นักเรียนคนแรกสู่ผู้บริหาร KIS International School กับภารกิจสร้างโรงเรียนที่ดีที่สุดจากมือรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง [ADVERTORIAL]
โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปัจจุบัน โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยมีอยู่มากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ แต่ในตัวเลข 200 นั้น มีเพียงไม่กี่แห่งหรืออาจจะมีเพียง 1 แห่งเท่านั้นที่ผู้บริหารของโรงเรียนเคยเติบโตอยู่ในรั้วโรงเรียนแห่งนั้นมาตั้งแต่วันแรก ที่แห่งนั้นคือ KIS International School
THE STANDARD ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับ พริษฐ์ รักตพงศ์ไพศาล ผู้บริหารโรงเรียนในเครือโรงเรียนนานาชาติ KIS และเป็นนักเรียนคนแรกของ KIS International School ที่วันนี้เขากลับมาทั้งในฐานะรุ่นพี่ผู้ที่อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่รุ่นน้อง และในฐานะหัวเรือสำคัญของ KIS International School ที่มาพร้อมความมุ่งมั่นในการสร้างการศึกษาที่ดีที่สุดให้เด็กไทย

พริษฐ์ รักตพงศ์ไพศาล
ผู้บริหารโรงเรียนในเครือโรงเรียนนานาชาติ KIS
KIS International School สอนอะไรให้นักเรียนคนแรกของโรงเรียน?
พริษฐ์ในฐานะผู้บริหาร KIS ยังคงมองตนเองเป็น “นักเรียนคนหนึ่ง” ที่เติบโตมาพร้อมกับโรงเรียนตลอดเกือบ 30 ปี ความผูกพันนี้ทำให้เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่ KIS มอบให้ คำตอบที่ได้กลับเป็นคุณค่าที่ลึกซึ้ง
“บทเรียนสำคัญคือการเห็นคุณค่าในตัวตน โรงเรียนสอนว่าเด็กไม่จำเป็นต้องโตตามพิมพ์เขียวเดียวกัน แม้ระบบการศึกษาส่วนใหญ่จะเน้นมาตรฐานสากล แต่ KIS สนับสนุนให้ค้นหาความชอบส่วนตัว ผมกับน้องสาวแม้เป็นฝาแฝดแต่ก็มีจุดเด่นต่างกัน ภารกิจของโรงเรียนจึงเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนค้นพบศักยภาพเฉพาะตัวและบ่มเพาะให้เติบโตในแบบฉบับของตนเอง”

ซึ่งแนวคิดนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ “Inspiring Individuals” ของ KIS ที่มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจให้แต่ละคนค้นพบศักยภาพของตนเองแทนการบังคับให้เดินตามกัน ซึ่งพริษฐ์ย้อนความจำว่าชีวิตในโรงเรียนไม่ใช่ความเคร่งเครียด แต่เป็นสถานที่ที่เขารู้สึกอยากมาเรียนรู้ในทุก ๆ วัน
“ตอนเด็กผมมองว่าการไปโรงเรียนคือเรื่องสนุก เพราะความผูกพันกับผู้คนและสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ อีกทั้งหลักสูตรยังเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่นและลงมือทำ เพราะหัวใจสำคัญของเด็กปฐมวัยไม่ใช่การท่องจำ แต่คือการปลูกฝังให้มีใจรักในการเรียนรู้”
พริษฐ์มองว่าการจุดประกายความใฝ่รู้คือจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะเมื่อเด็กมีความสุขกับการเรียนจะนำไปสู่การค้นพบศักยภาพตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเขาเชื่อว่านี่คือรากฐานที่ล้ำค่าที่ KIS มอบให้และติดตัวเขาไปสู่ความสำเร็จในทุกบทบาทจนถึงปัจจุบัน
สั่งสมและหล่อหลอมก่อนคืนสู่เหย้า KIS อีกครั้ง
หลังจบการศึกษาจาก KIS พริษฐ์เดินทางไปศึกษาต่อที่ University of California, Berkeley สหรัฐอเมริกา แม้จะเติบโตมาในระบบการศึกษานานาชาติ แต่การใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายปีทำให้เขาได้เห็นโลกกว้างขึ้น
“แม้จะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมนานาชาติตั้งแต่เด็ก แต่การได้ก้าวออกไปใช้ชีวิตในโลกกว้างจริง ๆ กลับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความหมายของการเป็น Global Citizen ผ่านการสัมผัสกระบวนการทางความคิด วิถีชีวิต และทัศนคติของผู้คนที่มีความแตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง”

สิ่งที่เขาได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ประสบการณ์ แต่เป็นมุมมองใหม่ในการเตรียมความพร้อมให้เด็กรับมือกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ พริษฐ์มองว่าท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้บางอย่างอาจล้าสมัยไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือทักษะและวิธีคิดที่จะติดตัวผู้เรียนไปตลอดชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลักสูตร IB ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะมากกว่าการมุ่งเน้นเนื้อหาเพียงอย่างเดียว
“รุ่นพี่ให้รุ่นน้อง” การส่งต่อและการพัฒนาเพื่อสิ่งที่ดีกว่าด้วยความมุ่งมั่นของคนทำโรงเรียน
แม้จะผูกพันกับ KIS มาแต่เด็ก แต่พริษฐ์ไม่ได้กลับมาทำงานเพราะหน้าที่ครอบครัว เขาค้นพบความมุ่งมั่นด้านการศึกษาระหว่างกลับมาทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ ในช่วงปิดเทอมขณะเรียนต่อต่างประเทศ
“ช่วงเวลาปิดภาคเรียนมักจะเป็นโอกาสที่ผมได้หวนคืนสู่โรงเรียนเพื่อช่วยจัดกิจกรรม Summer Camp ซึ่งการได้รับบทบาทเป็นเมนเทอร์คอยชี้แนะและเฝ้าดูเด็ก ๆ ให้ค้นพบศักยภาพใหม่ในตนเองคือความสุขที่แท้จริง ประสบการณ์เหล่านั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมตระหนักว่า ความมุ่งมั่นในใจของผมผูกพันอยู่กับแวดวงการศึกษาอย่างลึกซึ้ง”
สำหรับเขา การทำงานในโรงเรียนแตกต่างจากงานประเภทอื่นตรงที่ไม่มีวันไหนเหมือนกัน ทุกวันเต็มไปด้วยผู้คนที่แตกต่างกัน คำถามใหม่ ๆ และสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ
“สำหรับผม เสน่ห์ของการทำงานร่วมกับเด็กคือความสดใหม่ที่ไม่มีวันซ้ำเดิม แม้จะมีการเตรียมการที่ยอดเยี่ยมเพียงใด แต่มักจะมีบริบทใหม่ ๆ เกิดขึ้นให้เราได้เรียนรู้อยู่เสมอ มันคือความท้าทายที่มาพร้อมกับความอิ่มเอมใจ เพราะเรามีโอกาสได้เห็นถึงการเติบโตและพัฒนาการที่เกิดขึ้นจริงในตัวตนของพวกเขา”
หลังสำเร็จการศึกษาจาก UC Berkeley ในปี 2017 พริษฐ์กลับมาศึกษาเรียนรู้งานทุกแผนกที่ KIS กว่าหนึ่งปี เพื่อทำความเข้าใจองค์กรอย่างลึกซึ้ง ประสบการณ์นี้เปลี่ยนมุมมองจากการเป็นนักเรียนสู่การเข้าใจระบบงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือของบุคลากร การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การสานต่อธุรกิจครอบครัว แต่คือความมุ่งมั่นส่งต่อคุณค่าและบ่มเพาะนักเรียนรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างงดงาม
Community รากฐานที่ทำให้เด็กกล้าลอง กล้าล้ม และกล้าเติบโต
สำหรับพริษฐ์ในฐานะศิษย์เก่า สิ่งที่เขาคิดถึงและมองว่าพิเศษที่สุดของ KIS คือ Community หรือชุมชนแห่งความผูกพันที่หลอมรวมทุกคนเข้าด้วยกัน
“ทุกครั้งที่มีคนเอ่ยถึง KIS จิตวิญญาณแห่ง Community จะเป็นสิ่งแรกที่ปรากฏชัดเจนที่สุดในใจผม เราคือชุมชนที่มีสายใยอันแข็งแกร่งอย่างยิ่ง นอกจากนักเรียนแล้ว ยังหลอมรวมเอาทั้งคณะครู ผู้ปกครอง และบุคลากรทุกส่วนเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว”

สำหรับเขา โรงเรียนเป็นมากกว่าที่เรียนหนังสือ แต่เป็นชุมชนที่หล่อหลอมตัวตน การสนับสนุนจากคนรอบข้างช่วยสร้างความมั่นใจให้เด็กกล้าทดลองและเติบโตในแบบของตนเอง
“หัวใจสำคัญของการก้าวไปสู่ความสำเร็จคือการมีรากฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือสภาพแวดล้อมและผู้คนรอบข้าง เมื่อเราได้รับแรงสนับสนุนและกำลังใจที่เปี่ยมล้น ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้เรากล้าที่จะก้าวออกจากกรอบเดิมเพื่อทดลองสิ่งใหม่ ๆ เพราะตระหนักดีว่ายังมีกลุ่มคนที่พร้อมจะเคียงข้างและเป็นแรงผลักดันอยู่เบื้องหลังเสมอ”
ความรู้สึกมีคุณค่าและการได้รับการยอมรับจากสังคมที่ KIS จะเป็นรากฐานที่ติดตัวนักเรียนไปตลอดชีวิต พริษฐ์จึงมุ่งมั่นรักษาจิตวิญญาณเดิมของโรงเรียนไว้ในแคมปัสใหม่อย่าง KIS Reignwood Park โดยเน้นที่ชุมชนแห่งการเรียนรู้มากกว่าเพียงแค่สิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมผลักดันหลักสูตร International Baccalaureate (IB) ที่เขาเชื่อมั่นว่าตอบโจทย์โลกอนาคตได้ดีที่สุด
ทำไม KIS จึงเชื่อมั่นในหลักสูตร IB?
ท่ามกลางระบบการศึกษาที่หลากหลาย KIS ยังเชื่อมั่นและยึดมั่นในหลักสูตร International Baccalaureate (IB) มาตั้งแต่ต้น สำหรับพริษฐ์ สิ่งสำคัญคือ ปรัชญาของ IB ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้การคิดวิเคราะห์และการปรับตัว มากกว่าการมุ่งเน้นเนื้อหาวิชาเพียงอย่างเดียว เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยากในอีก 10-15 ปีข้างหน้า
หลักสูตร IB เปรียบเสมือนกุญแจสู่โอกาสทางการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างพลเมืองโลกที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์มากกว่าการท่องจำ ด้วยมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก นอกจากนี้ยังช่วยฝึกทักษะการบริหารจัดการเวลาผ่านสมดุลระหว่างวิชาการและกิจกรรมสังคม พร้อมปลูกฝังการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม
“ห้าปีก่อนเราเน้น Internet of Things วันนี้คือยุค AI แต่เราไม่อาจคาดเดาเทคโนโลยีในทศวรรษหน้าได้ กุญแจสำคัญจึงไม่ใช่แค่การท่องจำเนื้อหา แต่คือการสร้างทักษะให้เด็กพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งการสื่อสาร คิดวิเคราะห์ ทำงานเป็นทีม ใฝ่รู้ รู้จักตั้งคำถาม และหัวใจสำคัญคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ด้วยตนเอง”

พริษฐ์ย้ำว่าทักษะการเรียนรู้ที่ยั่งยืนสำคัญกว่าการท่องจำ เพราะความรู้อาจล้าสมัยแต่การปรับตัวและใฝ่เรียนรู้เป็นทักษะติดตัวในโลกยุคใหม่ แม้วิชาการจะสำคัญแต่ทักษะชีวิตจำเป็นกว่าในโลกที่ซับซ้อน หลักสูตร IB จึงมุ่งสร้าง “Lifelong Learner” ที่คิดวิเคราะห์และพัฒนาตนเองเสมอ เป้าหมายของ KIS จึงเป็นการบ่มเพาะผู้เรียนให้พร้อมยืนหยัดรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมั่นคง
“เป้าหมายของเราคือการติดอาวุธให้เด็ก ๆ ทั้งในแง่ของทักษะ (Skillset) และวิธีคิด (Mindset) เพื่อให้พวกเขากล้าเปิดรับและพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา รวมถึงมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว เพราะในความเป็นจริง คงไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าบริบทของโลกในอีก 15 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด”
รังสรรค์สถาบันการศึกษาในอุดมคติจากหัวใจของศิษย์เก่าผู้เคยมีความฝัน
พริษฐ์มักกล่าวถึงเยาวชนรุ่นหลังด้วยแววตาของรุ่นพี่ที่ปรารถนาจะยกระดับการเรียนรู้ให้ดีกว่าที่ตนเคยได้รับ เจตนารมณ์นี้ถ่ายทอดผ่านโปรเจกต์ KIS Reignwood Park ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการทลายขีดจำกัดและต่อยอดความสำเร็จของ KIS ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น
“ทัศนคติที่ผมปลูกฝังแก่ทีมงานคือการตั้งบรรทัดฐานความสำเร็จที่เรียบง่ายแต่ท้าทาย นั่นคือการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ชีวิตในโรงเรียนของเด็ก ๆ ยุคนี้ดีกว่าสมัยที่ผมเรียน หากมาตรฐานของเรายังคงย่ำอยู่กับที่เหมือนเมื่อทศวรรษก่อน ย่อมแสดงว่าเรายังก้าวไปข้างหน้าได้ไม่ไกลพอ”

แม้จะผูกพันกับ KIS มาอย่างยาวนาน แต่พริษฐ์ในฐานะศิษย์เก่าก็มีความคาดหวังที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เมื่อได้รับโอกาสในการสร้างแคมปัสแห่งใหม่ เขาจึงนำความฝันในวัยเยาว์เหล่านั้นมาเป็นโจทย์สำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ
“ในอดีตมีหลายอย่างที่เราใฝ่ฝันอยากให้มี แต่ติดด้วยข้อจำกัดทางกายภาพและพื้นที่ใช้สอย มาวันนี้เมื่อเรามีโอกาสได้สร้างสรรค์โรงเรียนแห่งใหม่ ผมจึงตั้งใจที่จะทำให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นความจริง”
พริษฐ์เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงอาคารที่ทันสมัย แต่คือการสร้าง ‘พื้นที่แห่งโอกาส’ ที่พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เฉพาะบุคคล และช่วยให้เด็ก ๆ ค้นพบตัวตนในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต ภารกิจสูงสุดของเขาคือการส่งต่อมรดกทางคุณค่าจาก KIS สู่คนรุ่นหลังอย่างสมบูรณ์และสง่างามยิ่งขึ้น
วิสัยทัศน์หัวเรือ KIS ยุคใหม่ อยากให้เด็กไทยได้เติบโตในแบบของตัวเอง
พริษฐ์พบว่าผู้ปกครองมักกังวลเมื่อเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่น ในฐานะผู้บริหารและศิษย์เก่าที่เรียนรู้ด้วยตนเอง เขาเข้าใจความรู้สึกนี้ดี แต่เชื่อว่าการเปรียบเทียบจะทำให้มองข้ามความแตกต่างเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
“เด็กแต่ละคนมีช่วงเวลาเติบโตต่างกัน บางคนค้นพบพรสวรรค์เร็ว ในขณะที่บางคนต้องใช้เวลาบ่มเพาะนานกว่า ซึ่งนั่นไม่ใช่เครื่องวัดความสำเร็จ เช่นเดียวกับผมที่ไม่ได้โดดเด่นมาตั้งแต่ต้น แต่ทักษะต่าง ๆ ค่อย ๆ ถูกขัดเกลาจนงอกงามเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม”
เขามองว่าโรงเรียนและผู้ปกครองมีบทบาทคล้ายกัน คือการสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กได้ค้นพบศักยภาพและเติบโตอย่างมั่นใจในแบบของตัวเอง แทนที่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตให้พวกเขา
“ในมุมมองของผม โรงเรียนและครอบครัวจำเป็นต้องก้าวเดินไปพร้อมกันในฐานะหุ้นส่วนที่เกื้อกูลกัน เพราะโดยแก่นแท้แล้ว เราต่างมีพันธกิจร่วมกันในการบ่มเพาะและดูแลเด็กคนเดียวกันให้เติบโตอย่างงดงาม”

พริษฐ์เชื่อว่าสิ่งที่เด็กต้องการคือการมีคนรับฟังและสนับสนุน เขาจึงแนะนำให้ผู้ปกครองเริ่มต้นจากการพูดคุยกับลูกในทุก ๆ วัน เมื่อเด็กได้รับโอกาส พื้นที่ปลอดภัย และการสนับสนุนที่เพียงพอ พวกเขาจะค้นพบเส้นทางของตนเองได้ในที่สุด
สำหรับพริษฐ์ นี่คือสิ่งเดียวกันกับที่ KIS มอบให้เขาในฐานะนักเรียนหมายเลข 001 เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว และเป็นเจตนารมณ์ที่เขามุ่งมั่นส่งต่อให้กับนักเรียนทุกคนในวันนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการศึกษาอาจไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่คือการสนับสนุนให้เด็กแต่ละคนเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด