'นักวิชาการ' จับตาอาจมีผู้ที่มีขีดความสามารถสูงกว่า 'บีอาร์เอ็น' ไม่ต้องการให้เกิดความสงบ

'อ.หริรักษ์' สงสัย กลุ่มก่อการร้าย หากเป็น'บีอาร์เอ็น'เท่ากับเปิดศึกกับฝ่ายความมั่นคงไทยและไม่ต้องเจรจากันอย่างสันติ เผยวงในลึกๆบอกว่า เป็นคนที่ถูก recruit จากจังหวัดอื่น ได้รับการฝึกและวางแผนมาเป็นอย่างดี อาจมีใครที่มีขีดความสามารถสูงกว่า บีอาร์เอ็น มาเลเซีย และกองทัพไทย ไม่ต้องการให้เกิดความสงบก็ได้
29 ก.ค.2569 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร ดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า
กรณีมีกลุ่มก่อการร้าย นั่งท้ายรถกระบะกราดยิงและขว้างระเบิดใส่ทหารพรานอย่างอุกอาจและเหี้ยมโหด ที่จุดตรวจบูเก๊ะซามี ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย เด็กบาดเจ็บ 1 นาย สื่อต่างๆดูเหมือนจะฟันธงไปแล้วว่าเป็นการกระทำของกลุ่ม บีอาร์เอ็น ในชณะที่บีอาร์เอ็น ก็ไม่ได้ออกมาปฏิเสธหรือเคลมว่าเป็นผลงานของตนแต่อย่างใด
เคยคิดบ้างหรือไม่ว่า บางทีอาจจะไม่ใช่บีอาร์เอ็นเป็นผู้กระทำก็ได้ เพราะบีอาร์เอ็นจะทำเช่นนี้ด้วยเหตุผลอะไร เพราะ ไม่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะว่าอย่างไร ทหารและฝ่ายความมั่นคงจะยอมไม่ได้ และหากไม่สามารถจับตัวผู้ยิงทั้งหมดมาลงโทษได้ ทั้งกองทัพ และตำรวจ ก็คงไม่ทราบว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน การกระทำเช่นนี้ หากเป็นฝีมือของบีอาร์เอ็น ก็เท่ากับเปิดศึกกับฝ่ายความมั่นคงของไทยอย่างไม่มีความเกรงกลัวใดๆ และไม่ต้องหวังว่าจะมีการเจรจากันอย่างสันติได้ต่อไป
กรณีที่มีการวางระเบิดปั๊มน้ำมันพร้อมกัน 11 จุด ในจังหวัดนราธิวาส เมื่อไม่นานมานี้ มีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือบอกว่า บีอาร์เอ็น ไม่ได้เป็นผู้กระทำ ยิ่งกว่านั้น บีอาร์เอ็นยังมีความสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า ใครเป็นผู้กระทำ แต่เชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับมาเลเซีย เพราะถ้าเกี่ยว เขาต้องรู้ แสดงว่าต้องเป็นฝีมือของกลุ่มอื่นที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลไทยกับกลุ่มของเขาเจรจาตกลงกันได้สำเร็จ
มีข่าววงในลึกๆบอกอีกว่า ลักษณะของผู้ก่อเหตุอาจไม่ใช่เป็นคนท้องถิ่น แต่เป็นคนที่ถูก recruit มาจากจังหวัดอื่น และได้รับการฝึกและวางแผนมาเป็นอย่างดี สังเกตว่าทุกคนทำงานประสานกัน ทุกอย่างไหลลื่น ไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย นี่ไม่ใช่โจรธรรมดา และอาจไม่ใช่บีอาร์เอ็น อาจเป็นคนที่ได้รับการฝึกมาจากมืออาชีพที่เหนือกว่ากลุ่มบีอาร์เอ็น
นับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนครั้งใหญ่ที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 เวลาผ่านไปแล้ว 22 ปีเศษ ยังไม่มีรัฐบาลไหนสามารถทำให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส กลับคืนสู่ความสงบได้เลย ไม่ใกล้เคียงเสียด้วยซ้ำ เคยสงสัยบ้างไหมว่า อาจมีใครที่มีขีดความสามารถสูงกว่ากลุ่มบีอาร์เอ็น สูงกว่ามาเลเซีย และสูงกว่ากองทัพไทย ไม่ต้องการให้เกิดความสงบก็ได้
ดูท่าทีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เหมือนกับจะไม่ลงมากำกับเอง แต่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมและกองทัพ ซึ่งความคืบหน้าขณะนี้คือ ออกหมายจับแต่ยังจับใครไม่ได้ ในขณะที่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความรุนแรงธรรมดา แต่กระทบความมั่นคงของชาติ เป็นการแสดงให้เห็นว่า การปฎิบัติการของกองทัพในภาคใต้มีจุดอ่อนที่ถูกโจมตีได้ง่ายๆ
ความจริงนี่เป็นโอกาส ของนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก เวลาผ่านไป 22 ปีเศษแล้ว ยังไม่มีใครแก้ปัญหาภาคใต้ได้ หากนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล หาคนที่ “มือถึง” จริงๆ ซื่งขอบอกว่ามีคนแบบนี้อยู่หลายคน มอบอำนาจเต็มให้เขาเข้ามาจัดการ เริ่มจากการให้ได้คำตอบว่า ใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ และขอเพียงได้เพียงเห็นความก้าวหน้าที่แสดงว่า จะสามารถสร้างความสงบสุขในภาคใต้ได้ คนจะมองข้ามเรื่องการทุจริตโกงการสอบ ที่ผู้คนยังคอยติดตามดูว่าจะสาวไปถึงนักการเมืองเบอร์ใหญ่หรือไม่ หรือถึงแค่ปลาซิวปลาสร้อย แต่หากจัดการปัญหาภาคใต้ได้จริง รัฐบาลจะอยู่ต่อไปได้อีกนาน
คิดดูดีๆนะครับ