classicliterature.it.com

วิโรจน์ ชวนณัฐวุฒิ ถ้า MOA คือต้นเหตุให้ภท.มีอำนาจ ทำไมวันนี้ไม่ร่วมมือกัน แฉโกงสว. สานต่อที่พท.ทำไว้

 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อเขียนแสดงความคิดเห็นกรณีที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี แกนนำคนเสื้อแดง ได้เขียนบันทึก 1 ปี MOA พรรคประชาชน สนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาลว่า ผมอ่านบทความของ คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ย้อน Timeline การเกิดขึ้นของรัฐบาล MOA เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 จนจบแล้วครับ

ผมเห็นด้วยอยู่เรื่องหนึ่งอย่างไม่มีข้อแก้ตัวว่า การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี โดยในวันที่ 5 กันยายน 2568 พรรคประชาชน 143 คนลงคะแนนให้นายอนุทิน ทำให้นายอนุทินได้รับเสียงทั้งหมด 311 เสียง ซึ่งหากไม่มี 143 เสียงของพรรคประชาชน ผลการลงมติในวันนั้นย่อมไม่เป็นเช่นที่เกิดขึ้น

เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ และไม่จำเป็นต้องโยนความผิดให้ใครครับ ผมเห็นด้วยว่า พรรคประชาชนจำเป็นต้องยอมรับว่า การประเมินสถานการณ์ทาการเมืองในเวลานั้นไม่รอบด้านเพียงพอ แต่หากไม่ลืมกรณีวันที่ 4 กันยายน 2568 ที่คุณชัยเกษม ให้สัมภาษณ์ และสรุปปิดท้ายว่า “ผมเป็นแค่ตุ๊กตาตัวหนึ่ง” มันก็เป็นอีกหนึ่งเรื่อง ที่เป็นข้อจำกัดในการตัดสินใจเช่นกัน

แม้เป้าหมายสำคัญของ MOA คือการคืนอำนาจให้ประชาชนโดยการยุบสภา ผลักดันประชามติ และเปิดประตูสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จนในเวลาต่อมาก็เกิดการยุบสภาในเดือนธันวาคม 2568 และประชาชนได้ออกเสียงประชามติเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเสียงข้างมากเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จริง แต่ก็ต้องยอมรับว่าพรรคประชาชนประเมินผลข้างเคียงทางการเมือง โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจและความได้เปรียบให้พรรคภูมิใจไทย ต่ำเกินไป ตรงนี้ผมยอมรับครับ

แต่การยอมรับความผิดพลาดของพรรคประชาชน ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องยอมรับการอธิบายประวัติศาสตร์ที่เลือกเฉพาะบางช่วงเวลาตามที่คุณณัฐวุฒิสรุป

เพราะปัญหาสำคัญของ Timeline ที่คุณณัฐวุฒิเขียน คือการไม่ได้เขียนถึงเรื่องราวก่อนหน้า และเรื่องราวหลังจากนั้น

ในทางรัฐศาสตร์ การอธิบายเหตุการณ์ทางการเมืองต้องระวังสิ่งที่เรียกว่า การเลือกช่วงเวลาในการวิเคราะห์ เพราะหากกำหนดจุดเริ่มต้นที่ต่างกัน คำอธิบายว่า “ใครเป็นต้นเหตุ” ก็จะเปลี่ยนไปได้ทันที

ถ้าจะถามว่า พรรคภูมิใจไทยเดินขึ้นสู่อำนาจได้อย่างไร เราไม่สามารถที่จะเริ่มเล่าเรื่องโดยตั้งต้นในวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่หัวหน้าพรรคประชาชนไปออกรายการโทรทัศน์ หรือวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมีคำวินิจฉัยให้คุณแพทองธารพ้นจากตำแหน่งได้

ผมคิดว่าเราควรต้องย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น หลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล 11 พรรค 314 เสียง และพรรคภูมิใจไทยก็เป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล และได้คุมกระทรวงสำคัญอย่างกระทรวงมหาดไทยจากการมอบหมายของพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เพิ่งเข้ามามีอำนาจรัฐในวันที่พรรคประชาชนเซ็น MOA หากแต่เป็นพรรคที่ได้รับทั้งความชอบธรรมทางการเมือง ตำแหน่งรัฐมนตรี และพื้นที่ในการใช้อำนาจรัฐในรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำมาก่อนหน้าแล้ว

การอธิบายว่า “พรรคอันดับสามย่อมต้องร่วมกับพรรคอันดับหนึ่ง” เป็นคำอธิบายที่รับฟังได้ในเชิงคณิตศาสตร์การเมือง แต่การจัดตั้งรัฐบาล การเลือกพรรคร่วมรัฐบาล การแบ่งกระทรวง และการตัดสินใจว่าจะร่วมมือกับใคร ล้วนเป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่ผู้ตัดสินใจต้องรับผิดชอบต่อผลของมัน เช่นเดียวกับที่พรรคประชาชนต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเองในวันที่ 5 กันยายน 2568

และยังมีเหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ขาดไปไม่ได้จาก Timeline ทั้งหมด แต่บทความของคุณณัฐวุฒิไม่ได้กล่าวถึง นั่นก็คือ เหตุการณ์ในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ที่คุณแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จฮุน เซน และคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ในวันที่ 18 มิถุนายน จนเป็นที่มาที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้คุณแพทองธารพ้นจากตำแหน่งจากกรณีดังกล่าว ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568

ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นี่คือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่างลง จากการกระทำของคุณแพทองธาร ซึ่งเป็นคนของพรรคเพื่อไทยเอง จนทำให้ประเทศต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ดังนั้น ถ้าจะถามว่าเหตุใดจึงเกิดวันที่ 5 กันยายน 2568 เพื่อให้เกิดความครบถ้วน จะทำเสมือนว่าการกระทำของคุณแพทองธาร จากพรรคเพื่อไทย หายไปจาก Timeline ไม่ได้

เอาล่ะครับ ผมยังอยากชวนให้ทุกท่านเดิน Timeline ต่อไปอีกครับ เพราะถ้าจะบันทึกประวัติศาสตร์ เราก็ไม่ควรหยุดนาฬิกาไว้ที่วันที่ 5 กันยายน 2568 แล้วก็สรุปจบไว้แต่เพียงเท่านั้น

หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคภูมิใจไทยได้เป็นพรรคอันดับหนึ่ง และวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคเพื่อไทยตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ก่อนจะมีการยืนยันรัฐบาลผสม 15 พรรค 291 เสียงในเดือนมีนาคม 2569

ผมไม่ได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อถามกลับว่า “เห็นไหม พรรคเพื่อไทยก็ผิดเหมือนกัน”

เพราะถ้าเถียงกันแบบนั้น การเมืองไทยก็จะเหลือแต่การแข่งขันกันพิสูจน์ว่าใครผิดมากกว่ากัน และประชาชนจะไม่ได้อะไรเลย

ผมกลับอยากตั้งประเด็นเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่งมากกว่า คือ ข้อกล่าวหาว่ามีการโกง ส.ว. ซึ่งพรรคเพื่อไทยเข้าใจดีถึงความร้ายแรงของ “ข้อกล่าวหา” นี้มาโดยตลอด

ในช่วงรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล กระบวนการตรวจสอบเรื่องนี้ถูกผลักดันอย่างจริงจังจน DSI รับดำเนินการเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 และเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ในการเจรจากับพรรคประชาชน ฝ่ายเพื่อไทยเองก็เสนอการเร่งดำเนินการกรณีฮั้ว ส.ว. และเขากระโดงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ นั่นแสดงว่าเราเห็นตรงกันอย่างน้อยเรื่องหนึ่ง ก็คือ

หากมีการโกงการเลือก สว. เกิดขึ้นจริง เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่คดีโกงเลือกตั้งธรรมดา เนื่องจากวุฒิสภามีอำนาจเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระ และกลไกสำคัญในการตรวจสอบอำนาจรัฐ หากกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ถูกบิดเบือนจริง ผลเสียจึงไม่ได้เกิดกับพรรคการเมืองหนึ่งพรรค แต่กระทบต่อระบบตรวจสอบและถ่วงดุลของประเทศทั้งระบบ ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายรัฐธรรมนูญ และระบอบการปกครองของประเทศ

และนี่คือจุดที่ผมอยากชวนคุณณัฐวุฒิ และพรรคเพื่อไทยคุยกันเรื่อง อนาคต มากกว่าเถียงกันเรื่องอดีต

พรรคประชาชนยอมรับความรับผิดชอบของตัวเองจากการตัดสินใจเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ครับ เราไม่จำเป็นต้องลบมันออกจากประวัติศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องมีอัตตาว่าตัวเองตัดสินใจถูกทุกอย่าง

หากผลที่ตามมาบางเรื่องพิสูจน์แล้วว่าเราประเมินผิด เราก็ต้องยอมรับ เรียนรู้และตั้งหน้าตั้งตาแก้ไข

ในวันนี้ พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ผมจึงอยากจะขอความร่วมมือจากพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ติดตาม ผลักดัน และให้ความสำคัญกับกรณีข้อกล่าวหาการโกงเลือก สว. มาโดยตลอด ย่อมมีข้อมูลและความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของปัญหาเป็นอย่างดี และตระหนักว่าข้อกล่าวหานี้มีความร้ายแรงเพียงใด ไม่เช่นนั้นในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล คงไม่มีการผลักดันเรื่องนี้จนเข้าสู่การสอบสวนเป็นคดีพิเศษหรอกครับ

ผมคิดว่าเราน่าจะร่วมมือกันได้ ร่วมกันเรียกร้องให้การสอบสวนเดินไปตามพยานหลักฐานอย่างเป็นอิสระ ไม่แทรกแซงเจ้าหน้าที่ ไม่ช่วยเหลือฝ่ายใด ไม่ใช้คดีเป็นเครื่องต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาล และไม่ว่าจะพบหลักฐานไปถึงใคร พรรคการเมืองทุกพรรคต้องยอมรับให้กระบวนการยุติธรรมเดินไปจนถึงที่สุด นี่ไม่ใช่การร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของใคร แต่เป็นการร่วมมือกันในการปกป้องระบบนิติรัฐ และผลประโยชน์ของประชาชน

ผมเข้าใจดีว่า การเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็ต้องให้เกียรติในการทำงานซึ่งกันและกัน ไม่ล้ำเส้นข้ามขอบเขตกัน แต่การเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปกป้องคนที่ทุจริตคอร์รัปชั่น ให้ลอยหน้าลอยตาอยู่ในอำนาจต่อไปนี่ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการทุจริตนั้น เป็นเรื่องที่เรารู้ดีที่สุด รู้ทุกอย่างแบบทะลุปรุโปร่ง และรับรู้ว่ามันเป็นการทุจริตที่ร้ายแรงในระดับที่เป็นมหันตภัยต่อประเทศชาติ ในฐานะของผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน เราจะปล่อยผ่าน ทำเหมือนไม่รู้ ทำเหมือนไม่เห็น ด้วยเหตุผลเพียงเพราะการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้อย่างไร

อดีตเราแก้ไม่ได้ครับ พรรคประชาชนสามารถรับผิดชอบต่ออดีตได้ ด้วยการยอมรับว่าตัดสินใจผิดตรงไหน และพยายามแก้ผลของการตัดสินใจนั้นให้ดีที่สุด แต่พรรคเพื่อไทยเองก็สามารถรับผิดชอบต่ออนาคตได้เช่นกัน

ผมจึงไม่อยากเถียงกับคุณณัฐวุฒิว่า “ใครเป็นคนพาภูมิใจไทยขึ้นสู่อำนาจ” เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไม่เคยมีสาเหตุเดียว และไม่มีพรรคใดมีสิทธิเลือกเฉพาะตอนของประวัติศาสตร์ที่ทำให้ตัวเองดูดีที่สุด

ผมอยากถามเพียงว่า เมื่อวันนี้เราต่างรู้แล้วว่า การปล่อยให้ระบบตรวจสอบถูกครอบงำ มีราคาที่ประเทศต้องจ่ายสูงแค่ไหน เราจะช่วยกันป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกได้หรือไม่ เราจะช่วยกันหยุดมหันภัยร้ายนั้นร่วมกันได้หรือไม่

ถ้าคำตอบคือ “ใช่” เรื่องวันที่ 5 กันยายน 2568 ผมพร้อมรับผิดในส่วนของผม แล้วจากวันที่ 5 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เรามาช่วยกันทำสิ่งที่ถูกต้องดีกว่าครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

  • ณัฐวุฒิ บันทึกยาว 1 ปี MOA ส้มโหวตอนุทิน ยกปากคำชี้ธนาธร-ปิยบุตร มีส่วนสร้างปวศ.นี้ 100 ปีมีครั้งเดียว 
Update: 2026-09-06
Tags: