Less but Better กับการเพิ่ม Productivity ในการทำงานยุคดิจิทัลในโลกใบใหม่
การทำงานในยุคปัจจุบันไม่ได้วัดที่จำนวนชั่วโมงอีกต่อไปแบบที่เราเข้าใจ แต่เป็นการสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณภาพด้วยระยะเวลาที่เหมาะ ตามแนวคิด Management & Productivity เพราะช่วยให้บุคลากรและองค์กร สามารถบริหารเวลา ทรัพยากร และพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลที่ทำให้แนวคิด Less but Better หรือทำน้อยลงแต่ได้ผลลัพธ์มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เป็นหนึ่งแนวทางที่หลายองค์กรชั้นนำในยุคนี้เลือกใช้กันมากที่สุด เพราะไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดความเครียด ยังช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานได้ดียิ่งขึ้น
ทำไมการทำงานหนักไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จเสมอไป
ในอดีตหลายคนเชื่อว่าการทำงานล่วงเวลา คือ เครื่องพิสูจน์ของความขยัน แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนมากชี้ชัดว่า การทำงานต่อเนื่องเป็นเวลาทำให้สมองเหนื่อยล้า ส่งผลที่ทำให้ประสิทธิภาพลดลง การบริหารงานที่ดีจึงควรเน้นการจัดลำดับความสำคัญของงานมากกว่าการเพิ่มชั่วโมงการทำงาน ซึ่งการเลือกทำงานที่สร้างผลลัพธ์สูงก่อนจะช่วยให้ใช้เวลาได้คุ้มค่ากว่าเดิม
หลักการเกี่ยวกับ Less but Better หมายถึงอะไร
สำหรับแนวคิดนี้มุ่งเน้นการตัดงานที่ไม่จำเป็นออก พร้อมกับโฟกัสเฉพาะสิ่งที่สร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น การลดการประชุมที่ยาวเกินไป ลดขั้นตอนการอนุมัติที่ซ้ำซ้อน หรือยกเลิกงานที่ไม่ส่งผลต่อเป้าหมายหลัก เมื่อมีเวลามากขึ้น บุคลากรสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์และพัฒนางานได้ดีกว่าเดิม ทำให้คุณภาพของผลงานโดยรวมทั้งหมดสูงขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มภาระงาน

การจัดลำดับความสำคัญด้วยการใช้กฎ 80/20
หลักการของ Pareto หรือกฎ 80/20 ได้ระบุไว้ว่า ผลลัพธ์ส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมเพียงบางส่วน ตัวอย่าง งาน 20% อาจสร้างผลลัพธ์ถึง 80% หากสามารถระบุได้ว่างานใดคือหัวใจสำคัญ ก็จะช่วยลดเวลาที่สูญเสียไปกับงานที่ยิบย่อย เพราะจะเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีการใช้ AI กับการเพิ่ม Productivity
ปัญญาประดิษฐ์ก็มีบทบาทในการช่วยจัดงานซ้ำ ๆ ตัวอย่างเช่น การสรุปรายงาน การวิเคราะห์ข้อมูล จัดตารางงาน หรือช่วยร่างเอกสาร ทำให้พนักงานสามารถใช้เวลาไปกับงานที่ต้องอาศัยความคิดเชิงวิเคราะห์และการตัดสินใจได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม AI ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนเท่านั้นไม่ใช่ทดแทนการคิดคำนวณของมนุษย์ทั้งหมด
การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นผลลัพธ์
สำหรับองค์กรที่มี Productivity สูง มักจะประเมินผลงานจากผลลัพธ์มากกว่าจำนวนชั่วโมงที่อยู่ในออฟฟิศ การให้อิสระในการบริหารเวลา การเลือกทำงานแบบ Hybrid หรือ Remote และการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ช่วยให้พนักงานหลายท่านมีแรงจูงใจและสามารถบริหารงานได้อย่างเหมาะสม ส่งผลดีที่ทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน
การบริหารพลังงานมีความสำคัญมากกว่าการบริหารเวลา
ถึงแม้ทุกคนจะมีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมง แต่ระดับพลังงานในแต่ละช่วงเวลานั้นแตกต่างกัน การรู้ว่าช่วงเวลาใดเหมาะกับงานที่ต้องใช้สมาธิสูง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากกว่าการพยายามทำทุก ๆ อย่างพร้อมกัน โดยการพักเป็นระยะและการดูแลสุขภาพก็เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่ม Productivity เช่นกันด้วย
วิธีการวัด Productivity ที่จะไม่ยึดติดกับตัวเลขเพียงอย่างเดียว
สำหรับการวัดผลที่ดีควรพิจารณาทางด้านคุณภาพของงาน ความพึงพอใจของลูกค้า ระยะเวลาการส่งมอบ พร้อมกับความสามารถในการพัฒนา กระบวนการทำงานไม่ควรใช้เพียงจำนวนงานที่ทำเสร็จ เพราะอาจทำให้พนักงานเร่งปริมาณจนคุณภาพลดลงได้ ซึ่งการวัดผลแบบสมดุลจะช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
ทิศทางอนาคตของ Management & Productivity จะเป็นแบบไหนในยุคดิจิทัล
ในอนาคตการบริหารงานจะเน้นการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น ระบบอัตโนมัติ AI จะช่วยลดงานประจำ ในขณะที่ทักษะด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ก็จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคลากรสร้างความแตกต่างได้ ซึ่งองค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็วก็จะมีความได้เปรียบในเชิงแข่งขันมากขึ้น
การใช้เทคนิค Time Blocking จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร
สำหรับ Time Blocking เป็นการแบ่งช่วงเวลาสำหรับการทำงานแต่ละประเภทที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น กำหนดเวลา 09.00 – 10.30 น. สำหรับงานที่ต้องใช้สมาธิสูง และจัดช่วงเวลาสำหรับตอบอีเมลหรือประชุมแยกออกจากกัน โดยวิธีนี้จะช่วยลดการสลับงานไปมา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียสมาธิและใช้เวลาการทำงานที่นาน นอกจากนี้ ยังช่วยให้สามารถควบคุมตารางได้ง่ายขึ้น ลดการผัดวันประกันพรุ่ง พร้อมกับเพิ่มโอกาสในการทำงานสำคัญให้เสร็จลุล่วงตามเป้าหมาย
การประชุมอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดเวลาที่สูญเปล่าในองค์กร
การประชุมในเวลาที่ยาวนานโดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ Productivity ลดลง ซึ่งองค์กรควรกำหนดวาระการประชุมล่วงหน้า ระบุผู้รับผิดชอบในแต่ละช่วงประเด็น และจำกัดระยะเวลาในการประชุมให้เหมาะสม หลังจากการประชุมเสร็จ ควรสรุปมติและมอบหมายงานกันอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบทบาทตนเองและสามารถดำเนินงานต่อได้ทันที ซึ่งวิธีการจัดการดังกล่าวจะช่วยลดเวลาที่สูญเสียไปกับการประชุมที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และยังทำให้การตัดสินใจภายในองค์กรก็รู้สึกว่ามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การพัฒนาทักษะ Continuous Learning เพื่อเป็นการรักษา Productivity ในระยะยาว
ในโลกของการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Continuous Learning) จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรสามารถปรับตัวต่อเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เครื่องมือดิจิทัล การพัฒนาทักษะการสื่อสาร การบริหารโครงการ หรือการใช้ AI เพื่อสนับสนุนการทำงาน การลงทุนกับการเรียนรู้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงาน มีส่วนช่วยลดข้อผิดพลาด ช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันในระดับบุคคลและองค์กรได้ในระยะยาว
สรุป
Management & Productivity ไม่ได้หมายถึงการทำงานให้เยอะที่สุด แต่เป็นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ ทำให้แนวคิด Less but Better มีบทบาทในการช่วยให้บุคคลและองค์กรลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน เพิ่มคุณภาพการตัดสินใจ และสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพในการทำงานกับคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกันการเลือกใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นยังช่วยเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ด้วย
แหล่งอ้างอิง
- https://gregmckeown.com/books/essentialism/?utm_source=chatgpt.com
- https://gregmckeown.com/?utm_source=chatgpt.com
- https://hbr.org/2012/05/the-unimportance-of-practicall?utm_source=chatgpt.com
- https://hbr.org/topic/subject/personal-productivity?utm_source=chatgpt.com
- https://hbr.org/topic/subject/personal-productivity?utm_source=chatgpt.com