classicliterature.it.com

สรุปร่างแผน PDP 2026 เล็งเลือก ‘Scenario 4 ไฮบริด’

สนพ.เปิดฟังเสียงประชาชน ถกร่าง PDP 2026 มุ่งพลังงานสะอาด-Net Zero ดึงดูดการลงทุนระดับโลก รับคลื่นทุน Data Center และ EV ปักหมุดนำร่องโรงไฟฟ้า SMR 9,000 เมกะวัตต์ พร้อมดันฉากทัศน์ไฮบริด (Scenario 4) ขยายพลังงานหมุนเวียน 73% ควบคู่เทคโนโลยี CCS และวางกรอบคุมค่าไฟเฉลี่ยตลอดแผนไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย

  • ย้ำคัดกรองกลุ่ม Data Center
  • เดินหน้า SMR 9,000 เมกะวัตต์ ‘กฟผ.’ นำร่อง
  • ค่าไฟ 3.88 บาท บวกค่าพรีเมียมกลุ่มใช้ไฟสะอาด
  • รุก ‘เปิดเสรีไฟฟ้า’ ขยาย DPA-TPA
  • รับฟังความเห็นทั่วประเทศ ก่อนคลอดแผนภายใน 1- 2 เดือน
  • ผ่า 4 ฉากทัศน์ PDP ใหม่ เขย่าพลังงานสะอาด
  • รับมือพลังงานหมุนเวียนผันผวน ป้องกันวิกฤตไฟดับ
  • สแกนกลุ่ม Data Center
  • ยืดอายุโรงไฟฟ้าพื้นที่ EEC

วันที่ 8 ก.ย. ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเปิดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 (PDP 2026) ว่า การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนนี้ เพื่อนำไปปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยหัวใจสำคัญของแผนฉบับนี้คือการตอบโจทย์ ‘พลังงานสะอาด’ และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็น Low Carbon และไม่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในห่วงโซ่การผลิต

ย้ำคัดกรองกลุ่ม Data Center

ประเสริฐ กล่าวอีกว่า หนึ่งในความท้าทายใหม่คือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากกลุ่ม Data Center และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมียอดแจ้งความประสงค์ขอใช้ไฟฟ้าเข้ามาสูงถึง 22,000-30,000 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐอาจต้องมีกระบวนการคัดกรอง Data Center ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศจริงๆ เช่น กลุ่ม AI Industry Foundation

ในด้านกำลังการผลิต ในระยะสั้นประเทศไทยมีระดับสำรองไฟฟ้า (Reserve Margin) ที่เพียงพอประมาณ 25% แต่สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคือ ระบบส่งและสายจำหน่ายเพื่อรองรับการขยายตัวที่รวดเร็ว

โดยคาดว่าอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 3-7 แสนล้านบาทในการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Smart Grid) และการติดตั้งอุปกรณ์รักษาสถียรภาพความถี่ (Synchronous Condenser) ซึ่งจะใช้เงินลงทุนจากการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง

ภาพโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าและแหล่งพลังงานสะอาด 1

เดินหน้า SMR 9,000 เมกะวัตต์ ‘กฟผ.’ นำร่อง

เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานที่สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง แผน PDP 2026 จึงได้บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR – Small Modular Reactor) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกหลัก

โดยตามแผนคาดการณ์ว่าจะมีกำลังผลิตรวมสูงสุดถึง 9,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2050

“SMR คือคำตอบของพลังงานสะอาดที่เป็น Base Load มีความเสถียรและปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ตัวโรงไฟฟ้ามีขนาดเล็กและมีเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบ Passive ที่สามารถคูลดาวน์ตัวเองได้” ประเสริฐ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการแรกขนาด 300 เมกะวัตต์ จะมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ริเริ่มนำร่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและการกำกับดูแลภายใต้หลักเกณฑ์ของ IAEA ก่อนที่จะพิจารณาเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในอนาคต

ค่าไฟ 3.88 บาท บวกค่าพรีเมียมกลุ่มใช้ไฟสะอาด

สำหรับทิศทางราคาค่าไฟฟ้าภายใต้สมมติฐานปัจจุบัน รวมถึงสัดส่วนเชื้อเพลิงผสมผสาน (Fuel Mix) ตั้งเป้าจะควบคุมค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนให้ไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดคุณภาพสูง (Premium Clean Energy) เช่น Data Center อาจต้องยอมรับโครงสร้างราคาที่สะท้อน ต้นทุนการผลิตที่แท้จริงซึ่งอาจสูงกว่าภาคประชาชนทั่วไป

ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นหลัก โดยมีโจทย์ใหม่ที่สำคัญคือการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก (Tech Company) ที่ต้องการเข้ามาจัดตั้ง Data Center และอุตสาหกรรม AI ในประเทศไทย

ธุรกิจเหล่านี้มีความต้องการใช้พลังงานมหาศาล และที่สำคัญต้องเป็นพลังงานสะอาดที่มีความเสถียรและความมั่นคงสูงเพื่อตอบโจทย์เงื่อนไขทางการค้าและการลงทุนระดับสากล

“แผน PDP 2026 นี้ต้องตอบโจทย์เรื่องการลดการ ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 เพราะหากเราทำไม่ได้ การค้าการลงทุนจากต่างประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ประเสริฐ กล่าว

ทั้งนี้ แผน PDP 2026 จะมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับเปลี่ยนทุก 2-3 ปีตามสถานการณ์เทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป หากเทคโนโลยี SMR เกิดความล่าช้า

ภาครัฐก็มีแผนสำรองโดยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนบวกระบบกักเก็บพลังงาน (Solar + BESS) หรือการใช้ก๊าซธรรมชาติร่วมกับเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (Gas + CCS) เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีพลังงานที่มั่นคง สะอาด ราคาเหมาะสมอย่างยั่งยืน

รุก ‘เปิดเสรีไฟฟ้า’ ขยาย DPA-TPA

หนึ่งในประเด็นสำคัญของร่างแผน PDP ฉบับใหม่ คือนโยบายการเปิดเสรีภาคไฟฟ้า โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ให้แนวทางในการขยายสัดส่วนการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) จากเดิม 2,000 เมกะวัตต์ ให้ครอบคลุมไม่เพียงแต่ Data Center เท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างให้ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดสามารถเข้าถึงได้

นอกจากนี้ จะมีการส่งเสริมเรื่อง Third Party Access (TPA) เพื่อเปิดให้มีการใช้โครงข่ายไฟฟ้าของรัฐในการส่งจ่ายไฟฟ้า และส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือนอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงพลังงานย้ำว่าโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) จะต้องมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้เฉพาะช่วงกลางวัน

จากการติดตามข้อมูลการใช้ไฟฟ้า พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยเกิดช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ในเวลาประมาณ 21.00 – 22.00 น. เนื่องจากในช่วงกลางวันมีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ใช้เองเป็นจำนวนมาก

แผน PDP ฉบับใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับความเสถียรของ ระบบไฟฟ้าให้สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน ภายใต้หลักการเปิดแล้วติดทันที

รับฟังความเห็นทั่วประเทศ ก่อนคลอดแผนภายใน 1- 2 เดือน

แผน PDP 2026 เป็นแผนของคนไทยทุกคน จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และภาคประชาชน ร่วมให้ข้อเสนอแนะอย่างเต็มที่ในช่วงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จะดำเนินไปหลังจากนี้อีก 1 สัปดาห์ เพื่อให้ได้แผนที่สมบูรณ์ที่สุดก่อนเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป คาดจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้

ผ่า 4 ฉากทัศน์ PDP ใหม่ เขย่าพลังงานสะอาด

ด้านวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนต่อร่างแผน PDP 2026 เพื่อพิจารณาเลือกฉากทัศน์ (Scenario) ที่เหมาะสมที่สุด

โดยเบื้องต้นคณะอนุกรรมการและ สนพ. มีแนวโน้มเห็นชอบ ‘กรณีที่ 4’ (Scenario 4) ซึ่งเป็นรูปแบบทางสายกลางแบบไฮบริด

เนื่องจากมีความสมดุลทั้งในด้านต้นทุนค่าไฟฟ้า ความมั่นคงของระบบ และการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศ

โดยแผน PDP ใหม่มีการรันโมเดลเปรียบเทียบทั้งหมด 4 ฉากทัศน์ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคพลังงานของประเทศลงเหลือ 19 ล้านตัน จากระดับปกติที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 121 ล้านตัน ดังนี้

กรณีที่ 1 (BAU) ดำเนินการตามมาตรการปกติ ขยายสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 65% และฟอสซิล 35% ส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนลดลงเหลือ 66 ล้านตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในภาพรวมที่กำหนดให้ภาคพลังงานต้องลดการปล่อยคาร์บอนลงเหลือเพียง 19 ล้านตัน

กรณีที่ 2 ต่อยอดจากกรณีแรกโดยเพิ่มการลงทุนเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) 100% สัดส่วนเชื้อเพลิงคงเดิมที่ 65:35 แต่มีต้นทุนค่า CCS เพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง

กรณีที่ 3 มุ่งเน้นพลังงานหมุนเวียน (RE) สุดโต่งถึง 89% โดยไม่ใช้เทคโนโลยี CCS เลย ซึ่งจะต้องพึ่งพาโซลาร์และลมเป็นหลัก ส่งผลให้ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติลดลงเหลือเพียง 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งจะกระทบต่อโครงสร้างท่อส่งก๊าซและสถานีรับจ่ายก๊าซ (LNG Terminal) ที่จัดเตรียมไว้

กรณีที่ 4 (ไฮบริด) ผสมผสานระหว่างกรณีที่ 2 และ 3 โดยขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขึ้นเป็นประมาณ 73% ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี CCS มาใช้บางส่วน ฉากทัศน์นี้จะช่วยรักษาระดับการใช้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้อยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณก๊าซในอ่าวที่มีอยู่ ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG มากเกินไป

“ส่วนใหญ่เห็นชอบกรณี 4 เพราะอยู่ตรงกลาง ได้ทดลองใช้เทคโนโลยี CCS ตามกรอบแผนระยะยาวเพื่อลดโลกร้อนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยังเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) ขึ้นอย่างเหมาะสม” วัฒนพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนทั้ง 4 ฉากทัศน์จะอยู่ที่ประมาณ 3.88 บาทต่อหน่วย แต่อาจมีการปรับทบทวนตามนโยบายและปัจจัยแวดล้อม ซึ่งในช่วงปลายแผนอาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 4.50-4.60 บาทต่อหน่วย

รับมือพลังงานหมุนเวียนผันผวน ป้องกันวิกฤตไฟดับ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) ในระดับสูง คือความผันผวนของระบบ ซึ่ง สนพ. ได้ถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาในต่างประเทศ เช่น สเปน ที่มีสัดส่วน RE สูงจนเกิดความกังวลด้านเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว แผน PDP ใหม่จึงต้องบรรจุนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS)

นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะต้องลงทุนในอุปกรณ์ปรับปรุงคุณภาพกำลังไฟฟ้า เช่น Synchronous Condenser และ Statcom เพื่อรักษาความถี่และแรงดันไฟฟ้าไม่ให้ผันผวนรุนแรงเมื่อพลังงานหมุนเวียนวูบวาบ พร้อมทั้งผลักดันระบบ Demand Response (DR) หรือการตอบสนองด้านโหลดอัจฉริยะ ร่วมกับระบบโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant: VPP) จากแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมกว่า 14,000 เมกะวัตต์ เพื่อบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ภาพโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าและแหล่งพลังงานสะอาด 2

สแกนกลุ่ม Data Center

อีกหนึ่งปัจจัยเร่งสำคัญคือความต้องการใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center ซึ่ง สนพ. ได้ประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์ (ตั้งแต่ 6,000 เมกะวัตต์, 8,800 เมกะวัตต์ ไปจนถึงเกือบ 20,000 เมกะวัตต์) แต่เลือกใช้ตัวเลขคาดการณ์ระดับกลางที่ 8,800 เมกะวัตต์ มาใช้ในการรันแผน PDP โดยปริมาณไฟฟ้านี้เป็นการซื้อไฟฟ้าจากระบบหลัก

ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกใช้วิธีผลิตไฟฟ้าเอง ติดตั้งแบตเตอรี่เอง หรือทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ซึ่งนโยบายปัจจุบันของรัฐมนตรียังไม่อนุมัติให้ซื้อขายกันโดยตรงนอกระบบสายส่งหลักเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม

ยืดอายุโรงไฟฟ้าพื้นที่ EEC

ด้านการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงในช่วงเปลี่ยนผ่าน แผน PDP ระบุถึงมาตรการขยายอายุการใช้งานโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินบางแห่งในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ออกไปเป็นการชั่วคราว ทั่วไปจะขยายราว 5-6 ปีเนื่องจากโรงไฟฟ้าใหม่ก่อสร้างไม่ทันกำหนด

ขณะเดียวกันพื้นที่ภาคใต้ที่มีอัตราการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยว จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อค้ำระบบ ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 2 โรง กำลังผลิตรวมประมาณ 1,400 เมกะวัตต์ เฉลี่ยโรงละ 700 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ กฟผ. และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เร่งจัดตั้งศูนย์พยากรณ์พลังงานหมุนเวียน (RE Forecast)

เพื่อคาดการณ์การผลิตไฟฟ้าล่วงหน้าเป็นรายวัน (Day-ahead) และรายชั่วโมง เพื่อเตรียมโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติให้พร้อมเดินเครื่องทดแทนได้ทันทีในระดับวินาที รวมถึงการปรับปรุงสายจำหน่ายรองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามบ้านเรือนเพื่อป้องกันปัญหาหม้อแปลงระเบิดหรือไฟดับท้ายซอย

ภาพ: Joop Hoek/ Shutterstock

Update: 2026-09-08
Tags: