classicliterature.it.com

รู้จักอาณาจักร KCG บริษัทอาหารไทยอายุ 68 ปี รายได้เกือบ 9,000 ล้านบาท เบื้องหลัง "Imperial" คุกกี้กล่องแดง - Marketeer Online


รู้จักอาณาจักร KCG บริษัทอาหารไทยอายุ 68 ปี รายได้เกือบ 9,000 ล้านบาท เบื้องหลัง “Imperial” คุกกี้กล่องแดง

หากพูดถึง Imperial หลายคนนึกถึงคุกกี้กล่องแดงที่อยู่คู่คนไทยมานานหลายสิบปี แต่มีคนไม่มากที่รู้ว่า Imperial เป็นเพียงหนึ่งในหลายแบรนด์ของ KCG Corporation บริษัทอาหารไทยที่สร้างยอดขายกว่า 8,600 ล้านบาท

KCG ไม่ได้มีรายได้จากคุกกี้เพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่เบื้องหลังธุรกิจอาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พอร์ตสินค้ามีตั้งแต่เนย Allowrie, ชีส, น้ำผลไม้ Sunquick ไปจนถึงวัตถุดิบสำหรับร้านเบเกอรี่ โรงแรม และร้านอาหารทั่วประเทศ

ลูกค้าของ KCG ไม่ได้มีแค่ผู้บริโภคที่เดินซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ยังรวมถึงร้านเบเกอรี่ คาเฟ่ โรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการอาหารทั่วประเทศ

โดยรายได้มาจาก 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

ผลิตภัณฑ์นม เช่น เนยและชีส (57-60%)

วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเบเกอรี่ (27-29%)

บิสกิตและสินค้าอุปโภคบริโภค (10-12%)

โมเดลของบริษัทมี ทั้งสร้างแบรนด์เอง รับสิทธิ์จัดจำหน่ายแบรนด์ต่างประเทศ และนำเข้าสินค้าพรีเมียม โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์นมเป็นสัดส่วนรายได้มากที่สุด ขณะที่บิสกิตมีสัดส่วนเล็กที่สุดใน 3 กลุ่มธุรกิจ

จากร้านนำเข้าเนยเล็ก ๆ สู่อาณาจักรอาหารอายุุ 68 ปี

จุดเริ่มต้นของ KCG ย้อนกลับไปเมื่อปี 2501 ภายใต้ชื่อ “กิมจั๊วพาณิชย์” ธุรกิจครอบครัวไทยเชื้อสายจีนของ 2 ตระกูล คือ วิภาวัฒนกุล และธีระนุสรณ์กิจ

ในยุคนั้น บริษัทเริ่มจากการนำเข้าเนย ชีส และผลิตภัณฑ์อาหารจากต่างประเทศ แล้วค่อย ๆ ขยับขึ้นมาเป็นผู้ผลิต เจ้าของแบรนด์ และผู้บริหารห่วงโซ่อาหารแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 60 ปี

ต่อมาได้รวมธุรกิจในเครือ ทั้ง Kim Chua Trading, United Dairy Food และ Imperial General Foods เข้าด้วยกัน ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น KCG Corporation ในปี 2556 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2566

แม้วันนี้จะเป็นบริษัทมหาชนแล้ว แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ยังคงเป็น บริษัท กิมจั๊ว กรุ๊ป จำกัด ถือหุ้นกว่า 52% สะท้อนว่าธุรกิจยังอยู่ภายใต้การบริหารของครอบครัวผู้ก่อตั้ง

แบรนด์เก่าที่ยังเติบโต

หลายคนอาจคิดว่า ตลาดคุกกี้แข่งขันรุนแรง เนยและชีสเป็นสินค้าที่สร้างความแตกต่างได้ยาก ธุรกิจ FMCG โตได้ไม่ง่าย แต่ KCG กลับพิสูจน์สิ่งตรงกันข้าม

หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ KCG ยังคงรักษาการเติบโตของรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง ปี 2568 บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) อย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขายรวม 8,645.5 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11.6% จากปีก่อน) และมีกำไรสุทธิ 503.3 ล้านบาท (เติบโต 24.0% จากปีก่อน)

ขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2569 ยอดขายยังเติบโต 7.4% แต่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 26.5% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า บริษัทไม่ได้เติบโตเพียงเพราะขายสินค้าได้มากขึ้น แต่ยังบริหารต้นทุน การผลิต ค่าใช้จ่าย และภาระดอกเบี้ยได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนทำให้กำไรเติบโตเร็วกว่ายอดขายเกือบ 4 เท่า

เมื่อมองลึกลงไป สิ่งที่น่าสนใจของ KCG คือคำถามว่า เหตุใดธุรกิจครอบครัวที่มีอายุ 68 ปี จึงยังสามารถเติบโตในตลาดอาหารที่แข่งขันรุนแรงได้ และยังสามารถสร้างยอดขายและกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้ง ๆ ที่ KCG ไม่ได้ขับเคลื่อนการเติบโตด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่เลือกต่อยอดและสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์หลักในแต่ละกลุ่มสินค้า เช่น Allowrie เป็นผู้นำตลาดเนยในไทยต่อเนื่อง 10 ปี และ Imperial เป็นแบรนด์เรือธงของกลุ่มบิสกิต

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่บริษัทประกาศไว้ คือการพัฒนา Flagship Brands ให้แข็งแกร่งในแต่ละตลาด และใช้แบรนด์เหล่านี้เป็นฐานในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อม ๆกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบData-Driven, Innovative and Sustainable Culture

ก็ต้องจับตาดูกันต่อว่า โมเดลการเติบโตที่สร้างขึ้นตลอดเกือบ 70 ปี จะยังรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้มากน้อยเพียงใด ในวันที่ตลาดอาหารแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกปี


Update: 2026-07-30
Tags: