KKP Research ปรับ GDP ไทยปี 69 โต 2.5% แต่ K-Shape รุนแรงขึ้น เตือน 3 โจทย์ใหญ่ จี้รัฐ-เอกชนต่อยอด Value-Added ในประเทศ
KKP Research ปรับ GDP ไทยปี 69 โต 2.5% รับวัฏจักรลงทุน AI แต่ K-Shape รุนแรงขึ้น เตือน 3 โจทย์ใหญ่ จี้รัฐ-เอกชนต่อยอด Value-Added ในประเทศ จับตาเงินกู้ 4 แสนล้าน-การค้าไทยกับสหรัฐฯ
- KKP ปรับ GDP ขึ้น รับวัฏจักรลงทุน AI
- AI โตสวนทางอุตสาหกรรมดั้งเดิม
- แค่ดึงเงินลงทุนไม่พอ แต่ต้องเก็บ Value Added ไว้ให้ได้
- คาด กนง. คงดอกเบี้ยถึงสิ้นปี 70
- จับตาเงินกู้ 4 แสนล้าน-การค้าไทยกับสหรัฐฯ
KKP Research ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เป็น 2.5% จากเดิม 2.1% และปี 2570 เป็น 2.7% จากเดิม 2.2% หลังการลงทุนเอกชนและส่งออกที่เกี่ยวข้องกับ AI เร่งตัว ขณะที่การท่องเที่ยวยังหนุนรายได้ พร้อมเตือนเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวแบบ K-Shape ชัดขึ้น ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ที่สวนทางอุตสาหกรรมเก่า เช่น ยานยนต์ ปิโตรเคมี รวมถึง SMEs พร้อมเสนอรัฐเร่งยกระดับห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้ไทยได้มูลค่าเพิ่มจากรอบลงทุน AI มากกว่าการเป็นฐานประกอบ
KKP ปรับ GDP ขึ้น รับวัฏจักรลงทุน AI
KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.5% จากเดิม 2.1% และปี 2570 เป็น 2.7% จากเดิม 2.2%
โดย KKP Research ระบุว่า แม้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญผลกระทบจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังมีแรงหนุนสำคัญจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ รายได้จากการท่องเที่ยวที่ยังแข็งแกร่ง และการเติบโตของ การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรการลงทุนด้าน AI (AI Capex Cycle)
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าวไม่ได้กระจายตัวทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ โดย KKP Research มองว่าไทยกำลังเห็นภาพ เศรษฐกิจแบบ K-Shape ชัดเจนขึ้น คือบางอุตสาหกรรมขยายตัวตามการลงทุนและความต้องการของตลาดโลก ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมและเศรษฐกิจฐานรากยังเผชิญแรงกดดัน
AI โตสวนทางอุตสาหกรรมดั้งเดิม
หนึ่งในแรงส่งสำคัญของเศรษฐกิจมาจากห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ Data Storage และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการในตลาดโลกและการลงทุน Data Center
ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมดั้งเดิมหลายกลุ่มยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง
อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเผชิญภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินในภูมิภาค ส่วน SMEs และผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องรับแรงกดดันจากสินค้านำเข้า
ภาพดังกล่าวทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในรอบนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกภาคส่วนกำลังฟื้นตัวไปในทิศทางเดียวกัน
แค่ดึงเงินลงทุนไม่พอ แต่ต้องเก็บ Value Added ไว้ให้ได้
KKP Research ชี้ว่า แม้ไทยจะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI และ IMF จัดให้ไทยเป็นหนึ่งใน 4 ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกี่ยวกับ AI รายใหญ่ของโลก แต่ยังมีโจทย์สำคัญที่ภาครัฐและเอกชนต้องเร่งแก้ไข เพื่อรักษามูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (Value Added) ให้อยู่ในประเทศ
ประเด็นแรกคือ การยกระดับห่วงโซ่การผลิต เนื่องจากไทยยังมีบทบาทสำคัญในด้านการประกอบ (Assembly) ซึ่งต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนสูง ทำให้การส่งออกที่ขยายตัวสถิติใหม่ ไม่สามารถชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบได้
ประเด็นที่สองคือ การต่อยอดเงินลงทุนจากต่างชาติ โดยธุรกิจเทคโนโลยีและ Data Center ในไทยจำนวนมากเป็นการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้กำไรถูกส่งกลับ แตกต่างจากเกาหลีใต้หรือไต้หวันที่มีบริษัทชั้นนำในประเทศช่วยหมุนเวียนเม็ดเงินผ่านการจ้างงานและการเก็บภาษีเงินได้ในประเทศ
โจทย์อีกประการคือ การใช้ทรัพยากร เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก KKP Research จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาผูกสิทธิประโยชน์การลงทุน เช่น BOI เข้ากับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ รวมถึงกำหนดเงื่อนไขด้านการใช้พลังงานสะอาดและระบบน้ำหมุนเวียน
คาด กนง. คงดอกเบี้ยถึงสิ้นปี 70
ด้านนโยบายการเงิน KKP Research ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2569 เหลือ 1.8% และคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงสิ้นปี 2570
เหตุผลสำคัญคือแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะนี้มาจากต้นทุน (Cost-push) และมีลักษณะชั่วคราว ขณะที่กลไกการส่งผ่านสินเชื่อยังทำงานได้ไม่เต็มที่ และภาคครัวเรือนยังอยู่ในช่วงลดภาระหนี้
KKP Research มองว่า การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เศรษฐกิจบางส่วนยังอ่อนแออาจเพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มเศรษฐกิจที่อยู่ในขาลงของ K-Shape ขณะที่ไม่ได้ส่งผลต่อกลุ่มเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวมากนัก
จับตาเงินกู้ 4 แสนล้าน-การค้าไทยกับสหรัฐฯ
สำหรับระยะถัดไป KKP Research มองว่าต้องติดตามแรงกระตุ้นทางการคลังจากเม็ดเงินลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จากแหล่งเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้าน ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลชัดเจนขึ้นในปี 2570 รวมถึงการเจรจาการค้าภายใต้ข้อตกลง ART กับสหรัฐฯ
ประเด็นอื่นๆ ที่ต้องจับตาคือ การรับมือกับสินค้าจากต่างประเทศ หากไทยไม่มีมาตรการรองรับปัญหาสินค้าล้นตลาดจากต่างประเทศอย่างชัดเจน อาจเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตในประเทศและกระทบความสามารถในการแข่งขันของไทยในภูมิภาคในระยะยาว
ดังนั้น ภาพเศรษฐกิจไทยในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าอาจไม่ได้อยู่ที่คำถามเพียงว่า GDP จะโตเท่าไร แต่รวมถึงว่าไทยจะสามารถเปลี่ยนรอบลงทุน AI ที่กำลังเกิดขึ้นให้กลายเป็นการลงทุน การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศได้มากน้อยเพียงใด ขณะที่ภาคเศรษฐกิจที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม AI ยังต้องเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อไป