ไทยยูเนี่ยนฯ บุก Longevity ดันอินกรีเดียนท์จากทูน่า เจาะสุขภาพ-ความงาม-Functional Food
ไทยยูเนี่ยน อินกรีเดียนท์ เปิดพอร์ตโฟลิโอ Longevity ในงาน Vitafoods Asia 2026 ชู 3 อินกรีเดียนท์จากปลาทูน่า ได้แก่ DHA คอลลาเจน และไบโอแคลเซียม พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่จัดหาวัตถุดิบจนถึงการแปรรูป หวังจับตลาดสุขภาพและการสูงวัยอย่างมีคุณภาพที่กำลังเติบโตในเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมตั้งเป้ารายได้ ThalaCol™ อย่างน้อย 30 ล้านดอลลาร์ใน 5 ปี และดันยอดขายโอเมก้า-3 เกรดพรีเมี่ยมโตเฉลี่ยมากกว่า 50% ต่อปีภายในปี 2573
ไทยยูเนี่ยน อินกรีเดียนท์ หรือ TUI ธุรกิจส่วนประกอบอาหารจากท้องทะเลของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดตัวพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์กลุ่ม Longevity ภายในงาน Vitafoods Asia 2026 โดยนำเสนอนวัตกรรมอินกรีเดียนท์จากปลาทูน่า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ น้ำมันปลา DHA คอลลาเจน และไบโอแคลเซียม
บริษัทระบุว่า จุดเด่นของพอร์ตดังกล่าวคือการบริหารห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การจัดหาปลาทูน่า การสกัดและแปรรูป ไปจนถึงการพัฒนาส่วนประกอบอาหาร ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบและควบคุมคุณภาพได้ตลอดกระบวนการ
เจาะเทรนด์ “อายุยืนแบบสุขภาพดี”
การรุกตลาดครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในเอเชีย-แปซิฟิก โดยข้อมูลที่บริษัทอ้างจากกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ หรือ UNFPA คาดว่า จำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากปี 2553 เป็นประมาณ 1,300 ล้านคนในปี 2593 หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งภูมิภาค
ขณะเดียวกัน เทรนด์ Longevity ไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ โดยผลสำรวจของ McKinsey ในปี 2568 ที่บริษัทนำมาอ้าง ระบุว่า ผู้บริโภคมากกว่า 60% ให้การสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ ขณะที่คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น
คุณลีนา เอื้อบำรุงจิต ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มธุรกิจอินกรีเดียนท์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาด Longevity ส่วนใหญ่ยังมีซัพพลายเออร์ที่เชี่ยวชาญวัตถุดิบเฉพาะด้าน ขณะที่ TUI ต้องการพัฒนาแพลตฟอร์มที่รวบรวมอินกรีเดียนท์จากท้องทะเลไว้ในที่เดียว พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ
ชู 3 อินกรีเดียนท์หลัก
ผลิตภัณฑ์แรก UniQ®OMEGA เป็นน้ำมันปลาทูน่าสกัดบริสุทธิ์ที่อุดมด้วย DHA โดยบริษัทระบุว่า ผลการศึกษาวิจัยในมนุษย์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Antioxidants เมื่อปี 2568 พบว่า ช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจ่อ 42% และเพิ่ม Working Memory 33%
ผลิตภัณฑ์ที่สอง ThalaCol™ เป็นคอลลาเจนเปปไทด์จากปลาทูน่า โดยผลการวิจัยทางคลินิกที่ตีพิมพ์ใน Journal of Cosmetic Dermatology เมื่อปี 2567 ระบุว่า การบริโภควันละ 5 กรัม ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว 68% เพิ่มความหนาแน่นของชั้นผิว 26% และเพิ่มความยืดหยุ่น 16%
ส่วน UniQ®BONE เป็นไบโอแคลเซียมจากปลาทูน่าที่ให้แคลเซียมและฟอสฟอรัสในอัตราส่วน 2:1 ในรูปแบบไฮดรอกซีอะพาไทต์ตามธรรมชาติ โดยบริษัทอ้างผลการศึกษาในสัตว์ทดลองที่ตีพิมพ์ใน Journal of the Science of Food and Agriculture เมื่อปี 2560 ว่า ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างระดับจุลภาคของกระดูก 39%
เปลี่ยน By-product ทูน่าเป็นสินค้ามูลค่าสูง
อินกรีเดียนท์ทั้ง 3 ชนิดพัฒนาจากผลิตภัณฑ์พลอยได้ของกระบวนการแปรรูปปลาทูน่า ได้แก่ หัวปลา หนังปลา และกระดูกปลา
บริษัทนำวัตถุดิบดังกล่าวไปแปรรูปเป็นส่วนประกอบอาหารมูลค่าสูง ผ่านโรงกลั่นน้ำมันทูน่าในประเทศเยอรมนี โรงงานผลิตคอลลาเจนในจังหวัดสมุทรสาคร และโรงงานผลิตผงแคลเซียมจากกระดูกปลาทูน่าในจังหวัดสงขลา
แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ทรัพยากรจากกระบวนการผลิตให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น และสนับสนุนกลยุทธ์ SeaChange® 2030 ของไทยยูเนี่ยน
ตั้งเป้า ThalaCol 30 ล้านดอลลาร์ใน 5 ปี
TUI ยังประกาศเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์บางส่วน โดยตั้งเป้าสร้างรายได้จาก ThalaCol™ ไม่น้อยกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 5 ปี
ขณะที่ยอดขายน้ำมันโอเมก้า-3 เกรดพรีเมี่ยมตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ยต่อปี หรือ CAGR มากกว่า 50% ภายในปี 2573
อินกรีเดียนท์ดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภท ตั้งแต่โภชนาการสำหรับทารก ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะด้าน หรือ Functional Food ไปจนถึงอาหารสัตว์เลี้ยง
“ที่ไทยยูเนี่ยน อินกรีเดียนท์ เราได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Longevity ที่รวบรวมอินกรีเดียนท์คุณภาพสูงจากท้องทะเลไว้ในที่เดียว ภายใต้ห่วงโซ่อุปทานที่มีการบริหารจัดการอย่างครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ” คุณลีนากล่าว
ทั้งนี้ ไทยยูเนี่ยน อินกรีเดียนท์ เข้าร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์ภายในงาน Vitafoods Asia 2026 ระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2569 และร่วมบรรยายหัวข้อโภชนาการจากท้องทะเลและศาสตร์แห่งการสูงวัย ในวันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 11.00-13.30 น.

