classicliterature.it.com

Monas-อาเจะห์-ทองคำ: ความทรงจำเกี่ยวกับการสร้างชาติอินโดนีเซีย

หากใครเคยไปเยือนจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย น่าจะต้องเคยเห็นอนุสาวรีย์รูปทรงสี่เหลี่ยมสูงด้านบนเป็นยอดเปลวไฟตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม แลคล้ายศิวลึงค์ประดิษฐานอยู่บนฐานโยนี นั่นคืออนุสาวรีย์แห่งชาติ (Monumen Nasional) หรือที่ชาวอินโดนีเซียเรียกกันโดยย่อว่า Monas มีความสูง 117.8 เมตร และมีฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 17 เมตร ซึ่งตรงกับวันประกาศเอกราชของอินโดนีเซีย

เปลวไฟหรือคบเพลิงบนยอด Monas สูง 14 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 6 เมตร และประกอบด้วยส่วนต่างๆ ที่เชื่อมต่อกัน 77 ส่วน ทั้งนี้ Monas ตั้งอยู่ตรงกลางจัตุรัสเอกราช ใจกลางเมืองจาการ์ตา ซึ่งเคยเป็นสถานที่ที่ซูการ์โนและฮัตตา (Hatta) จัดประชุมใหญ่เพื่อปลุกระดมพลังประชาชนขับไล่เจ้าอาณานิคม ปัจจุบันเป็นสถานที่สำคัญสำหรับการประกอบรัฐพิธีต่างๆ ทั้งยังเป็นศูนย์รวมและสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และเอกราชของอินโดนีเซีย

ภายใน Monas ยังประกอบไปด้วยพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าความเป็นมาก่อนและหลังเป็นเอกราชของอินโดนีเซีย มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชม Monas เป็นจำนวนมากทุกวัน ด้านบนของ Monas ตรงฐานยอดเปลวไฟมีพื้นที่ 11 ตารางกิโลเมตร จากตรงนั้นมองเห็นวิวจาการ์ตาได้รอบทิศ ผู้เยี่ยมชมสามารถขึ้นไปชมได้โดยใช้ลิฟต์หรือบันได หากไปจาการ์ตาแล้วไม่ได้เห็น Monas เรียกได้ว่ายังไปไม่ถึงจาการ์ตา 


Monas เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยซูการ์โนในช่วงทศวรรษ 1960 นอกจากสนามกีฬาเกาโลรา บุง การ์โน (Gelora Bung Karno) อนุสาวรีย์ยินดีต้อนรับ (Tugu Selamat Datang) และโรงแรมอินโดนีเซีย (Hotel Indonesia) ซูการ์โนต้องการสร้าง Monas เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของชาติอินโดนีเซีย เพื่อรำลึกและธำรงรักษาการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวอินโดนีเซีย และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณชาวอินโดนีเซียที่ลุกโชนไม่มีวันดับ

แนวคิดของซูการ์โนนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะในช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจของอินโดนีเซียอยู่ในสภาวะวิกฤต หนี้สินของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น การส่งออกซบเซา และอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ซูการ์โนยังคงเดินหน้าโครงนี้ต่อไป

การก่อสร้าง Monas เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการวันที่ 17 สิงหาคม 1961 ในวาระครบรอบ 16 ปีของการประกาศเอกราช กระบวนการก่อสร้างใช้เวลา 14 ปี หยุดชะงักในช่วงวิกฤตทางการเมืองปี 1965-1966 แต่ก็ดำเนินก่อสร้างจนสำเร็จ และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 1975 โดยประธานาธิบดีซูฮาร์โต กล่าวโดยสรุปได้ว่าการสร้าง Monas แบ่งได้เป็น สามช่วง ช่วงแรกคือช่วงปี 1961-1965 เป็นโครงการระดับชาติภายใต้รัฐบาลซูการ์โน ช่วงที่สองคือช่วงปี 1965-1966 อันเป็นช่วงเกิดวิกฤตการเมือง และช่วงที่สามคือช่วงปี 1966-1972 Monas ภายใต้ยุครัฐบาลระเบียบใหม่ของซูฮาร์โต 

ค่าใช้จ่ายในการสร้าง Monas ทั้งสิ้นราว 358,328,107.57 รูเปียห์ เปลวไฟหรือคบเพลิงด้านบนเป็นสัญลักษณ์ของชาติอินโดนีเซียที่มีพลวัต ความกระตือรือร้น และการเสียสละทุ่มเทเพื่อเป็นเอกราชของชาวอินโดนีเซีย ยอดเปลวไฟทำจากสำริดหนัก 14.5 ตัน หุ้มด้วยทองคำบริสุทธิ์หนัก 35 กิโลกรัม (บางแหล่งข้อมูลบอกว่า 32 กิโลกรัมบ้าง 38 กิโลกรัมบ้าง ส่วนน้ำหนักหลังการเคลือบและบูรณะในปี 1995 กลายเป็น 50 กิโลกรัม) ซึ่งมาจากการบริจาคโดยนักธุรกิจชาวอาเจะห์ถึง 28 กิโลกรัม เนื่องจากงบประมาณที่ใช้ก่อสร้าง Monas และมัสยิดอิสติกลัล (Istiqlal Mosque) (นอกจาก Monas แล้ว รัฐบาลซูการ์โนยังดำริให้สร้างมัสยิดแห่งชาติ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชาติที่เป็นเอกราชอีกด้วย โดยคำว่า ‘อิสติกลัล’ แปลว่าเอกราช)

รัฐบาลจึงใช้วิธีออกเป็นคำสั่งประธานาธิบดี ให้ธนาคารอินโดนีเซียดำเนินการหัก 1% จากเงินตราต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ใช้หรือแลกเปลี่ยนในประเทศ เพื่อเป็นเงินบริจาคในการสร้าง Monas และมัสยิดอิสติกลัล และยังได้เรี่ยไรจากนักธุรกิจภายในประเทศอีกด้วย เช่น รัฐบาลกำหนดให้เจ้าของโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศต้องบริจาคเงินสมทบเพื่อสร้าง Monas นอกจากนี้ หลายประเทศได้ให้ความช่วยเหลือในการสร้าง Monas ได้แก่ ญี่ปุ่น เยอรมนีตะวันตก อิตาลี และฝรั่งเศส 

วันที่ 11 มีนาคม 1966 ซูฮาร์โตได้รับมอบอำนาจในการบริหารประเทศจากซูการ์โนด้วยวิธีการบีบบังคับซูการ์โน หลังจากการทำรัฐประหารที่ล้มเหลวในเหตุการณ์ชื่อว่าขบวนการวันที่ 30 กันยายน 1965 หรือเกสตาปู (Gestapu) ปลายปี 1966 สหภาพครูอินโดนีเซียเมืองสุราบายาเสนอให้นำทองที่หุ้มยอด Monas ลงมาและเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อใช้ในกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า โดยให้เหตุผลถึงปัญหาเศรษฐกิจและภาระหนี้ต่างประเทศของอินโดนีเซียในช่วงเวลานั้น 

Monas ถูกริเริ่มด้วยสำนึกชาตินิยมในสมัยของซูการ์โน และกลายเป็นสิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความไม่สมเหตุสมผลของการบริหารด้านเศรษฐกิจและการเมืองของซูการ์โน อย่างไรก็ตาม Monas ก็ได้กลายเป็นเสาหลักของสัญลักษณ์แห่งชาติและเอกราชของอินโดนีเซียที่สำคัญและทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในปัจจุบัน 


ผู้บริจาคทองให้กับ Monas ติดคุกและถูกยึดทรัพย์สิน


นักธุรกิจชาวอาเจะห์ผู้บริจาคทองประมาณ 28 กิโลกรัมให้กับการก่อสร้าง Monas มีนามว่า เตอกู มาร์กัม (Teuku Markam) ผู้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางอาเจะห์ เขาเกิดเมื่อปี 1925 ที่เขตอาเจะห์ภาคเหนือ (Aceh Utara) ในตอนแรก เตอกู มาร์กัม รับราชการทหาร ก่อนจะตัดสินใจหันไปประกอบอาชีพนักธุรกิจ โดยได้ก่อตั้งบริษัทชื่อเปเตมาร์กัม (PT Markam) ธุรกิจของเขาเจริญรุ่งเรืองโดยเฉพาะโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคในอาเจะห์ สุมาตรา และชวา

เตอกู มาร์กัมมีความสัมพันธ์อันดีกับซูการ์โน ยิ่งทำให้เขามีความน่าเชื่อถือและส่งผลดีต่อธุรกิจของเขา ในทางกลับกัน เตอกู มาร์กัม ก็มีคุณูปการต่อการพัฒนาประเทศอินโดนีเซียในช่วงต้นหลังการเป็นเอกราช เขาเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนรายใหญ่สำหรับการประชุมนานาชาติเอเชีย-แอฟริกาที่บันดุงเมื่อปี 1955 จนเขาถูกขนามนามว่าเป็น ‘รัฐมนตรีเงา’ ของซูการ์โน 

ทว่าโชคชะตากลับพลิกผัน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในปี 1966 เตอกู มาร์กัม ถูกจับโดยการบัญชาการของซูฮาร์โต ด้วยข้อหาพัวพันกับพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย หรือ PKI และเป็นผู้สนับสนุนซูการ์โน เขาถูกคุมขังโดยปราศจากขั้นตอนการพิจารณาคดี นอกจากนี้ ทรัพย์สินของบริษัทของเขาถูกรัฐบาลยึดมาเป็นของรัฐ และกลายเป็นทุนของรัฐบาล

ต่อมาเตอกู มาร์กัมได้รับการปล่อยตัวในปี 1974 เขาตั้งบริษัทมาร์จายา (PT Marjaya) ขึ้น และรับโครงการจากธนาคารโลกสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคในอาเจะห์และชวาตะวันตก แต่ว่าโครงการที่ก่อสร้างโดยบริษัทของขาไม่เคยถูกรับรองหรือให้ความสำคัญโดยรัฐบาลยุคระเบียบใหม่เลย เตอกู มาร์กัม ไม่สบายจากหลายโรคและเสียชีวิตในปี 1985 


อาเจะห์มีชื่อเสียงเรื่องโลหะมีค่ามาแต่โบราณ


อาเจะห์เป็นที่รับรู้ของโลกภายนอกเรื่องการค้าทองมาตั้งแต่สมัยรัฐจารีต และไม่ได้มีเพียงแค่ทองเท่านั้นที่เป็นที่เลื่องลือ หากยังมีโลหะมีค่าอื่นๆ ด้วย เช่น นาก ดังที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนที่กล่าวถึงการทำดาบฟ้าฟื้นของขุนแผน ที่ว่า

“เอาเหล็กยอดพระเจดีย์มหาธาตุ    ยอดปราสาททวารามาประสม

เหล็กขนันผีพรายตายทั้งกลม    เหล็กตรึงโลงตรึงปั้นลมสลักเพชร

หอกสัมฤทธิกริชทองแดงพระแสงหัก    เหล็กปฏักสลักประตูตะปูเห็ด

พร้อมเหล็กเบญจพรรณกัลเม็ด    เหล็กบ้านพร้อมเสร็จทุกสิ่งแท้

เอาเหล็กไหลเหล็กหล่อบ่อพระแสง เหล็กกำแพงน้ำพี้ทั้งเหล็กแร่

ทองคำสัมฤทธิ์นากอะแจ เงินที่แท้ธาตุเหล็กทองแดงดง

เอามาสุมคุมควบเข้าเป็นแท่ง    เผาให้แดงตีแผ่แช่ยาผง

ไว้สามวันซัดเหล็กนั้นเล็กลง    ยังคงแต่พองามตามตำรา“


อะแจในที่นี้หมายถึงอาเจะห์ จะเห็นได้ว่าดาบฟ้าฟื้นของขุนแผนทำจากส่วนผสมของเหล็กหลายชนิด ซึ่งล้วนต้องเป็นของเลิศของดี ย่อมหมายถึงนากจากอาเจะห์เป็นที่ยอมรับว่าเป็นนากคุณภาพดีและได้รับการยอมรับ รัฐสุลต่านอาเจะห์ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 เป็นรัฐที่มั่งคั่งและมีทองคำเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะภายใต้รัชสมัยสุลต่านอาลาอุดดิน รียายัต ชะห์ (Alauddin Riayat Syah) อิสกันดาร์ มูดา (Iskandar Muda) และอิสกันดาร์ ธานี (Iskandar Thani) 

ที่จริงแล้วความมั่งคั่งของอาเจะห์มาจากหลายแหล่ง ทั้งการค้าเครื่องเทศ การควบคุมเส้นทางเดินเรือ การค้ากับอินเดียและตะวันออกกลาง การเก็บภาษี และความสัมพันธ์กับพื้นที่ตอนในของสุมาตรา มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ายุครัฐสุลต่านอาเจะห์มีเหรียญทอง

คำถามคือทองอาเจะห์มาจากไหน? อาเจะห์มีพื้นที่ตอนในของสุมาตราที่เชื่อมต่อกับภูเขาและแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของเหมืองทอง ทองมีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตของชาวอาเจะห์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทองคำเป็นองค์ประกอบสำคัญในพิธีแต่งงานของชาวอาเจะห์ คล้ายคลึงกับแนวคิดเรื่องการมอบสินสอดในหลักศาสนาอิสลาม นอกจากนี้เราจะพบทองปรากฏอยู่ในเครื่องประดับอาเจะห์ เครื่องแต่งกาย พิธีกรรมต่างๆ มรดกราชสำนัก พิพิธภัณฑ์ เหรียญโบราณ ตลอดจนเรื่องเล่าเกี่ยวกับความมั่งคั่งในยุคสมัยรัฐจารีต 


การเมืองเรื่องความทรงจำ


จากหลักฐานความมั่งคั่งของอาเจะห์ตั้งแต่อดีต ทำให้อาเจะห์ถูกเรียกและจดจำว่าเป็นดินแดนแห่งทุนที่ช่วยสาธารณรัฐอินโดนีเซียในช่วงทำสงครามต่อสู้เพื่อเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ ชาวอาเจะห์ระดมเงินและทองกว่า 20 กิโลกรัม (บางแหล่งข้อมูลอ้างว่า 50 กิโลกรัม) เพื่อจัดหาเครื่องบินมอบให้อินโดนีเซียสองลำ นับเป็นเครื่องบินลำแรกและลำที่สองของประเทศ และถูกตั้งชื่อว่าเซอลาวะห์ (Suelawah) ที่แปลว่าภูเขาทอง

ปัจจุบันเครื่องบินดังกล่าวถูกจัดแสดงที่ตามันมินิอินโดนีเซียอินดะห์ (Taman Mini Indonesia Indah) ที่จาการ์ตา เรื่องราวนี้สะท้อนว่าในช่วงเวลาที่อินโดนีเซียกำลังทำสงครามต่อสู้เพื่อเอกราช อาเจะห์ในตอนนั้นเห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นอกจากนี้ อาเจะห์เป็นดินแดนที่ต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมเนเธอร์แลนด์แบบเข้มข้นมาอย่างยาวนาน ดังจะเห็นได้จากมีวีรบุรุษและวีรสตรีแห่งชาติที่ได้รับการประกาศยกย่องอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลจำนวนมากเป็นชาวอาเจะห์

ในช่วงหลังยุคปฏิรูป (reformasi) เรื่องราวของ เตอกู มาร์กัม และทองบนยอด Monas ถูกนำกลับมาเล่าใหม่ในฐานะเรื่องราวเกี่ยวกับการที่อาเจะห์เคยทุ่มเททรัพยากรในการสร้างชาติอินโดนีเซียตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ภายหลังอาเจะห์กลับไม่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม มีการกล่าวอย่างเสียดสีว่าทำไมอาเจะห์ที่เคยบริจาคทองถึง 28 กิโลกรัมให้ Monas และซื้อเครื่องบินลำแรกให้อินโดนีเซีย กลับเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดจังหวัดหนึ่งของประเทศ ทั้งที่ทองจากอาเจะห์ยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนยอด Monas เรื่องต่างๆ เหล่านี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลจาการ์ตาในการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน 

อย่างไรก็ตาม มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและหลักฐานที่สามารถยืนยันว่า เตอกู มาร์กัม ได้มอบทองเพื่อสร้าง Monas จริงหรือไม่ ด้านหนึ่งมีหลักฐานจากเอกสารของทางการที่ระบุว่า เตอกู มาร์กัม ได้มอบทองให้กับรัฐบาลอินโดนีเซียเพื่อนำไปสร้าง Monas จริง รวมถึงธุรกิจของเขาก็มีอยู่จริง แต่ในอีกด้านหนึ่งมีสื่อที่รายงานว่าได้ไปสอบถามผู้รู้บางท่าน กลับให้ข้อมูลว่าเรื่องทองจากอาเจะห์เป็นเพียงเรื่องเล่าและความทรงจำ ไม่เคยมีหลักฐานหรือใบเสร็จรับเงินใดๆ ที่ยืนวันว่า เตอกู มาร์กัม ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ Monas และผู้ดูแล Monas ในช่วงทศวรรษ 2010 เผยว่าไม่ทราบประวัติที่แน่นอนและไม่มีข้อมูลว่าทองจากไหน

อาจจะเป็นไปได้ว่าเมื่อมีการเปลี่ยนระบอบทางการเมือง ยุคระเบียบใหม่ของซูฮาร์โตพยายามทำลายมรดกทางการเมืองของซูการ์โน ซึ่งรวมถึงเรื่องราวของ เตอกู มาร์กัม เช่นกัน และเช่นเดียวกันเมื่อยุคระเบียบใหม่ล่มสลายลง ก็มีความพยายามรื้อฟื้นความทรงจำสมัยซูการ์โนขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเมืองแบบทีใครทีมันที่ปรากฏอยู่ทั่วไป 


ข้อมูลประกอบการเขียน


ล้อม เพ็งแก้ว. “ดาบฟ้าฟื้น…นะจ๊ะ ไม่ใช่ “อีโต้”.” ศิลปวัฒนธรรม, 9 สิงหาคม 2566, https://www.silpa-mag.com/culture/article_90362 

Auroraamelia. “Tradisi Mayam Emas di Aceh: Jejak Sejarah dari Semudra Pasai.” Kompasiana, 9 December 2024, https://www.kompasiana.com/auroraamelia5089/6755e444c925c40b5318d502/tradisi-mayam-emas-di-aceh-jejak-sejarah-dari-samudra-pasai 

Darmawan, Aditya Priyatna. “Kisah Teuku Markam, Penyumbang 28 Kg Emas Monas, Berakhir Hidup di Penjara.” Kompas, 13 February 2026, https://www.kompas.com/tren/read/2026/02/13/110000665/kisah-teuku-markam-penyumbang-28-kg-emas-monas-berakhir-hidup-dipenjara 

Fakhriansyah, M. “Kisah Emas 50 Kg Rakyat Aceh untuk Soekarno.” CNBC Indonesia, 9 August 2024, https://www.cnbcindonesia.com/entrepreneur/20240723144915-25-556958/kisah-emas-50-kg-rakyat-aceh-untuk-soekarno 

Hasbullah. Teuku Markam: Kisah Muram Seorang Filantropo Bangsa. Banda Aceh: Kementerian Kebudayaan dan Pariwisata Balai Pelestarian Sejarah dan Nilai Tradisional, 2011.

“Misteri Asal Usul Emas di Monas di Mata Sejarawan.” DetikNews, 8 May 2014, https://news.detik.com/berita/d-2576643/misteri-asal-usul-emas-di-monas-di-mata-sejarawan 

“Penymbang Emas di Puncak Monas, Dari Dana Revolusi atau Pribadi?.” DetikNews, 9 May 2014, https://news.detik.com/berita/d-2578346/penyumbang-emas-di-puncak-monas-dari-dana-revolusi-atau-pribadi 

Sekretariat Majelis Adat Aceh. “Misteri Keturunan Ulee Balang di Puncak Monas yang di Singkirkan Pemerintah Indonesia.” Sekretariat Majelis Adat Aceh, 27 September 2024, https://maa.acehprov.go.id/berita/kategori/pendidikan-dan-litbang-adat/misteri-keturunan-ulee-balang-di-puncak-monas-yang-di-singkirkan-pemerintah-indonesia 

Taufik, Mohamad. “Monas (4): Menerka emas Markam.” Merdeka, 8 March 2012, https://www.merdeka.com/khas/read/6336016/monas-4-menerka-emas-markam 

Watra, Boyke Ledy. “Basarah Ajak Mahasiswa USK Teladani Api Perjuangan Syuhada Bangsa.” Antara, 11 October 2021, https://www.antaranews.com/berita/2451629/basarah-ajak-mahasiswa-usk-teladani-api-perjuangan-syuhada-bangsa 

Welianto, Ari. “Sejarah Pembangunan Monas.” Kompas, 5 January 2020, https://amp.kompas.com/skola/read/2020/01/05/120000069/sejarah-pembangunan-monas 

Yusuf, Yan. “Denny Siregar Cuit Aceh Berprestasi sebagai Provinsi Termiskin, Warga Net Jengkel.” Inews.id, 17 February 2021, https://www.inews.id/regional/aceh/denny-siregar-cuit-aceh-berprestasi-sebagai-provinsi-termiskin-warga-net-jengkel 

Monas ประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย อนุสาวรีย์แห่งชาติ (Monas) อรอนงค์ ทิพย์พิมล อาเจะห์ อินโดนีเซีย

เรื่อง: อรอนงค์ ทิพย์พิมล

อาจารย์ประจำสาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนและสนใจประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย ภาษาอินโดนีเซีย ขบวนการฝ่ายซ้าย การพัฒนาประชาธิปไตย และอิสลามกับการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Update: 2026-10-02
Tags: