ISP เรียกร้องรัฐบาลไทยปรับยุทธศาสตร์ต่อเมียนมา เสนอโมเดล ‘3 ระเบียง’ รับมือภัยคุกคามข้ามแดน
สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ (Institute for Strategic Policy: ISP) เผยแพร่รายงานยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ ‘Rethinking Thailand’s Strategic Posture toward Myanmar’ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งปฏิรูปและปรับเปลี่ยนท่าทีเชิงยุทธศาสตร์ต่อเมียนมา หลังประเมินว่าสถานการณ์ในเมียนมาหลังการเลือกตั้งช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 ไม่ได้นำไปสู่ความสงบสุขหรือการปรองดองในชาติอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง หากแต่เป็นการกระจายอำนาจของรัฐบาลทหารสู่ระบบ ‘อำนาจแตกกระจาย’ (Fragmented Authority) ที่ไร้ความชอบธรรม และกำลังส่งผลให้เมียนมากลายเป็น ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ที่กระทบต่อประเทศไทยโดยตรงทั้งในมิติความมั่นคง มนุษยธรรม และเศรษฐกิจ
- ภาพสะท้อนเมียนมาหลังการเลือกตั้ง: สภาวะรัฐแตกกระจาย
- 3 มิติผลกระทบเชิงระบบต่อประเทศไทย
- ข้อเสนอเชิงพื้นที่: ยุทธศาสตร์ ‘3 ระเบียง’
- ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ ISP เรียกร้องต่อรัฐบาลไทย
ISP ระบุว่า การพึ่งพาการทูตระดับ ‘รัฐต่อรัฐ’ (State-to-State) ในแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป พร้อมเสนอให้ไทยปรับเปลี่ยนแนวทางผ่านกรอบแนวคิด ‘3 มิติ และ 3 ระเบียง’ (Three Dimensions-Three Corridors) เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้อย่างตรงจุด
ภาพสะท้อนเมียนมาหลังการเลือกตั้ง: สภาวะรัฐแตกกระจาย
รายงานของ ISP ชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งสามเฟสของเมียนมา (ธันวาคม 2025 – มกราคม 2026) เป็นเพียงการเลือกตั้งที่กีดกันพรรคฝ่ายค้านหลัก ส่งผลให้พรรค USDP ของกองทัพครองเสียงข้างมาก ร่วมกับโควตาทหาร 25% ซึ่งแม้ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนเมษายน 2026 แต่รัฐบาลนี้ขาดความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง
ปัจจุบัน กองทัพเมียนมา (Tatmadaw) ควบคุมพื้นที่ได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ (EAOs) กองกำลังปกป้องประชาชน (PDF) และกองกำลังลูกผสม (BGF) สถาปนาการปกครองในพื้นที่ชายแดน ส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางกฎหมายจนกลายเป็นแหล่งขยายตัวของเศรษฐกิจสีเทา ทั้งศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และคดียาเสพติดข้ามชาติ
3 มิติผลกระทบเชิงระบบต่อประเทศไทย
ISP ประเมินผลกระทบจากปัญหาในเมียนมาที่ส่งผลต่อไทยใน 3 มิติหลัก ได้แก่:
- มิติความมั่นคง (Security):
- ภัยคุกคามรูปแบบเดิม: เกิดกรณีการปะทะข้ามแดน กระสุนปืนใหญ่ และโดรนทหารตกในฝั่งไทย (เช่น อ.แม่สอด)
- ภัยคุกคามรูปแบบใหม่: เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ (KK Park และชเวโก๊กโก่) ยาเสพติด และมลพิษข้ามแดน (ฝุ่น PM2.5 จากการเผา และสารพิษจากการทำเหมืองปนเปื้อนแม่น้ำสายหลักจนสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่อยู่ริมน้ำ)
2. มิติมนุษยธรรม (Humanitarian):
- การทะลักของผู้พลัดถิ่นและผู้หลบหนีการเกณฑ์ทหาร
- การตัดงบช่วยเหลือจากต่างประเทศ (เช่น สหรัฐฯ) กดดันให้ไทยต้องแบกรับภาระงบประมาณ สาธารณสุข และการศึกษา
3. มิติเศรษฐกิจ (Economic):
- การสะดุดของเส้นทางการค้าชายแดนทำให้การค้าเป็นไปอย่างติดขั
- โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาแรงงานเมียนมามากกว่า 2.3 – 4 ล้านคน
- วิกฤตพลังงานจากการหยุดชะงักของแหล่งก๊าซธรรมชาติในเมียนมา (ยาดานา และซอติก้า) ที่ไทยพึ่งพาอยู่ถึง 17%
ข้อเสนอเชิงพื้นที่: ยุทธศาสตร์ ‘3 ระเบียง’
ISP เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเลิกใช้นโยบายแบบเดียวกันตลอดแนวชายแดน 2,400 กิโลเมตร และปรับการบริหารจัดการตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยแบ่งได้ดังนี้:
- ระเบียงตะวันตก (Western Corridor – แม่ฮ่องสอน, ตาก, กาญจนบุรี, ราชบุรี):
- จุดเน้น: เป็นจุดยุทธศาสตร์การค้า (แม่สอด-เมียวดี) แต่มีความเสี่ยงสูงจากพื้นที่ปะทะ และสแกมเมอร์
- แนวทาง: จัดตั้งพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zones) สำหรับส่งมอบความช่วยเหลือมนุษยธรรมและการค้า ตัดวงจรแก๊งสแกมเมอร์ด้วยการควบคุมปลายทางจุดบริการสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต) พร้อมทำทะเบียนประวัติชีวภาพ (Biometric) รวมศูนย์แรงงาน
- ระเบียงเหนือ (Northern Corridor – เชียงใหม่, เชียงราย):
- จุดเน้น: เชื่อมโยงกับกองกำลังว้า (UWSA) ปัญหายาเสพติด และมลพิษข้ามแดน (การทำเหมืองแร่อย่างผิดกฎหมายก่อมลพิษสารหนูในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย รวมถึงฝุ่น PM2.5 จากการเผาป่า)
- แนวทาง: ใช้เทคโนโลยีตรวจจับทางวิทยาศาสตร์และภาพถ่ายดาวเทียม บังคับใช้มาตรการข่าวกรองทางการเงินตัดเส้นทางเงินสแกมเมอร์ และสร้างช่องทางเจรจาอย่างไม่เป็นทางการกับกลุ่มไม่สังกัดรัฐ เช่น UWSA เพื่อแก้วิกฤตต้นน้ำ
- ระเบียงอันดามัน/ภาคใต้ (Andaman Maritime Corridor – ระนอง):
- จุดเน้น: เส้นทางทดแทนการขนส่งทางบกที่ขัดข้อง (การค้าผ่านระนองเติบโตขึ้น 73%) มีความเสี่ยงเรื่องการประมงผิดกฎหมาย (IUU) การค้ามนุษย์ และการส่งกลับผู้ลี้ภัยไปสู่การบังคับเกณฑ์ทหาร
- แนวทาง: ยกระดับท่าเรือระนองเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สู่ BIMSTEC และมหาสมุทรอินเดีย พัฒนาระบบการรับรู้บริบททางทะเล (Maritime Domain Awareness – MDA) และจัดทำช่องทางรับแรงงานทางทะเลที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ ISP เรียกร้องต่อรัฐบาลไทย
- ตั้งศูนย์ยุทธศาสตร์เมียนมาแห่งชาติ (Myanmar Strategy Center): จัดตั้งหน่วยงานระดับชาติที่มีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นประธาน โดยมี สมช. เป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อบูรณาการข้อมูลและสั่งการข้ามกระทรวง (การต่างประเทศ, กลาโหม, มหาดไทย, แรงงาน, ทรัพยากรฯ) ได้อย่างรวดเร็ว
- ปรับเปลี่ยนจาก State-Centric เป็น Actor-Centric: ไทยต้องกล้าที่จะเปิดช่องทางสื่อสารทางการและไม่เป็นทางการกับ กลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Actors) เช่น KNU, KNPP, UWSA รวมถึงรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) เพราะเป็นผู้ถือครองอำนาจและควบคุมพื้นที่จริงในฝั่งเมียนมา
- ใช้มาตรการปราบปรามเศรษฐกิจสีเทาอย่างแม่นยำ: เลิกใช้การตัดสาธารณูปโภคแบบปูพรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป แต่เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี AI และการข่าวกรองทางการเงิน (Financial Intelligence) สืบหาบัญชีม้า ทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต และธุรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี
- บริหารจัดการผู้พลัดถิ่นอย่างยั่งยืน: ปรับข้อกฎหมายเพื่อปลดล็อกให้ผู้หลบภัยในค่ายพักพิงชั่วคราวและผู้พลัดถิ่นเข้าสู่ระบบตลาดแรงงานไทยอย่างถูกกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศ และลดภาระงบประมาณด้านมนุษยธรรมของภาครัฐ
ISP สรุปทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเพียง ‘ผู้รับผลกระทบ’ (Passive Recipient) ได้อีกต่อไป แต่ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยต้องก้าวขึ้นเป็น ‘ผู้บริหารจัดการความเสี่ยง’ (Risk Manager) ที่มีความยืดหยุ่น รู้เท่าทันสภาพภูมิรัฐศาสตร์ และกล้าปรับเปลี่ยนเครื่องมือทางการทูตและการทหารให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในเมียนมา
อ้างอิง:
- รายงาน ‘Rethinking Thailand’s Strategic Posture toward Myanmar’ ของ Institute for Strategic Policy: ISP