classicliterature.it.com

IMFC เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงสูง สงคราม–หนี้–AI กดดัน ห่วงประเทศกลุ่มเปราะบาง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (17 ต.ค.69) ในการแถลงข่าว สรุปผลการประชุมคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ (International Monetary and Financial Committee: IMFC) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

นายโมฮัมเหม็ด อัลจาดาน (Mohammed Al-Jadaan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบีย ในฐานะประธาน IMFC เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามและความขัดแย้ง ซึ่งสร้างความสูญเสียด้านมนุษยธรรมและส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

การหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งทางทะเลส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านราคา ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการกู้ยืม ทำให้ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างระมัดระวังมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจขยายตัว โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำและประเทศที่มีความเปราะบาง ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่เท่าเทียมกับประเทศที่มีความพร้อมมากกว่า

นายอัลจาดาน ระบุว่า สารสำคัญจากการหารือครั้งนี้คือ ประเทศต่าง ๆ ไม่สามารถประมาทต่อความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นได้ โดยจำเป็นต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ปกป้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค โดยธนาคารกลางมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรับมือความท้าทายของเศรษฐกิจโลก โดยสมาชิก IMFC ยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนประเทศที่ประสบปัญหาหนี้ ผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้กรอบความร่วมมือของกลุ่ม G20 ตลอดจนให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประเทศรายได้ต่ำและประเทศเปราะบาง

พร้อมกันนี้ สมาชิกยังสนับสนุนการทบทวนกรอบและแนวทางการให้กู้ยืมของ IMF รวมถึงยืนยันความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้ IMF มีทรัพยากรอย่างเพียงพอ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประเทศสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นสถาบันที่สะท้อนการมีส่วนร่วมของประเทศสมาชิกอย่างเหมาะสม

ด้าน นางคริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนทั้งความกังวลและความหวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะโอกาสจากความก้าวหน้าของ AI และพลวัตการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชีย ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงคราม เงินเฟ้อ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ มีประเด็นสำคัญจากการหารือ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก ความสำคัญของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เหมาะสมและการมีสถาบันที่เข้มแข็ง ซึ่งเปรียบเสมือนเสาหลักในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ แม้ความก้าวหน้าของ AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต แต่การพึ่งพาปัจจัยดังกล่าวเพียงด้านเดียวอาจสร้างความเปราะบาง ขณะที่กันชนรองรับผลกระทบด้านพลังงานเริ่มลดลง และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ

ประการที่สอง ความแตกต่างของสถานการณ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังชัดเจนมากขึ้น โดยบางประเทศได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI ขณะที่บางประเทศยังเผชิญผลกระทบจากสงครามและความขัดแย้ง ซึ่งอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศขยายตัว โดยเฉพาะประเทศที่มีความเปราะบางอยู่แล้ว

ประการที่สาม ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายในปัจจุบันมีความสำคัญต่อทิศทางของเทคโนโลยีในอนาคต โดยหลายประเทศต้องการใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการวางมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม

นางกอร์เกียวา ระบุว่า การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล และภาคธุรกิจ โดยธนาคารกลางต้องให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคา หน่วยงานด้านการคลังต้องดูแลเสถียรภาพทางการคลัง ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องติดตามความเสี่ยงใหม่ ๆ รวมถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์

ในส่วนนี้ นางกอร์เกียวา ได้กล่าวถึง Bangkok Blueprint ซึ่งเป็นกรอบแนวทางรับมือภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัลที่เปิดตัวระหว่างการประชุมครั้งนี้ในประเทศไทย โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการป้องกันและจัดการความเสี่ยงในระบบการเงิน

สำหรับบทบาทของ IMF นางกอร์เกียวา ระบุว่า กองทุนให้ความสำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถในการตรวจพบความเปราะบางทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถเตรียมมาตรการรองรับความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม พร้อมเน้นย้ำว่าความร่วมมือระหว่างประเทศยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก

นอกจากนี้ ในช่วงตอบคำถามเกี่ยวกับแนวทางช่วยเหลือประเทศรายได้ต่ำ นางกอร์เกียวา กล่าวว่า ประเทศกลุ่มนี้มักได้รับผลกระทบรุนแรงจากแรงกระแทกภายนอก จึงจำเป็นต้องได้รับความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ โดย IMF มุ่งระดมทรัพยากรเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนประเทศรายได้ต่ำ รวมถึงผ่านกองทุนเพื่อการลดความยากจนและการเติบโต (Poverty Reduction and Growth Trust: PRGT) ซึ่งเป็นกลไกให้ความช่วยเหลือทางการเงินแบบผ่อนปรน

ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ภาครัฐอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีของผู้มีรายได้สูง ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน

นางกอร์เกียวา ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างหนี้อย่างทันท่วงที เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินของประเทศที่ประสบปัญหาหนี้ และเพิ่มความสามารถในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดย IMF จะยังคงสนับสนุนประเทศสมาชิกทั้งด้านทรัพยากรทางการเงินและคำแนะนำเชิงนโยบาย

สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจตะวันออกกลาง นางกอร์เกียวา ระบุว่า ประเทศในภูมิภาคได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกล่าวชื่นชมประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ที่เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างกันชนรองรับความเสี่ยงไว้ก่อน ทำให้มีความสามารถในการรับมือแรงกระแทกได้ดีกว่า ขณะที่ประเทศซึ่งมีความเปราะบางอยู่แล้วจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งนี้ IMF ยังคงหารือกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาที่แต่ละประเทศกำลังเผชิญ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวไทยได้สอบถามถึงบทบาทของประเทศไทยจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 นางกอร์เกียวา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก โดยประเทศไทยมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่น

นางกอร์เกียวา ระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการเป็นเจ้าภาพเมื่อ 35 ปีก่อน ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะความมีชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจและบทบาทในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่น

นางกอร์เกียวา กล่าวด้วยว่า ภายหลังนายกรัฐมนตรีไทยกล่าวถึงโอกาสที่จะได้พบกันอีกครั้งในอีก 35 ปีข้างหน้า ก็ยินดีรับคำเชิญหากประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอีกครั้ง

ด้านนายอัลจาดาน ประธาน IMFC กล่าวเสริมว่า แม้ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปมากจากการเป็นเจ้าภาพเมื่อ 35 ปีก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้มและการต้อนรับอย่างอบอุ่น ซึ่งทำให้ประเทศที่จะรับหน้าที่เจ้าภาพต่อจากไทยต้องเผชิญความท้าทายในการจัดงานให้ได้มาตรฐานเดียวกัน

Update: 2026-10-17
Tags: