classicliterature.it.com

สอวช. จัดเวที Policy Dialogue Series ครั้งที่ 5 ชูสังคมศาสตร์–มนุษยศาสตร์ วางรากฐาน “สังคมเป็นธรรม” ต่อยอดข้อเสนอ 5 เวทีสู่นโยบาย | ThaiPR.NET

ทั่วไป17 ก.ย. 69 12:582026-09-17

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวที Policy Dialogue Series ครั้งที่ 5 หัวข้อ “A Fairer Future: Advancing Equity through Social Sciences, Humanities, and Arts” หรือ “ขับเคลื่อนสังคมที่เป็นธรรมด้วยสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์” ระดมข้อเสนอเพื่อยกระดับบทบาทของศาสตร์เหล่านี้ในการกำหนดนโยบาย ขับเคลื่อนระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมที่เป็นธรรม

ผศ. ดร.ศุภกร ปุญญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า เวทีครั้งนี้ร้อยเรียงข้อเสนอจาก Policy Dialogue Series ทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมา ครอบคลุมการทำความเข้าใจคนและสังคม การออกแบบนโยบาย การพัฒนาศักยภาพคน และการกระจายโอกาส เพื่อวางรากฐานประเทศไทยไปสู่อนาคตที่เป็นธรรม

ทั้งนี้ ความเป็นธรรมไม่ใช่เพียงความเท่าเทียม แต่ต้องเป็นระบบที่ทำให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงทรัพยากรและองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพ มีส่วนร่วม และกำหนดอนาคตของตนเองได้ โดย สอวช. จะนำข้อเสนอจากทั้ง 5 เวทีไปต่อยอดสู่การออกแบบนโยบายและการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติ

ผศ. ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กล่าวว่า ความเป็นธรรมทางวัฒนธรรมต้องตั้งอยู่บน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การยอมรับ การเข้าถึง และการมีอำนาจร่วม ระบบ อววน. จึงต้องพิจารณาว่าใครได้รับประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และเสียงของใครหายไปจากระบบ พร้อมเสนอให้มหาวิทยาลัยร่วมกำหนดโจทย์กับชุมชน เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย และปรับการประเมินผลงานจากการเน้นผลผลิตเชิงปริมาณ ไปสู่การวัดความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่

รศ. ดร.กมลพร สอนศรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความเป็นธรรมด้านความรู้ต้องครอบคลุมทั้งการเข้าถึงการศึกษา แหล่งเรียนรู้ ข้อมูลและงานวิจัย ตลอดจนความสามารถในการเปลี่ยนความรู้และทักษะให้เป็นโอกาส รายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงต้องเชื่อมการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม และการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เป็น “เส้นทางโอกาส” ที่ประชาชนสามารถกลับเข้ามาพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

ระบบวิจัยควรยกระดับประชาชนและชุมชนจากแหล่งข้อมูลหรือผู้รับประโยชน์ เป็น “ผู้ร่วมสร้างความรู้” ผ่านกระบวนการ Co-creation ขณะที่มหาวิทยาลัยในพื้นที่ควรทำหน้าที่เป็น Knowledge Broker เชื่อมงานวิจัยเข้ากับปัญหาและองค์ความรู้ของชุมชน เพื่อนำไปสู่โอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผศ. ดร.ธันยพร สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมไม่ควรมุ่งเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตร ยูนิคอร์น หรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ แต่ต้องพิจารณาว่าใครมีส่วนร่วม ใครเข้าถึงเทคโนโลยี และผลประโยชน์กระจายไปถึงคนกลุ่มใด

ระบบ อววน. ควรสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เปิดให้ประชาชน ผู้ประกอบการรายเล็ก และกลุ่มเปราะบางมีส่วนร่วม พร้อมนำหลัก “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” มาใช้กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม เช่น การเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยดูแลทั้งแรงงาน SMEs ผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิม และชุมชนไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ดร.วิมลมาศ ศรีจำเริญ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การสร้างความเป็นธรรมด้านสถาบันและธรรมาภิบาล ต้องทบทวนว่านโยบายสาธารณะกำลังสร้างความเป็นธรรมให้ใคร และประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ของสถาบันได้เพียงใด พร้อมยกระดับการมีส่วนร่วมจาก Participation ไปสู่ Meaningful Engagement ให้ประชาชนมีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางและการตัดสินใจอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ต้องปรับตัวชี้วัด ข้อมูล และการประเมินผลให้สะท้อนผลลัพธ์และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง มากกว่ารายงานเพียงกิจกรรมหรือการใช้จ่ายงบประมาณ โดยต้องตอบได้ว่าสังคมได้รับอะไรจากการดำเนินงาน และนำบทเรียนกลับมาปรับปรุงนโยบายอย่างต่อเนื่อง

นายพสพล เจริญพร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างกลุ่มคน แต่ยังรวมถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างพื้นที่ เนื่องจากโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน นวัตกรรม และองค์ความรู้ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่

มหาวิทยาลัยจึงควรเป็นกลไกกระจายความรู้ นวัตกรรม และโอกาสออกจากศูนย์กลาง โดยกระทรวง อว. และระบบ อววน. ควรลดข้อจำกัดที่ขวางการนำองค์ความรู้ไปใช้ พร้อมสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับชุมชน ภาครัฐ และภาคธุรกิจ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Reimagining University: จินตนาภาพใหม่ของมหาวิทยาลัยไทย เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม” โดยชวนมหาวิทยาลัยทบทวนว่า ยังเป็นพื้นที่การศึกษาสำหรับคนทุกกลุ่มหรือไม่ งานวิจัยช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริงเพียงใด และระบบบริหารภายในให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมมากน้อยเพียงใด ท่ามกลางแรงกดดันด้านการแข่งขัน การจัดอันดับ และการผลิตงานวิจัยเพื่อการตีพิมพ์

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ เสนอให้มหาวิทยาลัยกำหนดจุดยืนตามพันธกิจและจุดแข็งของตนเอง ปรับระบบประเมินบุคลากรให้คุณค่ากับผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม สนับสนุนงานวิจัยที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ออกแบบหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับปัญหาจริง และก้าวออกจาก “หอคอยงาช้าง” ไปทำงานร่วมกับชุมชน ภาครัฐ และภาคธุรกิจ“การจินตนาภาพใหม่ของมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่การทำให้ทุกแห่งเดินในทิศทางเดียวกัน แต่คือการเปิดพื้นที่ให้แต่ละสถาบันกำหนดความเป็นเลิศในแบบของตน พร้อมเชื่อมการศึกษา การวิจัย และบริการสังคมเข้ากับโจทย์ประเทศ เพื่อขยายโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

ที่มา: ตามรอยพ่อ 2559

ตามรอยพ่อ 2559

Update: 2026-09-17
Tags: