IKH: No Green, No Growth เปลี่ยนผ่านไฟฟ้าสะอาดโรงงาน
หากลองจินตนาการถึงโลกวันนี้ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ดูสักครู่ เชื่อว่าแทบทุกคนนึกไม่ออก และนั่นคือสิ่งยืนยันความสำคัญของไฟฟ้าต่อโลกยุคใหม่ได้ดีที่สุด วันนี้ทิศทางของไฟฟ้าสะอาดได้กลายเป็นกลไกหลักของภาคธุรกิจและการผลิตไปแล้ว การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นจึงกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทุกภาคส่วน และแรงสั่นสะเทือนที่ตามมาจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การวางแผนรับมือของภาคการผลิตไทยทั้งภาครัฐและเอกชนจึงกลายเป็นกลไกสำคัญที่จะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสครั้งสำคัญ
Table of Contents
วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจได้จัดงาน Renewable Thailand ขึ้นเพื่อเผยแพร่รายงานการศึกษาเกี่ยวกับพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ โดยรายงาน ‘Tailor the Transition ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยไฟฟ้าสะอาด’ เป็นการศึกษาความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมีและพลาสติก และอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ
ความจริงด้านพลังงานไทยกับภาคอุตสาหกรรม: ไฟฟ้าเหลือใช้ไม่ได้สะท้อนศักยภาพและโอกาสจริงของธุรกิจ
รู้หรือไม่ว่าประเทศไทยวันนี้จ่ายไฟฟ้าสะอาดได้ราว 29.7 TWh ต่อปี ขณะที่ 5 อุตสาหกรรมหลักซึ่งคิดเป็น 29.9% ของ GDP และมีการจ้างงานราว 2.9 ล้านคน ต้องการไฟฟ้าราว 85–95 TWh ภายในปี 2030 และ 140-170 TWh ภายในปี 2035
ตัวเลขระดับ TWh อาจฟังดูไกลตัว ลองเทียบให้เห็นภาพแบบนี้ 1 TWh เท่ากับ 1,000 ล้านหน่วยไฟฟ้าบนมิเตอร์ที่เราคุ้นเคย ดังนั้นสิ่งที่ตัวเลขข้างต้นกำลังบอกก็คือ วันนี้เราจ่ายไฟสะอาดได้เพียง 1 ใน 3 ของความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงห้าปี และช่องว่างนี้จะขยายตัวต่อเนื่องในทศวรรษหน้า รายงานเรียกช่องว่างนี้ว่า Green Power Gap ซึ่งยิ่งรอยิ่งเกิดความเสียหาย เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเพดานของการลงทุน การส่งออก และการรักษาฐานการผลิตที่ไทยถืออยู่


ประเด็นดังกล่าวเป็นหัวใจหลักของรายงานกว่า 81 หน้าที่คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร จัดทำร่วมกับโครงการ CASE ภายใต้ GIZ ประเทศไทย ซึ่งแตกต่างจากที่หลายคนเคยรับรู้ โดยเฉพาะในภาพรวมที่ว่ามีไฟฟ้าเท่าไหร่ ใช้ไปเท่าไหร่ แต่รายงานฉบับนี้มองไปที่ความต้องการในอนาคตที่จะเกิดขึ้นว่า ‘โรงงานไทยต้องการไฟฟ้าสะอาดเท่าไร และจะเกิดอะไรขึ้นหากไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้ได้’
ก่อนที่เราจะไปต่อกัน อยากให้ลืมภาพที่เราเคยจดจำว่าประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่โดดเด่น มีศักยภาพ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และมีตำแหน่งที่ตั้งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคไปเสียก่อน เพราะมิติความท้าทายที่เกิดขึ้นในวันนี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในวันที่ไฟฟ้าสะอาดและห่วงโซ่อุปทานสีเขียวกลายเป็นกฎเกณฑ์ของธุรกิจยุคใหม่ ซึ่งสะท้อนผ่านรายงานและการพูดคุยภายในงานอย่างชัดเจน
คุณสุชาติ คล้ายแก้ว ที่ปรึกษาด้านพลังงานโครงการ CASE ซึ่งเป็นผู้วิเคราะห์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดของภาคอุตสาหกรรมในรายงานฉบับนี้ นำเสนอตัวเลข Electrification Rate หรืออัตราการใช้ไฟฟ้าต่อพลังงานขั้นสุดท้ายของไทยไว้ที่ราว 19% เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ราว 21% และหากเรียงในอาเซียน ไทยสูงกว่าเพียงกัมพูชากับเมียนมาเท่านั้น
ในขณะที่ตัวเลขสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนแปรผัน หรือ Variable Renewable Energy (VRE) ซึ่งหมายถึงโซลาร์และลมที่เชื่อมเข้าระบบไฟฟ้าไทย อยู่ที่ประมาณ 4.5% และหากเดินตามนโยบายปัจจุบันไปจนถึงปี 2035 จะเพิ่มมาเป็น 9-10% เท่านั้น ตัวเลขนี้ต่ำกว่าที่กระทรวงพลังงานรายงาน เพราะรายงานฉบับนี้นับเฉพาะโซลาร์และลม ไม่รวมไฟฟ้าพลังน้ำที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นการนับที่ตรงกับสิ่งที่ผู้ซื้อในห่วงโซ่อุปทานโลกยอมรับมากกว่า
ในภาพใหญ่ โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลราว 80% โดยก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนราว 55-60% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ณ ปี 2024 ขณะที่ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้จริงอยู่ที่ราว 12-15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ราว 41% ดังนั้นข่าวที่ออกมาบอกกันว่าเราผลิตไฟเกิน เหลือใช้ จึงอาจไม่ได้แปลว่าเราพร้อม เพราะไฟที่เหลืออยู่นั้นส่วนใหญ่ไม่ใช่ไฟที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังมองหา
ติดโซลาร์บนหลังคาและเปลี่ยนมาใช้ EV คือความพยายามที่ถูกทาง แต่ยังไม่ถึงแกนของปัญหา
เทรนด์ด้านพลังงานสะอาดที่จับต้องได้ง่ายที่สุดสำหรับบ้านเราในวันนี้ คือ พลังงานแสงอาทิตย์และการหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นความพยายามเปลี่ยนผ่านในระดับปัจเจกที่มีคุณค่าและควรสนับสนุน แต่หากโครงสร้างไม่ปรับตามอย่างชัดเจนพอ ความพยายามเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำได้ เพราะในท้ายที่สุด เมื่อโรงงานซื้อไฟฟ้าจากระบบของรัฐ ก็ยังต้องถูกถามถึงที่มาของไฟฟ้านั้นอยู่ดี
ประเด็นสำคัญของการชี้วัดอยู่ที่เกณฑ์ Scope 2 ซึ่งเป็นการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการซื้อไฟฟ้ามาใช้ พูดให้เห็นภาพหน้างานก็คือ วันที่ลูกค้าต่างประเทศส่งแบบฟอร์มมาให้กรอกว่าไฟฟ้าที่ใช้ผลิตชิ้นงานล็อตนี้มาจากแหล่งใด นั่นแหละคือ Scope 2 ที่มาเคาะประตูโรงงาน
และนี่คือส่วนที่โรงงานแก้เองไม่ได้ ต่อให้เปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทั้งโรงงานก็เป็นการแก้ที่ปลายทาง เพราะไม่มีเอกชนรายใดกำหนดได้ว่าไฟฟ้าที่ไหลเข้าระบบสายส่งผลิตมาจากเชื้อเพลิงอะไร เรื่องนี้จึงต้องแก้ที่นโยบาย ไม่ใช่ที่ปลายสาย
รายงานคัดเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายด้วยกรอบประเมินหลายมิติ ไม่ได้ดูแค่ปริมาณการใช้ไฟฟ้า แต่รวมถึงศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก ความพร้อมด้านเทคโนโลยี ความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากตลาดโลก
[แผนภาพที่ 2.1 — ภาพรวมภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยและระดับความเข้มข้นในการใช้ไฟฟ้าเปรียบเทียบระหว่างภาคอุตสาหกรรม]

ที่มาภาพและข้อมูล: เอกสาร Tailor the Transition ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยไฟฟ้าสะอาด
ห้ากลุ่มที่ถูกคัดเลือกใช้ไฟฟ้ารวมกันราว 59,159 GWh ต่อปี หรือประมาณ 69% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งเรายังไม่ได้พูดถึงการมาถึงของ Data Center ยุคใหม่ที่ต้องการไฟฟ้าเพิ่มอีกมหาศาลเสียด้วยซ้ำ
‘Green Power Gap’ ช่องว่างที่กว้างขึ้นทุกปีจนกลายเป็นเพดานของการลงทุน
อยากให้ทุกท่านลองพิจารณาตัวเลขต่อไปนี้อย่างระมัดระวัง ปัจจุบันไทยมีอุปทานไฟฟ้าสะอาดพร้อมจ่ายราว 29.7 TWh ต่อปี คิดเป็นกำลังผลิตติดตั้งราว 14.9 GW ขณะที่ความต้องการของ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 85-95 TWh ในปี 2030 และ 140-170 TWh ในปี 2035 หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 186-220% และ 371-472% จากระดับปัจจุบันตามลำดับ
ในเชิงกำลังผลิต หมายความว่าไทยต้องมีกำลังผลิตไฟฟ้าสะอาด 42.5-47.5 GW ในปี 2030 และ 70-85 GW ในปี 2035 เท่ากับต้องติดตั้งกำลังผลิตใหม่ราว 4,600-6,400 MW ต่อปีอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษหน้า ซึ่งสูงกว่าอัตราการขยายกำลังผลิตเฉลี่ยในอดีตหลายเท่า และต้องทำควบคู่ไปกับการลงทุนระบบสายส่ง ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ที่ต้องย้ำคือ ตัวเลข 29.7 TWh เองก็เป็นการนับแบบมองในแง่ดีที่สุดเท่าที่พอจะเป็นไปได้แล้ว เพราะนับรวมไฟฟ้าจากเขื่อนขนาดใหญ่ที่ส่งมาจาก สปป.ลาว ทั้งที่โรงไฟฟ้าซึ่งมีอายุเกิน 15 ปีบางแห่งไม่สามารถนำมาเคลมใบรับรองได้ และไฟฟ้าส่วนนี้ก็ยังส่งไปไม่ถึงตัวโรงงานจริง เพราะยังไม่มีระบบสายส่งเฉพาะรองรับ
เทียบกับสเกลของกลไกที่รัฐเปิดให้ในปัจจุบัน โครงการนำร่อง Direct Power Purchase Agreement (DPPA) เปิดให้กลุ่ม Data Center ราว 2 GW ส่วน Utility Green Tariff (UGT1) มีไฟขายจริงราว 2 ล้าน MWh ตัวเลขทั้งสองห่างจากความต้องการที่สำรวจพบอยู่มาก

CBAM คือบทพิสูจน์ว่าความเสียหายมาถึงก่อนที่ใครจะจ่ายเงินสักบาท
ถ้าตัวเลขข้างต้นยังเป็นเรื่องของอนาคตที่กำลังเข้าแถวรอเราอยู่ เรื่องของ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM คือ สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว
มูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่ม CBAM ของไทยหดตัวราว 14% หลังการประกาศมาตรการอย่างไม่เป็นทางการในปี 2020 และหดลึกลงอีกเป็น 24% ในปี 2023 ทั้งที่ทั้งสองช่วงเวลานั้นยุโรปยังไม่ได้เก็บเงินจากใครแม้แต่บาทเดียว ในปี 2023 ผู้ส่งออกมีหน้าที่เพียงรายงานข้อมูลเท่านั้น
ตัวเลขนี้มาจากการศึกษาของ ดร.พรรณิการ์ ธรรมพานิชวงศ์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งใช้ข้อมูลระดับธุรกรรม จับคู่ใบขนสินค้าขาออกของกรมศุลกากรทุกธุรกรรมเข้ากับงบการเงินบริษัทจากกระทรวงพาณิชย์ แล้ววิเคราะห์ด้วยวิธี Difference-in-Differences เปรียบเทียบบริษัทที่ส่งออกสินค้ากลุ่ม CBAM ไปสหภาพยุโรปกับกลุ่มควบคุม ติดตามยาว 5 ปีก่อนมีมาตรการ และอีก 4-5 ปีหลังจากนั้น เมื่อขยายไปดูข้อมูลการค้าระดับโลกผ่าน UN Comtrade ก็พบภาพเดียวกัน กลุ่มประเทศที่ปล่อยคาร์บอนสูงกว่าค่ามาตรฐานของยุโรป ซึ่งรวมถึงไทย ส่งออกสินค้า CBAM ไปสหภาพยุโรปลดลงราว 6.1% หลังปี 2020
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ภาษี แต่เป็น Trade Diversion ผู้นำเข้าฝั่งยุโรปย้ายคำสั่งซื้อไปหาแหล่งผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าล่วงหน้า โดยไม่รอให้ถึงกำหนดเก็บเงินจริงในปี 2026 ที่ต้องย้ำคือ ผู้จ่ายค่าใบรับรอง CBAM คือผู้นำเข้าในยุโรป ไม่ใช่ผู้ส่งออกไทย เป็นการวางภาระให้เกิดขึ้นที่ประเทศปลายทาง แต่เมื่อผู้นำเข้าเจอสินค้าสเปกใกล้เคียงกัน เขาย่อมเลือกแหล่งที่ทำให้ตัวเองไม่ต้องจ่ายค่าใบรับรอง คำสั่งซื้อจึงหายไปจากไทยโดยที่ไม่มีใครเรียกเก็บเงินจากเราเลย
รายละเอียดที่เจอได้เฉพาะจากข้อมูลระดับธุรกรรม คือ การส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่กลุ่ม CBAM ไปยุโรปก็หดตัวตามไปด้วย ทีมวิจัยตั้งสมมติฐานว่าเกิดจากพฤติกรรมรวมตู้คอนเทนเนอร์เพื่อประหยัดค่าขนส่ง เมื่อคำสั่งซื้อสินค้ากลุ่ม CBAM ในตู้นั้นถูกยกเลิก ต้นทุนเฉลี่ยต่อตู้จึงสูงขึ้นจนสินค้าที่เหลือส่งต่อไม่คุ้ม กล่าวคือ สินค้าที่ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายมาตรการเลยก็โดนลูกหลงไปด้วย
ในบรรดาผู้ส่งออกสินค้ากลุ่ม CBAM ของไทย สัดส่วนส่วนใหญ่เป็น SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่รับต้นทุนสามชั้นได้ยากที่สุด ทั้งการคำนวณคาร์บอนที่ฝังมากับสินค้า การจ้างผู้ทวนสอบอิสระที่ได้รับการรับรอง และการลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรหรือติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเพื่อลดการปล่อย
ลองนึกภาพโรงงานเหล็กขนาดกลางแห่งหนึ่งที่ส่งของเข้ายุโรปมาสิบกว่าปี วันหนึ่งลูกค้าส่งอีเมลมาขอข้อมูลคาร์บอนที่ฝังอยู่ในสินค้าแต่ละล็อต เจ้าของโรงงานเปิดอ่านแล้วพบว่าตัวเองไม่มีทั้งข้อมูล ไม่มีทั้งคนที่คำนวณเป็น และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเริ่มจากตรงไหน นี่คือสถานการณ์ที่ตัวเลข ‘ส่วนใหญ่เป็น SME’ กำลังอธิบายอยู่จริงๆ
“ถ้าโลกเปลี่ยนแล้วเราไม่เปลี่ยน การค้าและการส่งออกของเราจะเสียประโยชน์ และเสียประโยชน์มหาศาลด้วย” ดร.พรรณิการ์ ธรรมพานิชวงศ์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวตามลมที่กำลังเปลี่ยนทิศ
กับดักสำหรับคนที่เลือกไม่ทำอะไรคือ สหภาพยุโรปจะใช้ค่ามาตรฐานตั้งต้น (Default Value) ซึ่งคำนวณจากกลุ่มผู้ผลิตที่ปล่อยคาร์บอนสูงที่สุด 25% สุดท้าย การไม่วัดค่าคาร์บอนของตัวเองจึงไม่ใช่จุดยืนที่เป็นกลาง แต่เป็นการยอมรับบทลงโทษล่วงหน้า
และเมื่อยุโรปเริ่มบังคับใช้แล้ว นโยบายที่ใกล้เคียงกันก็มีแนวโน้มจะปรากฏขึ้นในประเทศอื่นตามมา ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่การเตรียมตัวเพื่อตลาดเดียว
ไฟฟ้าสะอาด: การเปลี่ยนสถานะจากสาธารณูปโภคสู่กลไกยุทธศาสตร์เศรษฐกิจประเทศ
หนึ่งในประเด็นที่สะท้อนวิธีมองพลังงานของไทยได้ดีที่สุด คือ การที่เรามองไฟฟ้าเป็นเรื่องของความมั่นคง (Security) มากกว่าการที่ไฟฟ้าเป็นสินค้าพื้นฐานที่ซื้อขายกันได้ (Commodity)
ความต่างของสองวิธีคิดนี้ไม่ใช่เรื่องปรัชญา แต่กำหนดวิธีจัดการจริง เมื่อมองไฟฟ้าเป็นความมั่นคง รัฐจะเน้นการควบคุมและสำรองกำลังผลิตไว้ให้มากเข้าไว้ ผูกสัญญารับซื้อระยะยาวเพื่อรับประกันว่าจะมีไฟใช้แน่นอน ผลที่ตามมาคือกำลังผลิตล้นระบบและต้นทุนที่ผูกติดอยู่กับสัญญาเดิม แต่เมื่อมองไฟฟ้าเป็นสินค้าพื้นฐานที่ซื้อขายได้ กลไกตลาดจะทำหน้าที่จับคู่คนที่มีไฟกับคนที่ต้องการไฟ ราคาจะสะท้อนความต้องการจริง และผู้ผลิตไฟสะอาดรายใหม่จะมีที่ยืน วิธีคิดแบบแรกให้ความมั่นคงในแบบเก่า วิธีคิดแบบที่สองคือสิ่งที่ทำให้ไฟฟ้าสะอาดเดินทางจากผู้ผลิตไปถึงโรงงานที่ต้องการได้จริง
ในทางปฏิบัติ ข้อมูลจากการสำรวจนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ 81 แห่ง ซึ่งมีโรงงานรวมกว่า 5,471 แห่ง และได้รับแบบสำรวจกลับมา 215 บริษัท ยืนยันว่าไฟฟ้าได้เปลี่ยนบทบาทไปแล้วในสายตาผู้ประกอบการ
ข้อค้นพบแรก ต้นทุนค่าไฟฟ้าของผู้ประกอบการไทยไม่ได้กระจายตัวแบบสม่ำเสมอ แต่แยกเป็นสองขั้ว ราว 38% ของบริษัทมีค่าไฟฟ้าคิดเป็นไม่เกิน 5% ของต้นทุนดำเนินงานทั้งหมด ขณะที่ราว 37% มีต้นทุนค่าไฟสูงกว่า 30% ของต้นทุนรวม โดยในจำนวนนี้ 32% อยู่ระหว่าง 31-50% และอีก 5% สูงกว่า 50% แปลว่าเวลาพูดถึง ‘ผลกระทบจากค่าไฟ’ เรากำลังพูดถึงธุรกิจจากสองโลกที่ต่างกันมาก
ข้อค้นพบที่สอง เมื่อถามถึงผลต่อความสามารถในการแข่งขัน ผู้ตอบแบบสำรวจ 63% ระบุว่าต้นทุนค่าไฟฟ้ามีผลในระดับปานกลางถึงสูง แบ่งเป็น 44% ที่เห็นว่ามีผลกระทบปานกลาง และ 19% ที่เห็นว่ามีผลอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่มีเพียง 8% ที่เห็นว่าค่าไฟไม่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันเลย
[แผนภาพที่ 2.3.1 — สัดส่วนต้นทุนการดำเนินงานที่เกิดจากค่าไฟฟ้า, ผลต่อความสามารถในการแข่งขัน และสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการซื้อไฟฟ้า]

ที่มาภาพและข้อมูล: เอกสาร Tailor the Transition ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยไฟฟ้าสะอาด

ที่มาภาพและข้อมูล: เอกสาร Tailor the Transition ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยไฟฟ้าสะอาด

ที่มาภาพและข้อมูล: เอกสาร Tailor the Transition ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยไฟฟ้าสะอาด
ข้อค้นพบที่สามอธิบายว่าทำไมเรื่องไฟฟ้าจึงผูกกับ CBAM โดยตรง 23% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งองค์กรมาจากการซื้อไฟฟ้า และอีก 46% ระบุว่าอยู่ในช่วง 11-50% เท่ากับว่าสำหรับผู้ประกอบการจำนวนมาก ความเข้มข้นคาร์บอนของระบบไฟฟ้าไทย คือ ความเข้มข้นคาร์บอนของสินค้าที่เขาส่งออก
ทั้ง 3 ตัวเลขนี้มีจุดตัดร่วมกัน คือ การเปลี่ยนบทบาทของไฟฟ้าจากต้นทุนด้านสาธารณูปโภค มาเป็นตัวแปรที่กำหนดทั้งต้นทุนการผลิตและการรักษาสถานะในห่วงโซ่อุปทานโลกไปพร้อมกัน
สำรวจมิติความต้องการพลังงานของ 5 อุตสาหกรรมหลัก
ประเด็นสำคัญที่อยากให้ตระหนักอีกครั้ง คือ เมื่อเราพูดถึง ‘อุตสาหกรรม’ เรามักหมายถึงภาคการผลิตแบบรวมๆ แต่ความเป็นจริงแล้วธรรมชาติและเงื่อนไขของแต่ละอุตสาหกรรมย่อยล้วนแตกต่างกัน ทั้งลูกค้า ความต้องการ ความท้าทาย และข้อกฎหมายจำเพาะบางประการ นี่คือที่มาของคำว่า Tailor ในชื่อรายงาน เพราะมาตรการชุดเดียวใช้กับทั้งห้ากลุ่มไม่ได้
ยานยนต์และชิ้นส่วน แรงผลักมาจากห่วงโซ่อุปทาน โรงงานใช้ไฟฟ้าสูงอยู่แล้วแต่ใช้ไฟฟ้าสีเขียวน้อย ปัญหาหลักคือผู้ประกอบการใน Tier 2 และ Tier 3 ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SME เข้าไม่ถึง ทางออกที่รายงานเสนอคือกลไกอย่าง DPPA และ UGT ควบคู่กับการสนับสนุน SME ในการเปลี่ยนเครื่องจักรและยกระดับทักษะแรงงาน
อิเล็กทรอนิกส์ แรงผลักมาจากผู้ซื้อในตลาดโลก ลูกค้าต่างประเทศกดดันเรื่อง RE100 สูงที่สุดในบรรดาห้ากลุ่ม และแข่งขันกันที่ Carbon Footprint มากกว่าค่าไฟ กลุ่มนี้ต้องการไฟฟ้าที่มีคุณภาพและเสถียรภาพสูงมาก เพราะกระบวนการผลิตชิปทนไฟกระตุกแม้เพียงเสี้ยววินาทีไม่ได้ และยอมจ่ายแพงขึ้นได้ถ้าได้ไฟที่นิ่งและตรวจสอบย้อนกลับได้จริง
อาหารและเครื่องดื่ม แรงผลักมาจากประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร กลุ่มนี้ใช้พลังงานความร้อนเข้มข้น โดยเฉพาะกระบวนการให้ความร้อน อบ และฆ่าเชื้อ ซึ่งยังพึ่งเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงต้องการทางเลือกอย่างชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ไม่ใช่แค่ไฟฟ้าสะอาดอย่างเดียว
เคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมีและพลาสติก เป็นกลุ่มที่ซับซ้อนที่สุด เพราะใช้ฟอสซิลเป็นทั้งเชื้อเพลิงและวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstock) การเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าสะอาดจึงแก้ได้เพียงบางส่วน ต้องมาพร้อมเทคโนโลยีลดคาร์บอนอย่างไฮโดรเจนและระบบดักจับคาร์บอน และต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมที่แชร์ระบบสาธารณูปโภคร่วมกัน
การแพทย์และสุขภาพ แรงผลักมาจากความมั่นคงของการให้บริการ กลุ่มนี้ใช้ไฟฟ้าเกือบทั้งหมดและต้องการความเสถียรสูงมาก เพราะโรงพยาบาลหยุดให้บริการไม่ได้ จึงต้องการระบบไฟฟ้าสำรองและระบบกักเก็บพลังงานเป็นหลัก
[แผนภาพที่ 3.1 — เปรียบเทียบความสำคัญทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน ความต้องการไฟฟ้า และผลผลิตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นภายใต้ฉากทัศน์การลดคาร์บอนอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้ง 5 กลุ่ม]

ที่มาภาพและข้อมูล: เอกสาร Tailor the Transition ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยไฟฟ้าสะอาด
ความย้อนแย้งของการเปลี่ยนผ่าน: เอกชนพร้อมลงทุน แต่ยังไม่มีประตูให้เดินเข้า
ภาคเอกชนมักตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงก่อนที่นโยบายจะบังคับใช้จริงเสมอ และในเรื่องพลังงานสะอาดก็เช่นกัน แต่ความตื่นตัวนั้นจะแปลงเป็นการลงทุนได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการมั่นใจว่ากติกาจะไม่เปลี่ยนกลางทาง
ข้อมูลจากรายงานแสดงให้เห็นว่า 91% ของผู้ตอบแบบสำรวจใช้พลังงานหมุนเวียนไม่เกิน 25% ของการใช้พลังงานทั้งหมด มีเพียง 5% ที่อยู่ในช่วง 26-50% และมีเพียง 1% ที่ใช้ได้ครบ 100% ควบคู่กันคือ 57% ของบริษัทไม่มีระบบผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในโรงงานเลย ขณะที่ 43% มีระบบผลิตใช้เองในรูปแบบต่างๆ เช่น Solar Rooftop หรือชีวมวล กล่าวอีกนัยหนึ่ง บริษัทส่วนใหญ่ยังพึ่งพาไฟจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติเป็นแหล่งพลังงานหลักของกระบวนการผลิต รายงานเรียกสภาวะนี้ว่า The Green Electricity Transition Paradox
แต่ความย้อนแย้งนี้ไม่ได้เกิดจากการที่เอกชนไม่อยากเปลี่ยน ตัวเลขฝั่งความพร้อมชี้ไปคนละทาง โดยพบว่า 89% ของผู้ตอบแบบสำรวจได้ดำเนินการลงทุนหรือกำลังอยู่ระหว่างการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานแล้ว แบ่งเป็น 55% ที่ลงทุนไปแล้ว และ 34% ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ มีเพียง 10% ที่ยังไม่มีแผนลงทุน และในด้านเป้าหมาย 49% ระบุว่ากำลังวางแผนเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2030 สิ่งที่ขาดจึงไม่ใช่เงินทุนหรือเจตนา แต่คือช่องทางที่ใช้ได้จริง ซึ่งรายงานระบุกำแพงเหล่านี้ไว้อย่างชัดเจน
เรื่องราคายังคงเป็นกำแพงที่ใหญ่ที่สุด โดย 60% ของผู้ตอบแบบสำรวจยินดีจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1% ของค่าไฟปกติ อีก 18% ยอมรับได้ไม่เกิน 2.5% และเพียง 23% ที่ยอมรับต้นทุนส่วนเพิ่มมากกว่า 2.5% ตัวเลขนี้บอกว่ากลไกราคาไฟฟ้าสีเขียวที่ออกแบบมาโดยไม่คำนึงถึงเพดานนี้ จะไม่มีผู้ซื้อ
ในขณะที่กลไกที่มีอยู่ก็ยังไม่ตรงกับความต้องการ มีเพียง 9% ที่เห็นว่าโครงการ Utility Green Tariff (UTG) ตอบสนองความต้องการได้อย่างเพียงพอ ขณะที่ 33% ระบุว่ายังไม่ตรงกับความต้องการของบริษัท และอีก 29% ไม่คุ้นเคยหรือไม่ทราบรายละเอียดของโครงการเลย ตัวเลขสุดท้ายนี้บอกอะไรได้มาก เพราะเกือบหนึ่งในสามของกลุ่มที่ควรเป็นลูกค้าหลักยังไม่รู้จักเครื่องมือที่รัฐทำไว้ให้
สิ่งที่เอกชนต้องการจริงคือ Corporate Power Purchase Agreement โดย 53% ได้ลงนามหรืออยู่ระหว่างพิจารณาทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยตรง แบ่งเป็น 25% ที่อยู่ระหว่างการลงนามหรือดำเนินการ และ 28% ที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้ ที่สำคัญ คือ รูปแบบการรวมกลุ่มซื้อขายในระดับนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะโอบอุ้มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายเล็กใน Tier 2 และ Tier 3 ให้เข้าถึงไฟฟ้าสะอาดไปพร้อมกันได้ เพราะการตรวจสอบย้อนกลับคาร์บอนในอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องไล่ลงไปถึงชั้นเหล่านั้น
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือกำลังคน ทักษะที่โรงงานระบุว่าต้องการมากที่สุดในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ใช่ทักษะวิศวกรรมพลังงาน แต่เป็นความรู้ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ที่ 26% แปลว่าคนที่โรงงานไทยจะต้องหาเพิ่มในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อาจไม่ใช่วิศวกรที่ออกแบบระบบไฟฟ้า แต่เป็นคนที่อ่านข้อกำหนดอย่าง CBAM เป็นและแปลงเป็นเอกสารส่งลูกค้าได้
การเปลี่ยนผ่านที่ช้าเกินไปมีราคาที่วัดออกมาเป็นตำแหน่งงานได้
รายงานพัฒนาแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคภายใต้ 3 ฉากทัศน์ เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการขยายกำลังผลิตไฟฟ้าสะอาดกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2024-2030
ภายใต้ฉากทัศน์ที่ไทยเร่งการเปลี่ยนผ่านได้เต็มศักยภาพ GDP มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 5.67% ต่อปีจนถึงปี 2030 ห้าอุตสาหกรรมเป้าหมายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นรวมกว่า 2.18 ล้านล้านบาท พร้อมสร้างการจ้างงานใหม่ประมาณ 117,591 ตำแหน่ง ขณะที่ฉากทัศน์ระดับปานกลาง GDP เติบโตเฉลี่ย 3.98% ต่อปี และฉากทัศน์ที่การขยายพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นอย่างจำกัด GDP เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.23% ต่อปี
ส่วนต่างระหว่างฉากทัศน์เร็วที่สุดกับช้าที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่คือตำแหน่งงานใหม่กว่าแสนตำแหน่งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น และมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับล้านล้านบาทที่จะไหลเข้าหรือไหลผ่านประเทศไทยไป
รายงานยังจัดลำดับความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์จากการไม่เร่งดำเนินการไว้สี่ข้อ โดยจัดระดับการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกเป็นระดับวิกฤต (Critical) ตามด้วยการชะลอการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนพลังงาน ในระดับสูง (High) และการสูญเสียศักยภาพด้านบุคลากรและนวัตกรรม ในระดับปานกลาง (Medium) โดยข้อสุดท้ายอธิบายว่าหากประเทศคู่แข่งเปลี่ยนผ่านได้เร็วกว่า บุคลากรที่มีทักษะด้านพลังงานสะอาดและวิศวกรรมสีเขียวมีแนวโน้มเคลื่อนย้ายออกไป
ข้อเสนอเชิงโครงสร้าง: เปลี่ยนกรอบคิดจากสาธารณูปโภคเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์
รายงานเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายหลัก 5 ประการ ได้แก่ การปฏิรูปตลาดไฟฟ้าเพื่อขยายทางเลือกในการจัดหาไฟฟ้าสะอาด การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าทั้งสายส่ง Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน การเสริมสร้างศักยภาพกำลังคนและระบบนิเวศนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด การระดมเงินทุนผ่านกลไกการเงินสีเขียวและพันธบัตรสีเขียว และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านเชิงพื้นที่ต้นแบบอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำตามแนวทาง Start-Build-Learn-Scale
ในเวทีเปิดตัว ดร.พรรณิการ์ ธรรมพานิชวงศ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ระบุข้อเสนอสำหรับแผนฉบับใหม่ไว้สามข้อ ได้แก่ การเริ่มคำนวณแผนจากฝั่งอุปสงค์จริงแทนการพยากรณ์จากสถิติในอดีต การกำหนดให้ไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตขึ้นต้องระบุและตรวจสอบแหล่งที่มาได้เพื่อให้ผู้ส่งออกใช้อ้างสิทธิ์กับมาตรการอย่าง CBAM ได้ และการลงทุนเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า หรือ Grid Flexibility ตั้งแต่ตอนที่สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนยังอยู่ในระดับที่ไม่กระทบเสถียรภาพ
“การลงทุนในเรื่องของไฟฟ้าสะอาด ต้องปรับเปลี่ยนจากกรอบคิดเรื่องการลงทุนด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มาเป็นกรอบคิดเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Infrastructure) ของประเทศ” ดร.พรรณิการ์ ธรรมพานิชวงศ์
อีกมุมที่น่าสนใจมาจากฝั่งกฎหมาย รศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตว่าพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 81 เขียนรองรับสิทธิ์การให้บุคคลที่สามเข้าใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือ Third Party Access ไว้ตั้งแต่ปี 2007 แล้ว ปัญหาที่ค้างอยู่จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย แต่อยู่ที่ระดับการปฏิบัติและการบังคับใช้
“แผน PDP คือแผนการจัดการพลังงาน แผนไม่ใช่กฎหมาย” รศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ
ข้อเสนอของ รศ.ดร.ปิติ มีสองส่วน ส่วนแรกคือการปรับบทบาทโรงไฟฟ้าฟอสซิลเดิมให้ทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าสำรอง แทนการยกเลิกสัญญาทั้งหมด โดยค่าความพร้อมจ่ายจะลดลงตามสัดส่วนการทำงานจริง ส่วนที่สองคือการพิจารณาแนวคิด Omnibus Law สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยเฉพาะ ซึ่งเขียนสูตรการชดเชยที่เป็นธรรมไว้ในกฎหมาย และกำหนดให้การเปิดระบบสายส่งเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย
**สิ่งที่รายงานฉบับนี้ไม่ได้นำเสนอ
เพื่อความเป็นธรรมกับข้อมูล มีข้อจำกัดที่รายงานระบุไว้เองและควรอ่านประกอบการออกแบบกลุ่มตัวอย่างของการสำรวจใช้แนวทาง Purposeful Sampling โดยคัดเลือกอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนจำนวนโรงงานทั้งหมดในประเทศ ดังนั้นตัวเลขทั้งหมดในรายงานสะท้อนมุมมองของกลุ่มผู้ประกอบการที่มีบทบาทสูงต่อทิศทางการใช้ไฟฟ้า ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการไทยทั้งหมดรายงานยังระบุเองว่าไม่ได้มุ่งวิเคราะห์รายละเอียดเชิงเทคนิคของกระบวนการผลิตในแต่ละอุตสาหกรรม และไม่ควรนำไปใช้เป็นฐานในการตัดสินใจด้านการลงทุนหรือการดำเนินการทางกฎหมายโดยตรง

โลกกำลังเดินไปหาไฟฟ้าสีเขียว ส่วนไทยยังเดินอยู่ในกรอบของโครงสร้างพลังงานแบบเดิม
จากข้อมูลในรายงานและการแลกเปลี่ยนบนเวที Renewable Thailand สะท้อนทิศทางของโลกที่มุ่งไปยังการใช้ไฟฟ้าสะอาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เทรนด์หรือคำแนะนำอีกต่อไป แต่เป็นกลไกที่สะท้อนสองเรื่องพร้อมกัน
ประการที่หนึ่ง การแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมต้องเกิดขึ้นในวงกว้าง และทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่มีใครทำคนเดียวแล้วได้ผล
ประการที่สอง กลไกทางกฎหมายกำลังกลายเป็นเครื่องมือปกป้องธุรกิจที่ให้ความร่วมมือ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากข้อแรก และ CBAM คือตัวอย่างที่ชัดที่สุดของกลไกลักษณะนี้
ยิ่งพิจารณาจากตัวเลข ยิ่งเห็นชัดว่าตลาดส่งสัญญาณความต้องการนี้มาล่วงหน้านานแล้ว และภาคเอกชนก็รับลูกมาต่อเนื่อง ตัวเลข 89% ที่ลงทุนไปแล้วหรือกำลังลงทุน กับ 49% ที่วางแผนไปถึง 100% ภายในปี 2030 เป็นหลักฐานว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่รับรู้และเตรียมตัวกันมาบ้างแล้ว
ภาครัฐไทยเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย มีทั้งนโยบายพลังงานทางเลือกและการเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงานเกิดขึ้นมาตลอด แต่สิ่งที่เห็นจากหน้างานจริงคือนโยบายกับความต้องการยังไม่สอดรับกัน ทั้งเรื่องความต่อเนื่องของมาตรการ โควตา DPPA ที่จัดสรรให้ Data Center เป็นหลัก และความไม่แน่นอนที่ทำให้ผู้ประกอบการลังเลจะลงทุน ข้อจำกัดเหล่านี้ย้อนกลับมาที่ตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะแม้ต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจะลดลงมามากแล้ว แต่ถ้าตลาดยังไม่ขยับเพราะรอความชัดเจนจากภาครัฐ Economy of Scale ก็จะไม่เกิดขึ้นจริงอยู่ดี
ในวันที่โลกต้องการไฟฟ้าสะอาด ไฟฟ้าที่เหลือในระบบของไทยกลับไม่ใช่ไฟฟ้าที่ห่วงโซ่อุปทานโลกรับได้ และเมื่อพิจารณาข้อผูกพันตามสัญญาระยะยาวที่ทำไว้กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน หากไม่มีการเจรจาปรับให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนไป ต้นทุนส่วนต่างของ Green Power Gap ก็จะตกอยู่กับทุกคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าเหล่านั้น
ช่องว่างนี้เมื่อพิจารณาร่วมกับรายได้ของประชากร จะพบว่าความต้องการของโลกยิ่งกดทับต้นทุนของธุรกิจขนาดเล็กและผู้มีรายได้น้อยมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป ภาพที่เห็นอาจดูเหมือนไร้ทางเลือก และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าสะอาดถูกมองว่าเป็นภาระของคนหมู่มาก จนย้อนกลับไปพึ่งพาพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนสูงเป็นวัฏจักรวนไปเรื่อยๆ ทั้งที่การปรับเงื่อนไขด้านพลังงานสะอาดให้เข้าถึงได้จริง คือทางที่จะแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และผู้ส่งออกที่มีลูกค้าปลายทางในยุโรป สิ่งที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอนโยบายมีอยู่ไม่กี่อย่าง เริ่มจากการวัดค่าคาร์บอนของกระบวนการผลิตตัวเอง เพราะการไม่วัดเท่ากับยอมรับค่ามาตรฐานตั้งต้นที่คำนวณจากผู้ผลิตที่ปล่อยสูงที่สุด 25% สุดท้าย ถัดมาคือการวางระบบเก็บข้อมูลด้านความยั่งยืนให้เป็นโครงสร้างเดียว เพราะข้อกำหนดของยุโรปทั้งชุดใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน และสำหรับผู้ผลิตที่มีซัพพลายเออร์ใน Tier 2 และ Tier 3 การมองหารูปแบบการรวมกลุ่มซื้อขายไฟฟ้าในระดับนิคมอุตสาหกรรมคือทางที่จะพาทั้งสายการผลิตไปด้วยกันได้ ไม่ใช่เฉพาะโรงงานแม่ ส่วนสิ่งที่ต้องจับตาคือความชัดเจนของ DPPA ที่จะขยายออกจากกลุ่ม Data Center และอัตราค่าบริการสายส่ง หรือ Wheeling Charge ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่ากลไกนี้ใช้ได้จริงในเชิงต้นทุนหรือไม่
ถ้าโครงสร้างพลังงานของไทยยังอยู่ในรูปแบบเดิม ห่วงโซ่อุปทานที่เราใช้เวลาหลายสิบปีสร้างขึ้นมาจะค่อยๆ จางหายไปจากแผนที่การผลิตของโลก การถอนการลงทุนและการย้ายฐานการผลิตจะตามมา และคำถามที่ตอบยากที่สุดคือ ในวันนั้นการบริโภคภายในประเทศจะรองรับไหวหรือไม่ ที่สำคัญกว่านั้นคือ จะไม่มีใครประกาศให้เรารู้ล่วงหน้าว่าประเทศไทยถูกตัดออกจากระบบในวันไหน เดือนไหน ปีไหน เราจะรู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อคำสั่งซื้อไม่กลับมาแล้วเท่านั้น