ทำไม เลขาธิการ NATO ถึงเตือนเรื่อง วิกฤตความมั่นคงที่ ‘อันตรายและซับซ้อนที่สุด’ ในรอบหนึ่งชั่วอายุคน
เมื่อวานนี้ (16 กันยายน) มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO เตือนถึงสภาวะความมั่นคงทั่วโลก ที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงและความซับซ้อนสูงสุดในรอบหนึ่งชั่วอายุคน โดยเน้นย้ำให้ สหราชอาณาจักรและยุโรป เร่งเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม เพื่อเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
- ทำไมเลขาธิการ NATO ต้องออกมาเตือนเรื่องนี้
- การเผชิญกับภัยคุกคามรอบด้านที่รุนแรงขึ้น
- ความน่าเชื่อถือของการป้องปราม (Collective Defense Credibility)
- จุดเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ และการปิดช่องว่างของยุโรป
หากชาติสมาชิกไม่ลงทุนเพิ่มในด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ การป้องกันร่วมกัน (Collective Defense) ของ NATO จะขาดความน่าเชื่อถือ และจะไม่สามารถปกป้องวิถีชีวิตของชาติตะวันตกไว้ได้
เลขาธิการ NATO ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในการเพิ่มบทบาทและกำลังทหารของยุโรป โดยระบุว่า NATO ต้องการ ‘More UK and More Europe’ เพื่อจัดหากำลังทหารหลัก (Hard Power) และเป็นการปรับสมดุลความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก (Transatlantic Rebalancing) ตามแนวคิด NATO 3.0 ซึ่งเป็นหลักการปฏิรูปโครงสร้างความรับผิดชอบของพันธมิตร NATO ในยุคใหม่ ที่พยายามจะยุติพฤติกรรมพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว โดยยังคงผลประโยชน์ด้านความมั่นคงที่เชื่อมโยงถึงสหรัฐฯ ไว้ แต่ก็พร้อมสร้างกองกำลังของตนเอง
ในปี 2025 พันธมิตรในยุโรปและแคนาดาได้เพิ่มงบประมาณกลาโหมขึ้นเกือบ 20% โดยเป้าหมายการใช้จ่ายตามข้อเรียกร้องของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถูกกำหนดไว้ที่ 3.5% ของ GDP ภายในปี 2035 นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรยังคงเดินหน้าอัปเกรดระบบป้องกันนิวเคลียร์ Trident ขณะที่แคนาดาได้ยื่นสมัครเข้าร่วมกลุ่มกองกำลังตอบสนองเร็ว Joint Expeditionary Force (JEF) ที่นำโดยสหราชอาณาจักร เพื่อกระชับความร่วมมือทางทหารกับยุโรป
กลุ่มพันธมิตร JEF นี้เป็นการรวมตัวของชาติสมาชิก NATO ในแอตแลนติกเหนือ 10 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ ลัตเวีย ลิทัวเนีย เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และสหราชอาณาจักร เพื่อเป็นพันธมิตรทางทหารในการตอบสนองอย่างรวดเร็ว
ทำไมเลขาธิการ NATO ต้องออกมาเตือนเรื่องนี้
เลขาธิการ NATO ประเมินว่า สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตจนต้องออกมาเรียกร้องให้พันธมิตรเร่งดำเนินการ ด้วยเหตุผลสำคัญอย่างน้อย 3 เรื่อง นั่นคือ
การเผชิญกับภัยคุกคามรอบด้านที่รุนแรงขึ้น
ขณะนี้เกิดสงครามขึ้นทั้งในยุโรปจากการที่รัสเซียรุกรานยูเครน และสงครามในตะวันออกกลาง ประกอบกับรุตเตอมองว่า รัสเซียดำเนินแคมเปญยั่วยุและก่อวินาศกรรมทั่วยุโรปอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการเพิ่มขึ้นของภัยก่อการร้าย บทบาทของอิหร่าน และความไม่แน่นอนจากการแข่งขันเชิงโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์โลก
ความน่าเชื่อถือของการป้องปราม (Collective Defense Credibility)
รุตเตอมองว่า หากชาติสมาชิก NATO ไม่ยอมจัดหางบประมาณและสร้างกำลังทหารที่จับต้องได้ พันธมิตรจะขาดขีดความสามารถทางทหารหลัก ทำให้ศักยภาพในการป้องปรามศัตรูหมดความน่าเชื่อถือทันที
จุดเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ และการปิดช่องว่างของยุโรป
ในอดีต ชาติตะวันตกในยุโรปตั้งอยู่บน ‘สมมติฐานแบบง่ายๆ’ (Casual Assumption) ว่า สหรัฐฯ จะเป็นผู้แบกรับภาระทางทหารและงบประมาณส่วนใหญ่เสมอ เมื่อสหรัฐฯ ปรับท่าที โดยเรียกร้องให้ยุโรปนำในการป้องกันทวีปตนเอง ยุโรปและสหราชอาณาจักรจึงไม่อาจพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป และต้องเร่งเพิ่มงบประมาณ เพื่อแบกรับความรับผิดชอบนี้ด้วยตนเอง
ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงที่ซับซ้อนและเสี่ยงสูงสุดในรอบหนึ่งชั่วอายุคน ทั้งจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามในตะวันออกกลาง ตลอดจนแคมเปญการก่อวินาศกรรมและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ความสำเร็จของการปฏิรูปครั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า ชาติสมาชิกจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเพิ่มงบประมาณกลาโหม เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือในการป้องปรามร่วมกันได้จริงหรือไม่
บทสรุปสุดท้ายจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขงบประมาณ แต่เป็นคำถามสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ว่า ยุโรปจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักด้านความมั่นคงที่พึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง โดยยังคงผูกประสานความสัมพันธ์และผลประโยชน์ร่วมกับสหรัฐฯ ไว้ได้อย่างสมดุลหรือไม่ ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ที่กำลังถูกท้าทายอย่างหนักหน่วงในปัจจุบัน
แฟ้มภาพ: Geert Vanden Wijngaert / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.theguardian.com/world/2026/sep/16/nato-leader-warns-of-most-dangerous-and-complex-security-environment-in-a-generation
- https://aa.com.tr/en/europe/nato-chief-warns-of-most-dangerous-and-complex-security-environment-in-a-generation/4059465