ส.อ.ท. ยัน มอก.เหล็กเส้นใหม่เน้นความปลอดภัย ยังเปิดทาง IF ผลิตได้
“กลุ่มเหล็ก ส.อ.ท.” หนุนยกระดับ มอก.24 ชี้เหล็กเกรดสูง SD60-80 และเหล็กต้านแผ่นดินไหวต้องคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง ใช้ BO/EAF ลดความเสี่ยงสิ่งเจือปน ย้ำโรงงาน IF ยังผลิตเหล็กเส้นกลมสำหรับงานความเสี่ยงต่ำได้ตามปกติ เชื่อกลไกตลาดและการนำเข้า Billet ช่วยคุมราคา ไม่กระทบผู้บริโภค พร้อมชู “ความปลอดภัยสาธารณะ” เป็นเป้าหมายหลัก
นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงจุดยืนต่อการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) 24 หรือเหล็กเส้นข้ออ้อย ฉบับใหม่ ในรับฟังความคิดเห็น “โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต” จัดขึ้นโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กขอสนับสนุนหลักการในการกำหนดกรรมวิธีต้นทางแบบ Basic Oxygen Furnace (BO) และ Electric Arc Furnace (EF) ให้เหมาะสมกับระดับคุณภาพและความปลอดภัยที่มาตรฐานกำลังยกระดับขึ้น โดยเฉพาะเหล็กที่ใช้ในโครงสร้างหลักของอาคารและเหล็กเกรดต้านทานแผ่นดินไหว ซึ่งควรมีการปรุงน้ำเหล็กภายนอกเตาหลอม (Secondary/External Refining) เพื่อลดความเสี่ยงตามลักษณะการใช้งาน
ยกระดับความแกร่ง SD 60-80 ต้องคุมเข้มต้นทาง
เหตุผลสำคัญในการยกระดับมาตรฐานครั้งนี้ เนื่องจาก มอก. ฉบับใหม่มีการปรับเพิ่มคุณสมบัติความแข็งแรงของเหล็กจากเดิมสูงสุดระดับ SD 50 ไปสู่ระดับ SD 60, 70 และ 80 รวมถึงขยายขนาดหน้าตัดเหล็กจาก 40 มม. เป็น 50 มม. กำหนดอัตราส่วนคราก เพื่อให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลอย่างญี่ปุ่น “ไม่ใช่มาตรฐานระดับเดิมที่เป็นมา”
เมื่อมีการห้ามใช้กระบวนการทำให้เย็นตัวด้วยน้ำ (Tempcore) ในเหล็กเกรดสูงเหล่านี้ การควบคุมองค์ประกอบทางเคมีจึงต้องใช้ความแม่นยำสูงมากด้วยแนวทาง Microalloy ร่วมกับการรีดควบคุมอุณหภูมิ (Thermo-Mechanical Processing) ดังนั้น การพิจารณาเพียงผลทดสอบปลายทางจึงไม่เพียงพอ แต่ต้องดูที่ความสามารถของกรรมวิธีต้นทางในการทำน้ำเหล็กที่มีคุณภาพสม่ำเสมอด้วย
สำหรับประเด็นเทคโนโลยี Induction Furnace (IF) นั้น นายบัณฑูรย์ ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดทางวิชาการว่า เป็นกระบวนการหลอมที่ไม่มีกระบวนการกำจัดสิ่งเจือปนขั้นต้น (Primary Refining) เหมือนระบบ EAF หรือ BOF ที่ใช้การพ่นออกซิเจน
“คุณภาพน้ำเหล็กของระบบ IF จึงขึ้นอยู่กับคุณภาพของเศษเหล็ก (Scrap) เป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีเศษเหล็กคุณภาพดีไม่เพียงพอ การกำหนดกรรมวิธีที่มีความสามารถในการขจัดสิ่งเจือปนได้ดีกว่าจึงเป็นการลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง” นายบัณฑูรย์กล่าว
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงถึงมาตรฐาน GB 1499.2-2024 ของจีน ซึ่งระบุชัดเจนว่าเหล็กต้านแผ่นดินไหวเกรดสูงต้องผลิตด้วยระบบ Converter (BOF) หรือ Electric Arc Furnace (EAF) เท่านั้น โดยไม่ยอมรับกรรมวิธีอื่นใดรวมทั้ง IF แม้จะมีการปรุงน้ำเหล็กภายนอก (External Refining) ก็ตาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานของประเทศที่ผลิตเหล็กมากที่สุดในโลกก็ให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำเหล็กตั้งแต่จุดเริ่มต้น
ทั้งนี้เมื่อสืบค้นเหตุจีนเลิก IF ไม่ใช่แค่ลดกำลังผลิตส่วนเกิน ต่อกรณีที่มีข้อโต้แย้งว่าจีนยกเลิกระบบ IF ในปี 2017 เพียงเพื่อลดกำลังผลิตส่วนเกินนั้น นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า จากการสืบค้นพบว่าจีนมุ่งเน้นการ “กำจัดกำลังผลิตที่ด้อยคุณภาพ” และไม่เป็นไปตามมาตรฐานออกจากระบบ ในขณะที่จีนยังคงส่งเสริมการผลิตด้วยระบบ EAF อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่เทคโนโลยีที่มีความสามารถสูงกว่า
ในด้านผลกระทบต่อตลาด ยืนยันว่าการปรับปรุง มอก. ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการปิดกั้นโรงงาน IF ทั้งหมด โดยโรงงานเหล่ายังสามารถผลิตเหล็กเส้นกลมสำหรับงานก่อสร้างขนาดเล็กหรือส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างหลักได้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยที่ให้จำกัดการใช้เหล็กตามระดับความเสี่ยงของอาคาร
ส่วนความกังวลเรื่องราคาเหล็กที่จะสูงขึ้น มีความเป็นไปได้จำกัดและสามารถจัดการได้ เนื่องจากกลไกตลาดและมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ยังทำงานอยู่ และยังมีเหล็กเส้นกลมที่ IF ผลิตได้เป็นทางเลือกเทียบเคียง อีกทั้งโรงงานทุกแห่งยังสามารถนำเข้าเหล็กแท่ง (Billet) ที่มีคุณภาพจากต่างประเทศมารีดเป็นเหล็กเส้นได้ ทำให้ตลาดไม่ได้เหลือผู้ผลิตเพียงกลุ่มเดียว ต้นทุนในกรรมวิธีเพื่อยกระดับคุณภาพในการผลิตเหล็กเกรดสูงขึ้นจะเป็นไปได้มากกว่า
สิ่งที่ประชาชนจะได้จากการปรับมาตรฐานครั้งนี้คือความปลอดภัยสาธารณะที่มั่นใจได้มากขึ้น เนื่องจากเหล็กเส้นเป็นวัสดุที่ฝังอยู่ในโครงสร้างซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้หลังจากอาคารเสร็จสมบูรณ์แล้ว การป้องกันความเสี่ยงที่ต้นทางจึงมีประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากนี้ ยังช่วยให้การกำกับดูแลของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการตรวจปลายทางเพื่อชดเชยข้อจำกัดของกระบวนการผลิต เปลี่ยนเป็นการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance) และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่เป็นสากลแทน
“ข้อเสนอของผมไม่ใช่การเลือกปฏิบัติต่อเทคโนโลยี แต่เป็นการกำหนดความสามารถขั้นต่ำทางโลหะวิทยาให้เหมาะสมกับความเสี่ยง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของระบบก่อสร้างไทยและความปลอดภัยของประชาชนในระยะยาว”