทำลาย แต่หากมองให้ลึกลงไป ทั้งสองภาพคือปรากฏการณ์เดียวกัน นั่นคือฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้กลายเป็นแผนที่ทางศีลธรรมที่สงครามกาซาวาดขึ้นใหม่ และสเปนยืนอยู่ตรงจุดที่โลกมุสลิมจำนวนมากรู้สึกว่าเป็น ‘ทีมของเรา’
ทำไมกาซาถึงเชียร์สเปน
คำตอบสั้นๆ คือจุดยืนทางการเมือง ตลอดสงครามกาซาที่คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปเกือบ 73,000 คน สเปนคือประเทศยุโรปที่แสดงจุดยืนแข็งกร้าวที่สุดต่ออิสราเอล นายกรัฐมนตรี เปโดร ซันเชซ (Pedro Sánchez) เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นในกาซาอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รัฐบาลของเขารับรองรัฐปาเลสไตน์ในเดือนพฤษภาคม 2024 ร่วมกับไอร์แลนด์และนอร์เวย์ เป็นประเทศยุโรปชาติแรกที่เข้าร่วมคดีที่แอฟริกาใต้ฟ้องอิสราเอลต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และในเดือนกันยายน 2025 ก็ประกาศมาตรการห้ามค้าอาวุธกับอิสราเอลอย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่กับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่กาซาและเวสต์แบงก์รวมกว่า 75 ล้านยูโร (Bourekba, 2026)
งานศึกษาของ มูซา บูเรกบา (Moussa Bourekba) จากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศฝรั่งเศสชี้ประเด็นที่น่าสนใจว่า จุดยืนนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสเปน หากคือความต่อเนื่องของนโยบายที่สนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์ สิ่งที่เปลี่ยนไปหลัง 7 ตุลาคม 2023 ไม่ใช่หลักการในการสนับสนุน แต่คือระดับความเข้มข้นของน้ำเสียงและความกล้าแปลงคำพูดเป็นมาตรการจริง ซึ่งทำให้เกิดความเป็นไปได้เพราะการเมืองภายในเอื้อ ไม่ว่าจะด้วยกับรัฐบาลผสมฝ่ายซ้าย ภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวเรื่องปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง และประชามติที่หนุนการรับรองรัฐปาเลสไตน์ถึงร้อยละ 78 (Bourekba, 2026) ขณะที่งานของ โมฮาเหม็ด บูเฮจิ (Mohamed Buheji) และ อามีร์ ฮาซัน (Aamir Hasan) (2024) ย้อนรากความเห็นอกเห็นใจนี้ไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่ประสบการณ์สงครามกลางเมืองและการเมืองแบบเผด็จการของสเปนเองที่หล่อหลอมความอ่อนไหวต่อประเด็นการกดขี่ มาจนถึงมรดกวัฒนธรรมจากยุคอัลอันดะลุส (Al-Andalus) ที่ทำให้สังคมสเปนรู้สึกใกล้ชิดกับโลกมุสลิม
สิ่งที่สเปนทำคือการสวมบทที่ เอียน แมนเนอร์ส (Ian Manners) เคยเสนอไว้ในว่าพลังที่แท้จริงของยุโรปคือความสามารถในการนิยามว่าอะไรคือสิ่งที่ ‘ปกติ’ และชอบธรรมในการเมืองโลก (Manners, 2002) ความย้อนแย้งอยู่ตรงที่ในวิกฤตกาซา สหภาพยุโรปโดยรวมกลับล้มเหลวในบทบาทนี้อย่างสิ้นเชิงจนถูกประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากกล่าวหาว่าใช้มาตรฐานสองชั้น สเปนในฐานะรัฐขนาดกลางจึงกลายเป็นผู้หยิบธงบรรทัดฐานที่ยุโรปทำหล่นขึ้นมาถือแทน แม้อำนาจต่อรองภายในสหภาพยุโรปของตนจะจำกัดก็ตาม (Bourekba, 2026)
จุดยืนระดับรัฐยังถูกเสริมด้วยสัญลักษณ์จากตัวบุคคล เมื่อ ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) ดาวรุ่งของทีม โบกธงปาเลสไตน์ระหว่างขบวนพาเหรดฉลองแชมป์ลา ลีกาของทีมบาร์เซโลน่าเมื่อเดือนพฤษภาคม ภาพนั้นถูกวาดเป็นจิตรกรรมฝาผนังบนซากอาคารที่ถูกทำลายในค่ายผู้ลี้ภัยชาฏี (Shati) ในเมืองกาซา แฟนบอลชาวกาซาคนหนึ่งบอกผู้สื่อข่าวก่อนนัดชิงว่าเขาอยากเห็นยามาลชูถ้วยแชมป์โลกพร้อมธงปาเลสไตน์ (Al Jazeera, 2026b) ความรู้สึกนี้แรงถึงขนาดที่ในรอบแบ่งกลุ่ม เมื่อสเปนพบซาอุดีอาระเบีย ชาติอาหรับด้วยกันเอง ร้านกาแฟในกาซากลับเชียร์สเปนอย่างท่วมท้น ด้วยเหตุผลที่แฟนบอลอธิบายตรงกันว่า พวกเขาไม่ลืมใครที่ยืนเคียงข้างในยามยากที่สุด (Al Jazeera, 2026a)
นัดชิงที่กลายเป็นสนามประลองเชิงสัญลักษณ์
ความหมายของนัดชิงถูกขับให้เด่นชัดขึ้นด้วยคู่แข่งอีกฝั่ง ประธานาธิบดี ฆาเบียร์ มิเลย์ (Javier Milei) แห่งอาร์เจนตินา ทำให้การสนับสนุนอิสราเอลเป็นอัตลักษณ์หลักของนโยบายต่างประเทศ ถึงขั้นประกาศตนเป็นประธานาธิบดีที่สนับสนุนไซออนิสต์ที่สุดในโลก ก่อนนัดชิงไม่กี่ชั่วโมง นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ส่งสารเชียร์อาร์เจนตินาถึงมิเลย์โดยตรง ขณะที่รัฐมนตรีขวาจัดอย่าง เบซาเลล สโมตริช (Bezalel Smotrich) และ อีตามาร์ เบ็น กวีร์ (Itamar Ben-Gvir) ต่างออกมาประกาศว่าชาวอิสราเอลผู้รักชาติทุกคนต้องเชียร์อาร์เจนตินา โซเชียลมีเดียจึงตีความนัดชิงเป็น ‘ทีมของอิสราเอล’ พบ ‘ทีมของปาเลสไตน์’ ไปโดยปริยาย (Middle East Eye, 2026)
แน่นอนว่าการตีความแบบนี้ไม่ยุติธรรมกับนักเตะและประชาชนอาร์เจนตินานัก เพราะผลสำรวจของสำนักวิจัยพิว (Pew Research Center) เมื่อต้นปี 2026 พบว่าชาวอาร์เจนตินาร้อยละ 55 มองอิสราเอลในแง่ลบ และมีเพียงร้อยละ 21 ที่มองในแง่บวก จึงมีการมองว่าความรักที่อิสราเอลมีต่ออาร์เจนตินาจึงเป็นท่าทีที่มีต่อมิเลย์มากกว่าต่อประเทศ (Middle East Eye, 2026) กระนั้น ในโลกที่กาซากลายเป็นมุมมองทางศีลธรรมที่ผู้คนใช้มอง แม้แต่ผู้ชมที่ไม่มีสายสัมพันธ์กับทั้งสองชาติก็เลือกข้างจากเข็มทิศนี้ ดังที่นักวิชาการกฎหมายผู้หนึ่งเขียนไว้ในบทความที่แพร่หลายหลังนัดชิงว่า คืนนั้นเขาและผู้คนนับล้านทั่วโลก ‘เป็นคนสเปน’ เพราะสเปนกล้าพูดในวันที่คนอื่นเลือกเงียบ (Motala, 2026)
ราคาที่สเปนจ่ายและถ้วยแชมป์จากมือทรัมป์
จุดยืนแบบนี้แน่นอนว่ามีต้นทุน และต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดคือความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ตลอดสองปีที่ผ่านมาทรัมป์ปะทะกับซันเชซแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่การที่สเปนเป็นชาติเดียวในองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) ที่ปฏิเสธเป้าหมายงบกลาโหมร้อยละ 5 ของ GDP จนถูกทรัมป์เรียกว่าเป็นประเทศสิ้นหวังและขู่ตอบโต้ทางการค้าหลายระลอก การปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและน่านฟ้าสเปนโจมตีอิหร่าน ไปจนถึงทิศทางที่สวนกันเรื่องผู้อพยพและพลังงาน กระทั่งการประชุมสุดยอดนาโตที่เมืองอังการา เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม Trump ยังสั่งที่ปรึกษาให้ตัดสัมพันธ์การค้ากับสเปน ก่อนจะกลับลำอ่อนท่าทีลงในสัปดาห์ต่อมา (NBC News, 2026)
ประวัติศาสตร์จึงเล่นตลกไม่น้อย เมื่อฟุตบอลโลกที่ทรัมป์พยายามผูกเป็นผลงานของตนเอง จบลงด้วยภาพที่เขาต้องยื่นถ้วยแชมป์ให้ทีมชาติของประเทศที่เขาเคยด่าว่าเป็นรัฐล้มเหลว ท่ามกลางเสียงโห่จากผู้ชมในสนามบ้านตัวเอง สำนักข่าว Politico ตีความภาพนี้ว่าเป็นการเอาคืนเชิงสัญลักษณ์ของสเปน ในขณะที่ซันเชซตอบคำถามก่อนเกมว่าใครจะเป็นผู้มอบถ้วยว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่คนที่ยื่นถ้วยให้ แต่คือคนที่ได้รับถ้วยต่างหาก (Euronews, 2026)
ลูกหลานผู้อพยพไม่ใช่ภัยคุกคาม
นอกจากประเด็นจุดยืนต่อประเด็นปาเลสไตน์แล้ว อัตลักษณ์ของนักเตะเองก็น่าสนใจไม่น้อย ลามีน ยามาลเกิดในสเปนจากพ่อชาวโมร็อกโกและแม่ชาวอิเควทอเรียลกินี เติบโตในย่านโรคาฟอนดาของเมืองมาตาโร อันเป็นชุมชนผู้อพยพแอฟริกาเหนือที่ประชากรราวครึ่งหนึ่งอยู่ในสถานะยากจน (Fortune, 2026) ส่วน นิโก วิลเลียมส์ (Nico Williams) เกิดที่ปัมโปลนา จากพ่อแม่ชาวกานาที่อพยพเข้าสู่สเปน ทั้งคู่เคยได้รับข้อเสนอให้เล่นให้ชาติต้นทางของพ่อแม่ แต่เลือกสวมเสื้อสเปน ประเทศที่พวกเขาเกิดและเติบโต
ภาพนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษเมื่อวางบนบริบทการเมืองปัจจุบัน ในวันที่พรรคขวาจัดทั่วยุโรปหาเสียงด้วยการวาดภาพผู้อพยพมุสลิมและแอฟริกันเป็นภัยคุกคาม และในวันที่รัฐบาล Trump ชูนโยบายการขับไล่ผู้อพยพ รัฐบาลสเปนกลับเดินสวนทางด้วยโครงการให้สถานะทางกฎหมายแก่ผู้อพยพหลายแสนคน (Politico, 2026) และทีมชาติที่เพิ่งคว้าแชมป์โลกก็คือประจักษ์พยานที่จับต้องได้ที่สุดของแนวทางนี้ ครอบครัวผู้อพยพที่ครั้งหนึ่งพ่อต้องเก็บของตามถนนมาประทังชีวิต หรือต้องเดินเท้าข้ามทะเลทรายมาแสวงหาโอกาส สามารถให้กำเนิดคนที่พาทั้งประเทศขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกได้ ภายใต้เงื่อนไขเดียวคือสังคมต้องเปิดพื้นที่ให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง
สัญลักษณ์ไม่ใช่ความยุติธรรมแต่สัญลักษณ์มีความหมาย
ถึงจุดนี้คงต้องพูดให้ชัดว่าถ้วยฟุตบอลโลกไม่ได้ช่วยอะไรกาซาโดยตรง ชัยชนะของสเปนไม่อาจสร้างบ้านที่พังทลายขึ้นใหม่ ไม่อาจคืนชีวิตให้ผู้เสียชีวิต และไม่ควรมีใครสับสนระหว่างสัญลักษณ์กับความยุติธรรม
แต่ปรากฏการณ์นี้ก็สะท้อนความจริงข้อหนึ่งของโลกที่เราอยู่ นั่นคือโลกที่คุณค่าและหลักมนุษยธรรมแทบไม่มีที่ยืนในการตัดสินใจของรัฐ ความช่วยเหลือถูกชั่งด้วยผลประโยชน์ และชีวิตผู้คนถูกทอนเป็นตัวเลขในสมการอำนาจ ในโลกแบบนั้น จุดยืนที่ยอมจ่ายราคาจริงเพื่อหลักการจึงเป็นของหายาก และหายากพอที่จะมีความหมาย และนี่คือเหตุผลที่ เสื้อแดงของสเปนได้แบกความหมายที่มันไม่เคยถูกออกแบบมาให้แบก สำหรับโลกมุสลิมและผู้คนอีกมากที่มองโลกผ่านมุมมองของกาซา ชัยชนะครั้งนี้คือหลักฐานว่ารัฐที่กล้ายืนบนหลักการแม้ต้องจ่ายราคากับมหาอำนาจ และสังคมที่มองลูกหลานผู้อพยพเป็นทรัพยากรแทนที่จะเป็นภัยคุกคาม สามารถได้รับสิ่งที่เงินและแสนยานุภาพซื้อไม่ได้ นั่นคือการสนับสนุนจากผู้คนที่ไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน ไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกัน และส่วนใหญ่ไม่มีวันได้เหยียบแผ่นดินสเปนเลยด้วยซ้ำ
ในค่ำคืนที่โรดริชูถ้วยท่ามกลางเสียงโห่ใส่ประธานาธิบดีเจ้าภาพ คนนับล้านทั่วโลกโดยเฉพาะผู้คนที่ไม่สนับสนุนสงครามในปาเลสไตน์จึงรู้สึกเป็นคนสเปนไปด้วย ไม่ใช่เพราะฟุตบอล แต่เพราะความโหดร้ายของสงครามได้เปลี่ยนวิธีที่พวกเขามองแม้กระทั่งเกมฟุตบอล
เอกสารอ้างอิง
Al Jazeera. (2026a, June 22). Football, war and solidarity: Why Gaza fans turned to Spain this World Cup. https://www.aljazeera.com/features/2026/6/22/football-war-and-solidarity-why-gaza-fans-turned-to-spain-this-world-cup
Al Jazeera. (2026b, July 19). Gaza cheers for Spain as World Cup final anticipation mounts. https://www.aljazeera.com/news/2026/7/19/gaza-cheers-for-spain-as-world-cup-final-anticipation-mounts
Al Jazeera. (2026c, July 20). Infantino tries to usher Trump away as Spain lift World Cup. https://www.aljazeera.com/video/newsfeed/2026/7/20/infantino-tries-to-usher-trump-away-as-spain-lift-world-cup
Bourekba, M. (2026, May 5). Escalation within continuity: Spain’s foreign policy towards Israel and Palestine after October 7th. Ifri Memos, Institut français des relations internationales.
Buheji, M., & Hasan, A. (2024). Spain’s empathy for Gaza as a model for the world and the communities mechanism. International Journal of Management, 15(3), 1–15.
Euronews. (2026, July 19). Trump and Sánchez meet at World Cup final after nearly two years of diplomatic tensions. https://www.euronews.com/2026/07/19/trump-and-sanchez-meet-at-world-cup-final-after-nearly-two-years-of-diplomatic-tensions
Fortune. (2026, July 16). Lamine Yamal is the third-youngest World Cup finalist—and he was scouted from his working-class neighborhood at just 6 years old. https://fortune.com
Manners, I. (2002). Normative power Europe: A contradiction in terms? Journal of Common Market Studies, 40(2), 235–258.
Middle East Eye. (2026, July 20). World Cup 2026: Israel loves Argentina but do Argentinians actually love them back? https://www.middleeasteye.net/news/how-one-president-made-argentina-look-far-more-pro-israel-it
Motala, Z. (2026, July 20). Last night, I was Spanish, and so were millions around the world. Al Jazeera. https://www.aljazeera.com/opinions/2026/7/20/last-night-i-was-spanish-and-so-were-millions-around-the-world
NBC News. (2026, July 18). Spanish PM Pedro Sanchez to attend World Cup final alongside Trump amid tensions. https://www.nbcnews.com/world/europe/spanish-pm-sanchez-attend-world-cup-final-trump-tensions-rcna587967
Politico. (2026, July 19). The ‘hopeless, bad people’ just won Donald Trump’s World Cup. https://www.politico.com/news/2026/07/19/spain-world-cup-donald-trump-01004607
ฟุตบอลโลก ยาสมิน ซัตตาร์ ลามีน ยามาล
เรื่อง: ยาสมิน ซัตตาร์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ศึกษาตุรกี