classicliterature.it.com

เอ็มมีเน้นซ์รุกธุรกิจ Health-Tech ดัน Own Brand ขยายรายได้ 20%

เอ็มมีเน้นซ์ปรับยุทธศาสตร์จากผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์สู่ผู้ให้บริการโซลูชั่นสุขภาพครบวงจร รุกธุรกิจ Health-Tech และพัฒนาแบรนด์ของตนเอง รับเทรนด์สังคมสูงวัยและตลาด Wellness ที่เติบโต พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 20% สูงกว่าตลาดเครื่องมือแพทย์ไทยโดยรวม 

นางสุชานันท์ อัจฉริยสุชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ เปิดเผยว่า ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 55 บริษัทยกระดับบทบาทจากผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ สู่การเป็นพันธมิตรด้านโซลูชั่นสุขภาพครบวงจร ภายใต้แนวคิด Wellbeing for All พร้อมขยายการลงทุนสู่ธุรกิจ Health-Tech เพื่อเชื่อมต่อนวัตกรรมด้านสุขภาพจากต่างประเทศสู่ประเทศไทย และเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีด้านสุขภาพในราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้

เอ็มมีเน้นซ์
สุชานันท์ อัจฉริยสุชา

เนื่องจากภาพรวมอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยมีมูลค่ารวมกว่า 2.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายภายในประเทศประมาณ 7.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ตลาด Digital Health มีอัตราการเติบโตประมาณ 7% และตลาด Wellness Economy เติบโตราว 10% ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs การขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การลงทุนของโรงพยาบาลและคลินิกเฉพาะทาง รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองการดูแลสุขภาพเป็นการลงทุนในระยะยาว

ปัจจัยดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ความต้องการเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บริษัทจึงเดินหน้านำสินค้านวัตกรรมสุขภาพ หรือ Health-Tech จากต่างประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาแบรนด์ของบริษัท เพื่อรองรับแนวโน้มตลาดในอนาคต และขยายบทบาทจากการจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านสุขภาพครบวงจร

เอ็มมีเน้นซ์
ขยายไลน์สินค้าเอ็มมีเน้นซ์มีแบรนด์หลัก 4 แบรนด์ ได้แก่ FURANO, HORR, Prosper และ Satative โดยมีแผนต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ FURANO จะขยายไลน์สินค้าเพื่อรองรับผู้จัดฟันโดยเฉพาะ

“ตลอดระยะเวลากว่า 55 ปี ได้ดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา The Promise of Health หรือพันธสัญญาแห่งสุขภาพ โดยมุ่งนำนวัตกรรมด้านสุขภาพจากทั่วโลกมาสู่ประเทศไทย แต่การดำเนินธุรกิจในระยะต่อไปจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำเข้าและจำหน่ายสินค้า หากจะใช้ความเชี่ยวชาญของบริษัทในการคัดเลือกนวัตกรรมด้านสุขภาพ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสนับสนุนการใช้งาน เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถนำไปใช้ได้จริงกับบุคลากรทางการแพทย์และผู้บริโภค”

นางสุชานันท์กล่าวว่า บริษัทต้องการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างนวัตกรรมด้านสุขภาพระดับโลกกับผู้ใช้งานในประเทศไทย ทั้งโรงพยาบาล คลินิก บุคลากรทางการแพทย์ และผู้บริโภค โดยต่อยอดจากความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาตลอดกว่า 55 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพภายใต้แนวคิด Wellbeing for All

การปรับยุทธศาสตร์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs การขยายตัวของ Medical & Wellness Tourism ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านสุขภาพมากขึ้น

ปัจจุบันการดูแลสุขภาพกำลังเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่ความสำคัญกับการป้องกัน การติดตามสุขภาพ และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว โดยไม่ได้มองเพียงอายุที่ยืนยาว (Life Span) แต่ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพแข็งแรงตลอดช่วงชีวิต (Health Span) ด้วย

เพื่อรองรับทิศทางดังกล่าว บริษัทเตรียมเปิดตัวกลุ่มธุรกิจ Health-Tech และตั้ง Eminence Health-Tech Experience Center ภายในไตรมาส 4 ปี 2569 เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้นวัตกรรมด้านสุขภาพ พร้อมเรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านการแพทย์ในชีวิตประจำวัน โดยงบฯ ลงทุนครอบคลุมการจัดตั้งศูนย์ การทำตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัท การพัฒนาบุคลากร และระบบงาน เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง

หนึ่งในนวัตกรรมที่บริษัทเตรียมนำเสนอ คือ ระบบ AI สำหรับดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถตรวจจับการล้ม (Fall Detection) และแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ชีวิตภายในบ้าน เช่น การใช้เวลาอยู่บนเตียงหรือโซฟานานผิดปกติ เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพและสนับสนุนการดูแลเชิงป้องกันได้มากขึ้น

นางสุชานันท์กล่าวว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Well-being ประมาณ 10 รายการ ภายในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ พร้อมกับการเปิด Health-Tech Experience Center เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดสุขภาพและต่อยอดจากความเชี่ยวชาญของบริษัทสู่ธุรกิจด้าน Health-Tech อย่างเต็มรูปแบบ

การขับเคลื่อนธุรกิจในระยะต่อไป บริษัทวางกลยุทธ์หลักไว้ 3 ด้าน ได้แก่ Strengthen the Core, Build Own Brand และ Expand to Health-Tech & Well-being เพื่อสร้างการเติบโตจากธุรกิจเดิมควบคู่กับการขยายไปสู่ธุรกิจสุขภาพรูปแบบใหม่

สำหรับยุทธศาสตร์ Strengthen the Core มุ่งต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจทันตกรรม ธุรกิจเวชภัณฑ์และเครื่องมือสำหรับโรงพยาบาล กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และกลุ่มเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เครื่องมือสำหรับทันตแพทย์ อุปกรณ์ธนาคารเลือด เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ดูแลสุขภาพภายในบ้าน ไปจนถึงเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมยาและการผลิต เพื่อรองรับความต้องการของโรงพยาบาล คลินิก ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม

พร้อมกันนี้ บริษัทเดินหน้าพัฒนา Own Brand ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ หลังเริ่มพัฒนาแบรนด์ของตนเองตั้งแต่ปี 2562-2563 โดยต่อยอดจากองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคไทยมากขึ้น

ปัจจุบันบริษัทมีแบรนด์หลัก 4 แบรนด์ ได้แก่ FURANO, HORR, Prosper และ Satative ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก อุปกรณ์เพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ด้านการป้องกัน และเวชภัณฑ์สำหรับโรงพยาบาล โดยมีแผนต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ FURANO จะขยายไลน์สินค้าเพื่อรองรับผู้จัดฟันโดยเฉพาะ ส่วน Prosper จะพัฒนาอุปกรณ์ดูแลสุขภาพภายในบ้านที่เน้นมาตรฐานสากลและราคาที่เข้าถึงได้ ตามแนวคิด Wellbeing for All

นางสุชานันท์กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทยังมาจากสินค้านำเข้าประมาณ 85% และผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัท 15% โดยบริษัทมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วน Own Brand อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าเพียงอย่างเดียว และสร้างการเติบโตในระยะยาวจากสินค้าที่บริษัทเป็นผู้พัฒนาเอง

ด้านผลประกอบการ ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมมากกว่า 500 ล้านบาท ส่วนปี 2569 ตั้งเป้าเติบโต 20% โดยในช่วงครึ่งปีแรกสามารถสร้างการเติบโตได้แล้วมากกว่า 10% แม้ภาพรวมตลาดเครื่องมือแพทย์ของไทยจะขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2-3% ต่อปี

Update: 2026-07-24
Tags: