ไทยร่วม Human Capital Project จับมือ World Bank ยกระดับทุนมนุษย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (17 ต.ค.69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยเดินหน้าต่อยอดโอกาสจากการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 สู่ความร่วมมือด้านการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ Human Capital Project (HCP) ของธนาคารโลกอย่างเป็นทางการ ในฐานะสมาชิกลำดับที่ 101 พร้อมร่วมเปิดตัวโครงการขยายผลการพัฒนาเด็กปฐมวัยคุณภาพสูง เพื่อวางรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของชีวิต
Human Capital Project เป็นโครงการที่ธนาคารโลกริเริ่มขึ้นในปี 2561 เพื่อสนับสนุนให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ลงทุนด้านสุขภาพ การศึกษา และทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงาน โดยปัจจุบันมีรัฐบาลจากกว่า 100 ประเทศเข้าร่วม
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า การเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้ประเทศไทยเชื่อมโยงองค์ความรู้และประสบการณ์จากต่างประเทศ เพื่อนำมาต่อยอดศักยภาพของบุคลากรที่มีอยู่ ทั้งแพทย์ ครู นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย และเครือข่ายนวัตกรรมทั่วประเทศ
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้การลงทุนด้านการพัฒนาคนช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว โดยไม่จำกัดเพียงผลลัพธ์จากการเข้าร่วมเวทีระดับนานาชาติ แต่ต้องสามารถส่งผ่านประโยชน์ไปถึงประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการเปิดตัวโครงการขยายผลการพัฒนาเด็กปฐมวัยคุณภาพสูง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับธนาคารโลก มีเป้าหมายยกระดับมาตรฐานการดูแลและการเรียนรู้ของเด็กเล็กให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร องค์ความรู้ และทรัพยากรทางการศึกษา
โครงการดังกล่าวจะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ขณะที่ภาครัฐจะปรับบทบาทจากผู้ดำเนินงานโดยตรงทั้งหมด มาเป็นกลไกกลางในการจัดหาเงินทุน บริหารผลสัมฤทธิ์ และกำกับคุณภาพ ส่วนธนาคารโลกจะสนับสนุนการดำเนินโครงการ ขณะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาครูและผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเสริมศักยภาพบุคลากรในพื้นที่ พร้อมวางระบบที่สามารถขยายผลได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เพื่อให้เด็กไทยได้รับโอกาสในการพัฒนาตั้งแต่ปฐมวัยอย่างเท่าเทียมมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่เมืองหรือพื้นที่ห่างไกล
นอกจากการพัฒนาเด็กปฐมวัยแล้ว รัฐบาลยังวางแนวทางพัฒนาทุนมนุษย์ครอบคลุมคนไทยทุกช่วงวัยใน 5 มิติสำคัญ
ประการแรก การยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กปฐมวัย ผ่านการวิจัยด้านพัฒนาการเด็ก การพัฒนาระบบดูแล และการเสริมศักยภาพครูและผู้ดูแลเด็ก เพื่อให้เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต
ประการที่สอง การเพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษาและทักษะแห่งอนาคต ผ่านการพัฒนาทักษะพื้นฐาน การจัดทำกฎหมายด้านการศึกษา การขับเคลื่อน Human Capital Super Board รวมถึงการนำ AI มาสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล และโครงการ Skill Bridge เพื่อปรับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ประการที่สาม การนำเทคโนโลยีมาช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ ผ่านแนวคิด “AI for Zero Health Gap” เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม โดยประเทศไทยอยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการสุขภาวะแห่งชาติเพื่อผลักดันแนวทางดังกล่าว
ประการที่สี่ การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านระบบ Credit Bank และหลักสูตรระยะสั้น Micro-credentials เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมหน่วยกิตและต่อยอดการเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่น สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน
ประการที่ห้า การกระจายโอกาสการพัฒนาออกสู่ภูมิภาค โดยใช้เครือข่ายมหาวิทยาลัยเป็นกลไกยกระดับทักษะ กระจายองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่ชุมชน เพื่อสนับสนุนการสร้างอาชีพและการเติบโตของเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย เนื่องจากในยุคที่ AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกการทำงาน ความได้เปรียบของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถของประชาชนในการเรียนรู้ ปรับตัว และนำเทคโนโลยีไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีจุดแข็งจากเครือข่ายสถาบันการศึกษา บุคลากร และงานวิจัยในภูมิภาค ซึ่งสามารถทำหน้าที่เชื่อมองค์ความรู้ระดับโลกเข้ากับปัญหาและความต้องการในพื้นที่ได้
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์กล่าวว่า การเข้าร่วม Human Capital Project ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยภารกิจต่อจากนี้คือการผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ทั้งการยกระดับศูนย์เด็กเล็ก เพิ่มโอกาสทางการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงาน และติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม