classicliterature.it.com

IMF มอง AI พยุงเศรษฐกิจโลกโต 3% ธนาคารโลกดัน Small AI เพิ่มผลิตภาพ–สร้างงาน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 วันนี้ (12 ต.ค. 69) นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และนายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ร่วมแสดงความเห็นบนเวที “Small AI: More and Better Jobs” ถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ต่อเศรษฐกิจโลก ผลิตภาพ และตลาดแรงงาน

นางกอร์เกียวาระบุว่า ผลกระทบระลอกแรกจาก AI คือการลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และการพัฒนาโมเดล AI ซึ่งมีส่วนช่วยพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยประเทศผู้ผลิต AI หลัก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และอินเดีย ขณะที่หลายประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย มีบทบาทอยู่ในห่วงโซ่อุปทานและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI

การลงทุนดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้เศรษฐกิจโลกยังสามารถขยายตัวได้ราว 3% แม้เผชิญแรงกดดันจากภาวะช็อกด้านอุปทานพลังงาน อย่างไรก็ตาม การลงทุนถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขณะที่คลื่นระลอกถัดไปจะเกิดจากการนำ AI ไปใช้งานในวงกว้าง ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกประเทศสามารถมีส่วนร่วมได้

นางกอร์เกียวาเปรียบเทียบว่า AI อาจพัฒนาไปในลักษณะเดียวกับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะหากประเทศกำลังพัฒนามีความพร้อมด้านไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และมีภาครัฐที่สามารถปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงและผู้ไม่หวังดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามการประเมินของ IMF การนำ AI มาใช้อาจเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชียได้ประมาณ 0.5-1.0 จุดเปอร์เซ็นต์ และเพิ่มการเติบโตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียได้ประมาณ 0.2-0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ โดย AI มีศักยภาพที่จะช่วยชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับผลกระทบต่อตลาดแรงงาน นางจอร์เจียวาประเมินว่า ในระยะยาว งานทั่วโลกราว 40% จะได้รับผลกระทบจาก AI ไม่ว่าจะเป็นการเสริมศักยภาพการทำงาน การลดระดับความสำคัญของงานบางประเภท หรือการถูกทดแทน ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วมีสัดส่วนงานที่อาจได้รับผลกระทบสูงถึง 60% ส่วนประเทศรายได้ต่ำอยู่ที่ประมาณ 23% เนื่องจากมีระดับการใช้งาน AI ต่ำกว่า

ผลศึกษาของ IMF ในสหรัฐฯ พบว่า ปัจจุบันมีงานประมาณ 10% ที่ต้องใช้ทักษะด้าน AI และได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า ขณะที่งานประจำที่มีลักษณะทำซ้ำกำลังหดตัวลง ส่วนงานค่าแรงต่ำบางประเภทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะงานก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และงานบริการ ส่งผลให้ภาพรวมสุทธิของการจ้างงานยังเป็นบวก แต่การเพิ่มขึ้นของงานส่วนหนึ่งยังอยู่ในกลุ่มค่าจ้างต่ำ

กลุ่มที่น่ากังวลเป็นพิเศษ คือ คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน เนื่องจากงานประจำระดับเริ่มต้น ซึ่งในอดีตเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของเส้นทางอาชีพ มีแนวโน้มลดลงจากการเข้ามาของ AI

นางกอร์เกียวาระบุว่า ในปัจจุบัน AI ยังไม่ได้ทำให้ความต้องการแรงงานโดยรวมหายไป แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการแรงงานไปสู่งานรูปแบบใหม่ พร้อมเสนอให้รัฐบาลดำเนินการ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การติดตามและศึกษาความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด การปรับแนวคิดด้านการศึกษาไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเตรียมความพร้อมด้านการคลัง เนื่องจากโครงสร้างรายได้ภาษีของภาครัฐยังพึ่งพารายได้จากแรงงานเป็นหลัก หากจำนวนแรงงานลดลงและทุนมีบทบาทมากขึ้น รายได้ภาครัฐอาจลดลงในช่วงเวลาที่สังคมมีความต้องการความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น

ด้านนายอาเจย์ บังกา ระบุว่า ความกังวลเกี่ยวกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือ Large Language Model (LLM) ที่อาจเข้ามาแย่งงานในประเทศพัฒนาแล้วนั้น ยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจน ขณะที่สำหรับประเทศรายได้ปานกลาง โอกาสจาก “Small AI” ในการเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานยังมีอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ Small AI หมายถึง AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับการใช้งานเฉพาะด้าน มีต้นทุนต่ำ สามารถทำงานผ่านสมาร์ตโฟนแม้อยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณจำกัด และรองรับภาษาท้องถิ่น

นายบังกายกตัวอย่างการใช้งานในประเทศอินเดีย ซึ่งเกษตรกรที่ไม่สามารถอ่านหนังสือได้ สามารถใช้โทรศัพท์มือถือผ่านเครือข่าย 3G ถ่ายภาพใบพืชที่เป็นโรค ก่อนที่ระบบ AI จะช่วยระบุแนวทางรักษาและยาที่ควรใช้ จากนั้นเกษตรกรสามารถชำระเงิน 25 รูปีเพื่อรับยาจากสหกรณ์ โดยโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารโลกกับ Google

อีกตัวอย่างหนึ่งคือการใช้ AI ในคลินิกของประเทศอินโดนีเซีย โดยพยาบาลสามารถถ่ายภาพผื่นผิวหนังและส่งข้อมูลให้แพทย์ที่ให้บริการร่วมกันแก่คลินิก 20 แห่ง จากนั้นแพทย์ใช้ AI บนโทรศัพท์มือถือช่วยประกอบการวินิจฉัย ก่อนสั่งยาหรือส่งต่อผู้ป่วยไปยังแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลประจำภูมิภาคได้ทันที

นายบังกากล่าวว่า ในช่วง 15 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวประมาณ 1.2 พันล้านคน มีอายุครบ 18 ปี ขณะที่ภาคเอกชนเป็นผู้สร้างงานประมาณ 75-85% ในแต่ละประเทศ ธนาคารโลกจึงให้ความสำคัญกับการวางโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายที่เหมาะสม รวมถึงการช่วยลดความเสี่ยงเพื่อจูงใจให้เงินทุนภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในวงกว้างมากขึ้น

สำหรับภาคส่วนที่มีศักยภาพในการสร้างงาน Jobs Council ของธนาคารโลกกำหนดไว้ 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน เกษตรกรรมรายย่อย สาธารณสุขปฐมภูมิ การท่องเที่ยว และการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ครอบคลุมทั้งถนน ไฟฟ้า น้ำ ระบบดิจิทัล และการพัฒนาทักษะแรงงาน ขณะที่ภาคเกษตรกรรมรายย่อยมุ่งใช้สหกรณ์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนับสนุน ส่วนสาธารณสุขปฐมภูมิสามารถนำ AI มาเชื่อมต่อกับบริการแพทย์ทางไกลได้

สำหรับภาคการท่องเที่ยว นายบังกายกประเทศไทยเป็นตัวอย่างสำคัญ พร้อมระบุว่าไทยยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาภาคการท่องเที่ยวไปได้ไกลกว่าที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ส่วนภาคการผลิตควรมุ่งไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าการส่งออกวัตถุดิบหรือทรัพยากรในรูปแบบเดิม

ในช่วงท้าย นายบังการะบุว่า ภายในระยะ 5 ปีข้างหน้า ต้องการเห็น Small AI ถูกนำไปใช้งานจริงในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ให้มากที่สุด ขณะที่นางกอร์เกียวาระบุว่า ต้องการเห็น AI เข้ามาช่วยทำงานที่มนุษย์ไม่ต้องการทำ เพื่อเปิดโอกาสให้คนสามารถทำงานที่ตนเองต้องการ พร้อมรักษาผลิตภาพ คุณภาพชีวิต และศักดิ์ศรีของการเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าต่อสังคมได้อย่างต่อเนื่อง

Update: 2026-10-12
Tags: