“ถึงวัยที่ต้องเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ไม่อยากเป็นผู้ใหญ่เลย” อาการของโรค Peter Pan ไม่อยากยอมรับว่าโตแล้ว เพราะเป็นผู้ใหญ่มันเหนื่อย - Marketeer Online
**ขอใช้ภาพจากซีรีส์หรือภาพยนตร์จะได้ไหมคะ จะรีเลทกับผู้อ่านได้ดี**
มีเพื่อนหรือแฟนที่อายุปาเข้าไปจะ 30 กว่าแล้ว แต่ยังทำตัวเหมือนวัยรุ่นที่ชอบหนีทุกความรับผิดชอบ ไม่ยอมจ่ายบิลตรงเวลา เปลี่ยนงานเป็นว่าเล่น ไม่กล้าคอมมิตกับความสัมพันธ์จริงจัง พอเผชิญปัญหาก็มักโบ้ยว่าเป็นความผิดคนอื่นตลอด
ถ้าสิ่งนี้ฟังดูคุ้น ๆ นั่นอาจเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกกันว่า “Peter Pan Syndrome” หรือ โรคปีเตอร์แพน
อาการของผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมโต มันไม่ใช่เพียงบุคลิกขี้เล่นน่ารัก แต่เป็นแพทเทิร์นพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อชีวิตทั้งเรื่องงาน เงิน และความสัมพันธ์
Peter Pan Syndrome มีที่มาจากไหน
ชื่อนี้มาจากเรื่องปีเตอร์แพน เด็กชายในเรื่องที่ชื่อ J.M. Barrie ที่ไม่มีวันโตและอาศัยอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์อย่างเนเวอร์แลนด์ตลอดกาล
คำว่า Peter Pan Syndrome เป็นที่รู้จักครั้งแรกโดยนักจิตวิทยา Dr. Dan Kiley จากหนังสือที่ชื่อ “The Peter Pan Syndrome: Men Who Have Never Grown Up”

แต่คำนี้ไม่ถูกบรรจุอยู่ในคู่มือวินิจฉัยโรคทางจิตเวชอย่าง DSM-5-TR หรือได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก แต่เป็นศัพท์ทางจิตวิทยาแบบไม่เป็นทางการที่นักบำบัดและนักวิจัยใช้อธิบายแพทเทิร์นพฤติกรรมที่พบเห็นได้จริงในคนไข้
พูดง่าย ๆ คือ คนที่เป็น Peter Pan Syndrome คือผู้ใหญ่ที่มีปัญหาในการก้าวเข้าสู่ชีวิตผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว ทั้งเรื่องการรับผิดชอบหน้าที่การงาน การดูแลตัวเอง และการรักษาความสัมพันธ์ให้มั่นคง
แม้เดิมทีแนวคิดนี้จะโฟกัสไปที่ผู้ชายเป็นหลัก แต่ปัจจุบันนักวิจัยยอมรับกันแล้วว่าพฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ไม่ได้จำกัดแค่เพศใดเพศหนึ่ง

สัญญาณบ่งชี้ที่บอกว่านี่แหละคือคนที่ป่วยโรค Peter Pan
เพราะไม่มีเกณฑ์วินิจฉัยที่ตายตัว อาการของ Peter Pan Syndrome จึงมักถูกอธิบายผ่านพฤติกรรมที่สังเกตได้ในหลายมิติของชีวิต
● ด้านชีวิตการทำงาน
อีกจุดที่สังเกตได้ง่ายคือรูปแบบการทำงาน คนที่มีภาวะนี้มักตกงานบ่อยเพราะขาดความพยายามหรือมาสายเป็นประจำ ไม่ค่อยพยายามหางานจริงจัง ลาออกทันทีที่รู้สึกเบื่อหรือเครียด ชอบทำงานพาร์ตไทม์และไม่สนใจโอกาสเลื่อนตำแหน่ง หรือบางทีก็เปลี่ยนสายงานไปเรื่อย ๆ โดยไม่เคยลงลึกพัฒนาทักษะด้านใดด้านหนึ่งอย่างจริงจัง บางรายถึงขั้นฝันอยากเป็นนักกีฬาอาชีพหรือศิลปินดังโดยไม่ได้ลงมือทำอะไรเพื่อไปให้ถึงจุดนั้นจริง ๆ
● ด้านความสัมพันธ์
คนกลุ่มนี้มักปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนวางแผนและตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ แทบทุกอย่าง ละเลยงานบ้านหรือหน้าที่ดูแลลูก ชอบอยู่กับปัจจุบันมากกว่าจะวางแผนระยะยาว และหลีกเลี่ยงการนิยามความสัมพันธ์ให้ชัดเจน เวลามีปัญหาก็มักจะเลี่ยงที่จะคุยกันตรง ๆ
● ด้านอารมณ์และทัศนคติ
ลึกลงไปกว่านั้น คนกลุ่มนี้มักมีรูปแบบพฤติกรรมที่ไม่น่าเชื่อถือ มีอารมณ์ฉุนเฉียวเวลาเจอความเครียด ชอบหาข้ออ้างและโทษคนอื่นเมื่อสิ่งต่าง ๆ ผิดพลาด ไม่ค่อยสนใจการพัฒนาตัวเอง คาดหวังให้คนอื่นดูแล กลัวการถูกวิจารณ์ บางคนใช้สารเสพติดเพื่อหนีความรู้สึกยากลำบาก และมักอยากเปิดทางเลือกไว้มาก ๆ แทนที่จะตัดสินใจให้เด็ดขาด
เมื่อ Peter Pan เจอกับ Wendy
อีกแนวคิดที่มักถูกพูดถึงคู่กันคือ “Wendy Syndrome” ซึ่งตั้งชื่อตามตัวละคร Wendy Darling เพื่อนของปีเตอร์แพนในเรื่อง คำนี้ใช้อธิบายฝ่ายที่คอยดูแล เห็นอกเห็นใจ และเสียสละให้กับอีกฝ่าย

รูปแบบความสัมพันธ์นี้มักเริ่มต้นสวยงาม ฝ่าย Peter Pan ที่สนุกสนานมีเสน่ห์ดึงดูดใจ ส่วนฝ่าย Wendy ก็พร้อมเป็นที่พึ่งพิงและคอยซัพพอร์ต แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฝ่าย Wendy มักเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าเพราะต้องแบกรับความรับผิดชอบฝ่ายเดียวอยู่เรื่อย ๆ จนเกิดความรู้สึกถูกเอาเปรียบ ในขณะที่ฝ่าย Peter Pan ก็อาจรู้สึกว่าถูกควบคุมหรือถูกบีบให้เปลี่ยนแปลง สุดท้ายความสัมพันธ์แบบนี้มักจบลงด้วยความขัดแย้งที่ไม่มีใครได้เรียนรู้อะไรจากอีกฝ่ายเลย
Peter Pan Syndrome เกิดจากสาเหตุใด
ไม่มีคำตอบตายตัวว่าอะไรคือสาเหตุหลักของ Peter Pan Syndrome เพราะมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน แต่ปัจจัยที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดคือ
1.การเลี้ยงดูแบบปกป้องมากเกินไป เมื่อพ่อแม่คอยปกป้องหรือแก้ปัญหาให้ลูกตลอดเวลา เด็กจะไม่มีโอกาสได้ฝึกทักษะการรับมือกับความท้าทายในชีวิตจริง และอาจคาดหวังว่าชีวิตผู้ใหญ่จะปลอดภัยสบาย ๆ เหมือนตอนเด็กต่อไป
2.ประสบการณ์หรือความบอบช้ำในวัยเด็ก เช่น การเห็นพ่อแม่ต้องเผชิญความยากลำบากหรือความรุนแรงในครอบครัว ก็อาจทำให้ฝังใจว่าการเป็นผู้ใหญ่คือเรื่องแย่โดยไม่รู้ตัว
3.รูปแบบความผูกพัน คนที่มีความผูกพันแบบวิตกกังวลหรือหลีกเลี่ยง อาจรู้สึกอึดอัดกับความเปราะบางและความรับผิดชอบที่มาพร้อมความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่
4.แรงกดดันทางสังคมและวัฒนธรรม ที่เชิดชูความเป็นหนุ่มสาว ความอิสระ และไลฟ์สไตล์สนุกสนานผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ก็มีส่วนทำให้การเป็นเด็กตลอดกาลดูน่าดึงดูดกว่าการเผชิญโลกผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ต้องพูดถึง นั่นคือสภาพเศรษฐกิจและสังคมยุคปัจจุบันที่ทำให้เป้าหมายของความเป็นผู้ใหญ่แบบเดิม เช่น การแต่งงาน การมีบ้านเป็นของตัวเอง หรือการมีลูก กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยากสำหรับคนรุ่นใหม่
ดังนั้นไม่ใช่ทุกคนที่ยังอยู่บ้านพ่อแม่ตอนอายุ 20 ปลาย ๆ จะเป็น Peter Pan Syndrome เสมอไป บางครั้งมันคือความจำเป็นทางเศรษฐกิจล้วน ๆ

Peter Pan Syndrome Vs Failure to Launch
สองคำนี้มักถูกใช้สลับกันอยู่บ่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้วมีความต่างกันอยู่ Failure to Launch หมายถึงสถานการณ์ที่คนหนุ่มสาวยังไม่สามารถพึ่งพาตัวเองด้านการเงินหรือที่อยู่อาศัยจากพ่อแม่ได้ ขณะที่ Peter Pan Syndrome คือ ทัศนคติทางจิตใจต่อความรับผิดชอบและความเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้แม้กับคนที่แยกบ้านออกมาอยู่เอง มีงานทำ และมีความสัมพันธ์แล้วก็ตาม
พูดง่าย ๆ คือคนคนหนึ่งอาจดูเหมือนใช้ชีวิตอิสระได้ปกติ แต่ลึก ๆ แล้วยังหนีความรับผิดชอบทางอารมณ์อยู่ตลอดเวลา
ข้ออ้างของคนไม่อยากโต
สำหรับ Peter Pan Syndrome จะกลายเป็นปัญหาจริงก็ต่อเมื่อพฤติกรรมไม่ยอมโตนั้น เริ่มไปฉุดรั้งชีวิตในด้านใดด้านหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เงิน หรือความสัมพันธ์
แต่กับคนที่มีชีวิตชีวา ความคิดสร้างสรรค์ หรือการไม่อยากทำตามกรอบสังคมแบบเดิม ๆ ก็ไม่ได้แปลว่าผิดปกติ ถ้าคนคนนั้นยังสามารถดูแลตัวเองได้ มั่นคงทั้งด้านการเงินและจิตใจ และมีความสัมพันธ์ที่ดี นั่นอาจแค่หมายความว่าเขาเป็นคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเท่านั้นเอง
น่าสนใจว่างานวิจัยบางชิ้นยังพบว่าคนที่มีลักษณะ Peter Pan Syndrome มักมีคุณสมบัติทับซ้อนกับ “ภาวะหลงตัวเอง” (Narcissistic traits) อยู่บ้าง เช่น การเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือมีปัญหาเรื่องความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าเกณฑ์โรคบุคลิกภาพหลงตัวเอง (NPD) เสมอไป ความต่างสำคัญคือคนที่มี Peter Pan Syndrome มักไม่ได้ดุร้ายหรือมีแนวโน้มเอาเปรียบระดับสูงเท่า NPD แต่จะเน้นไปทางชอบหนีปัญหามากกว่า
รับมือเมื่อคนใกล้ตัวเป็น Peter Pan
คุณต้องตระหนักได้ว่าการช่วยแบกรับความรับผิดชอบแทนเขาไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับทำให้พฤติกรรมนั้นฝังรากลึกกว่าเดิม การจ่ายบิลแทน การหาข้ออ้างให้ หรือคอยจัดการทุกอย่างแทนเขา คือการลดโอกาสที่เขาจะได้เรียนรู้ผลลัพธ์จากการกระทำของตัวเอง
สิ่งที่ทำได้คือการตั้งขอบเขตให้ชัดเจนและสม่ำเสมอ ควรบอกกันล่วงหน้าว่าอะไรที่คุณจะทำและจะไม่ทำให้อีกต่อไป นอกจากนี้การสนับสนุนให้เขาไปพบนักจิตบำบัดก็เป็นทางออกที่เหมาะสม เพราะบ่อยครั้งคนที่มีภาวะนี้มักมองไม่เห็นปัญหาของตัวเองด้วยซ้ำ
Peter Pan Syndrome ไม่ใช่โรคที่หมอจะวินิจฉัยได้ในใบรับรองแพทย์ แต่เป็นอาการที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงมักเป็นไปในทางที่ดี หากตัวคนนั้นมีแรงจูงใจอยากเปลี่ยนแปลงจริง ๆ
แน่นอนว่า การเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ สั่งสมผ่านการเผชิญปัญหา รับผิดชอบต่อผลของการกระทำ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับความรู้สึกไม่สบายใจโดยไม่หนีมันตลอดเวลา
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า “นี่มันใช่เราหรือคนใกล้ตัวเราหรือเปล่า” นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการตั้งคำถามกับตัวเอง และถ้ารู้สึกว่าแพทเทิร์นเหล่านี้เริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตจริง ๆ การพูดคุยกับนักจิตบำบัดก็เป็นก้าวแรกที่ควรจะลอง
การโตเป็นผู้ใหญ่นั้น มันชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นแหละ อาจเป็นเพียงจังหวะที่คุณรับรู้ได้ถึงความหนักของน้ำหนักชีวิต