Music, Fashion, Film อัลบั้มพังก์ร็อก ที่พรางตัวอยู่ในดนตรีป๊อป ของ Charli XCX - มติชนสุดสัปดาห์

บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์
Music, Fashion, Film
อัลบั้มพังก์ร็อก
ที่พรางตัวอยู่ในดนตรีป๊อป
ของ Charli XCX
Brat สตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 6 ของศิลปินสาวชาวอังกฤษ Charli XCX (ชื่อนามสกุลจริงของเธอคือ ชาร์ลอตต์ เอ็มมา เอตชิสัน) ได้สร้างกระแสความไฮบ์ให้กับวัฒนธรรมป๊อปไปทั่วโลกด้วยดนตรีแนวซินธ์ป๊อปและไฮเปอร์ป๊อปที่นำดนตรีอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เป็นรากฐานสำคัญในการสาดดนตรีร็อก, ป๊อปและฮิปฮอปแบบโอเวอร์โหลดให้ทะยานไปสู่จุดที่สูงที่สุดเท่าที่ศักยภาพของดนตรีแต่ละแนวจะไปถึงได้
โดยความสำเร็จที่งานเพลงชุดนี้ได้รับไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการดนตรีเท่านั้น เพราะ Brat ได้สร้างวัฒนธรรมย่อยใหม่ๆ ให้กับวัยรุ่นเจนซีอีกด้วย
หน้าปกอัลบั้ม Brat ที่ใช้สีเขียวในเฉด Lime Green เป็นโทนสีหลักของธีมทำให้สีเขียวเฉดนี้กลายเป็นสีแห่งแฟชั่นทั้งในวงการสตรีตแวร์ไปจนถึงบนรันเวย์แบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ตลอดทั้งปี 2024
โดยความเรียบง่ายและความไม่สมบูรณ์แบบของหน้าปกอัลบั้มก่อให้เกิดการตีความของวัยรุ่นหญิงยุคใหม่ว่าไม่ใช่เรื่องผิดที่จะยอมรับข้อด้อยของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอกหรือบาดแผลภายใน
Brat เป็นอัลบั้มที่เปลี่ยนทัศนคติและแนวคิดของวัยรุ่นเจนซีได้ในแบบที่แทบจะไม่เคยมีงานเพลงป๊อปชุดไหนตั้งแต่เริ่มยุคมิลเลนเนียมเป็นต้นมาทำได้มาก่อน
เทรนด์แฟชั่นที่โอบกอดอัตลักษณ์ของวัยรุ่นยุคใหม่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย
จนถึงขั้นที่นักวิจารณ์เมืองนอกบอกว่าถ้าหากพ่อแม่ผู้ปกครองอยากเข้าใจไลฟ์สไตล์ของลูกๆ เจนซี แค่ค้นแฮชแท็กคำว่า Brat ใน TikTok ก็ถือเป็นประตูบานแรกที่ทำให้พอจะมองเห็นโลกของพวกเขาแล้ว

หลังจากที่อัลบั้ม Brat ได้ปักเสาเข็มต้นใหม่ให้กับวัฒนธรรมป๊อปร่วมสมัยไปได้เพียง 2 ปี ล่าสุด Charli XCX ก็กลับมาอีกครั้งกับงานเพลงชุดใหม่ที่มีชื่อว่า Music, Fashion, Film
ใครก็ตามที่เป็นนักฟังเพลง, แฟชั่นนิสตาหรือว่าซีเนไฟล์ จะต้องตื่นเต้นจนถึงขั้นตาลุกวาวที่ได้เห็นทั้ง จอห์น เคล (ศิลปินหัวก้าวหน้าสมาชิกวง The Velvet Underground), มาร์ก เจค็อบส์ (แฟชั่นดีไซเนอร์) และมาร์ติน สกอร์เซซี (ผู้กำกับภาพยนตร์) ที่ต่างก็เป็นศิลปินระดับปรมาจารย์ของศาสตร์แต่ละสาขามาปรากฏตัวอยู่ด้วยกันบนหน้าปกอัลบั้มชุดนี้อย่างแน่นอน
Chali XCX ต้องการให้แฟนเพลงใช้แว่นตาคู่ใหม่ในการมองเธอให้ทะลุเข้าถึงจิตวิญญาณของความเป็นศิลปินจริงๆ ไม่ใช่มองเธอเป็นเพียงแค่ป๊อปสตาร์เท่านั้น เพราะเธอหลงใหลในศาสตร์ของงานศิลปะหลากหลายแขนงอย่างลึกซึ้ง
ซึ่งก็คงไม่มีสิ่งใดที่เหมาะเกินไปกว่าที่จะให้ศิลปินที่ถือเป็น The Master ของทั้ง 3 ศาสตร์มาถ่ายรูปร่วมกันบนหน้าปกอัลบั้มชุดใหม่อีกแล้ว

Camera ซิงเกิ้ลที่ 4 จากอัลบั้มชุดล่าสุดเป็นเหมือนภาคต่อของเพลง Rewind จากอัลบั้ม Brat
ทั้ง 2 เพลงต่างก็พูดถึงสภาวะหนีเสือปะจระเข้ในการเป็นคนดังที่ถูกสังคมจับจ้องอยู่ตลอดเวลาและจำต้องแลกความเป็นตัวของตัวเองกับชื่อเสียงและความสำเร็จ
แต่ Camera เป็นเพลงที่ Charli XCX มีความมั่นอกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
เธอกล้าที่จะก้าวข้ามภาพลักษณ์ที่สังคมอยากให้คนดังเป็นเพื่อที่จะโอบกอดแง่มุมที่ไม่ได้งดงามอะไรของตัวเองอย่างแนบชิดมากกว่าเดิมโดยที่ไม่ต้องอายใคร
ไอเดียในการทำอัลบั้มชุดใหม่ชุดนี้มาจากมุมมองส่วนตัวที่ Charli XCX มีต่อวงการดนตรีเต้นรำในตอนนี้ว่า “แดนฟลอร์ได้หมดลมหายใจลงแล้ว ถ้าอย่างนั้นเรามาทำอัลบั้มเพลงร็อกกันดีกว่า”
คำกล่าวนี้ของ Chali XCX ทำให้ มาดอนน่า ที่ Confessions II อัลบั้มชุดใหม่ล่าสุดที่เธอทำขึ้นเพื่อสรรเสริญดนตรีแดนซ์ยุค 80s และ 90s โดยเฉพาะไม่ปลื้มจนถึงขั้นต้องโพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดียว่า “If your dance floor feels dead, maybe you’re playing the wrong music.”
แต่ดูเหมือนว่าราชินีเพลงป๊อปจะเข้าใจความหมายที่ป๊อปสตาร์รุ่นน้องกำลังสื่อออกมาผิดไปเยอะเลยทีเดียว
Rock Music ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มถึงแม้ว่าชื่อของเพลงจะบอกว่านี่คือเพลงร็อก แต่มองลงไปยังโครงสร้างของเพลงก็จะพบว่า Chali XCX นำคอนเซ็ปต์ของดนตรีร็อกมาใช้เพื่อรับใช้ดนตรีป๊อปเท่านั้น
พูดให้แคบลงก็คือถึงแม้เพลงนี้จะเต็มไปด้วยเสียงดิสทรอชั่นอันแตกพร่าจากกีตาร์ที่เป็นสัญลักษณ์ของร็อกมิวสิก แต่นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่ห้อมล้อมเพลงเอาไว้เท่านั้น
เพราะสิ่งที่โอบอุ้มจิตวิญญาณของเพลงนี้เอาไว้จริงๆ คือดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ต่างหาก
Music, Fashion, Film เป็นอัลบั้มป๊อปแดนซ์ยุคใหม่ที่ตัดรายละเอียดที่รกรุงรังออกไปจนหมดเพื่อให้เหลือสิ่งที่จำเป็นสำหรับงานเพลงจริงๆ เท่านั้น
หมายความว่าในเพลงเพลงหนึ่งอย่างเช่น SS26 ซิงเกิ้ลที่ 2 ของอัลบั้มมีการใช้ริฟฟ์กีตาร์จากเอฟเฟ็กต์เสียงแตกตัวเดียวและเล่นเพียงไม่กี่คอร์ด บีตสังเคราะห์ก็เล่นเพื่อเป็นการให้จังหวะเท่านั้น เช่นเดียวกับเบสไลน์โดยที่ไม่มีการใช้ซินธิไซเซอร์เพื่อปรุงแต่งอารมณ์เพลงใดๆ เลย
โครงสร้างดนตรีในอัลบั้มชุดนี้ค่อนข้างเรียบง่ายวิ่งวนเป็นแพตเทิร์นที่ซ้ำไปซ้ำมา
แต่สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในแพตเทิร์นนี้กลับสะท้อนให้เห็นถึงแง่มุมบางอย่างที่น่าสนใจ
หากมองตามเนื้อผ้า Music, Fashion, Film เป็นงานเพลงแดนซ์ร่วมสมัยที่ถูกอธิบายด้วยดนตรีร็อก
แต่ดนตรีร็อกก็ยังมีตระกูลย่อยของมันอยู่ นั่นก็คือพังก์ร็อกที่เล่นกันง่ายๆ ด้วยคอร์ดกีตาร์ไม่กี่คอร์ด, เปิดวอลลุ่มแอมป์ให้ดังที่สุดแล้วแผดเสียงร้องให้ดังสนั่น
Charli XCX นำหัวใจของพังก์ร็อกดังกล่าวมาตีความใหม่ให้ออกมาเป็นดนตรีป๊อป/แดนซ์ ที่ถึงแม้ว่ามีกีตาร์เป็นพระเอกแต่ก็สามารถเปิดให้ขาแดนซ์เต้นกันในคลับจนแดนซ์ฟลอร์สะเทือนได้เหมือนกัน
ในช่วงปลายยุค 90s จนถึงช่วงต้นยุคมิลเลนเนียม อิเล็กโทรแคลช แนวเพลงที่เป็นตระกูลย่อยของดนตรีเต้นรำถือเป็นแนวเพลงที่มาแรงในซีนเต้นรำอันเดอร์กราวนด์
อิเล็กโทรแคลชนำความดิบของดนตรีพังก์มาผสมผสาน (Clash) กับซาวด์นิวเวฟ, ซินธ์ป๊อปยุค 80s ดนตรีเฮาส์เทคโนยุค 90s แพตเทิร์นเพลงเน้นลูปสั้นๆว นไปมาแบบเพลงพังก์
อุปกรณ์ดนตรีที่ใช้เป็นของวินเทจราคาไม่แพงและใช้เท่าที่จำเป็นเพื่อรีดศักยภาพของเครื่องดนตรีทุกชิ้นออกมาอย่างคุ้มค่าที่สุด (DIY)
ส่งผลให้อิเล็กโทรแคลชเป็นแนวเพลงที่ในช่วงหนึ่งมีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมเรฟ
และ Charli XCX ก็นำลมหายใจของดนตรีแนวนี้มาเป็นรากฐานของอัลบั้มชุดใหม่ด้วย
Music, Fashion, Film เป็นงานเพลงที่เผยให้เห็นถึงด้านมืดของมนุษย์ เช่นเดียวกับพังก์ร็อกที่นำสัญชาตญาณดิบมาเป็นตัวแปรในการดึงตัวตนที่แท้จริงของศิลปินออกมา แต่เธอก็ยังคงหลงใหลในดนตรีเต้นรำ
ในอดีตเธอพยายามรักษาภาพลักษณ์เอาไว้ผ่านเพลงป๊อป แต่การปล่อยให้ตัวตนจริงๆ หรืออีกนัยหนึ่ง ดนตรีพังก์ร็อกถูกฝังเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดก็เป็นความทรมาน
อัลบั้มชุดนี้จึงเป็นการแสดงอัตลักษณ์ทั้ง 2 ด้านของเธอออกมาพร้อมๆ กัน
“แค่เป็นคนดีมันยังไม่พอหรอก เพราะคุณต้องดีให้ถูกจริต ต้องดีในแบบเฉพาะเจาะจงตามที่สังคมต้องการด้วย เพราะถ้าหากคุณยังทำไม่ได้ คุณจะกลายเป็นคนเลวที่ถูกคนภายนอกมองว่าไอ้คนแบบนี้จะต้องมีเจตนาร้ายซ่อนเร้นอยู่แน่ๆ และเพลงนี้ก็คือการพูดถึงสิ่งที่ฉันประสบพอเจอมา” Charli XCX พูดถึงสิ่งที่เธอเปิดเปลือยความรู้สึกออกมาผ่านเพลง SS26
รวมถึงการตีความความดีและความเลวในสังคมยุคใหม่ที่แทบจะไม่มีตรงกลาง เพราะมีเพียงแต่สีขาวกับสีดำ ซ้ายสุดหรือขวาสุดเท่านั้นที่จะเป็นไม้บรรทัดตัดสินคุณค่าความเป็นคนได้ ซึ่งอัลบั้มชุดนี้ก็เป็นเหมือนการตั้งคำถามต่อความจริงที่บิดเบือนเหล่านั้น
ถ้าหัวใจของวัฒนธรรมพังก์คือ “กูไม่ยอมรับกฎระเบียบหรือความดีในแบบที่พวกมึงสร้างขึ้นมา”
Music, Fashion, Film คืออัลบั้มที่มีทัศนคติในแบบพังก์ร็อกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย