classicliterature.it.com

อังคณา ฉะ สมยศ ขอโทษยังไงให้เหยื่อผิด นักวิชาการ ติงเปลี่ยนประเด็น ไร้เรื่องพฤติกรรม Grooming

จากกรณีผู้เสียหาย คุณ A ได้ออกมาเปิดเผยว่า ถูกนักกิจกรรมอาวุโส ล่วงละเมิดทางเพศ โดยไม่เคยขอโทษต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และไม่กล้าบอกใครเนื่องจากรู้สึกอับอาย ต่อมา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้ออกมาโพสต์รับผิด โดยระบุว่า

“ผมขอโทษคุณ A ที่ผมเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม แต่ไม่ใช่ดังที่คุณ A ได้เล่าให้ฟัง หลังจากการกระทำหลายครั้ง คุณ A ย้ายมาอยู่กินด้วยกันคิดว่า ความสัมพันธ์จะราบรื่นไปด้วยกันได้ในเรื่องความรัก

คุณ A อายุ 25 ปี ผมอายุ 64 ปี มีความแตกต่างทางอายุตามที่บอกเล่า แต่เมื่อได้อยู่ร่วมกันสองปี ปีแรกยังประคับประคองไปด้วยกันได้ ปีที่สอง เป็นความสัมพันธ์ที่เแปลกแยกต่อกัน ระหว่างที่อยู่ด้วยกัน คุณ A ต้องการให้ปกปิดความสัมพันธ์ที่อยู่ด้วยกันและผมก็ร่วมปกปิดไปด้วย เราอยู่ด้วยกันและมีการทะเลาะกันและมีปากเสียงต่อกันรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนต้องเลิกลาจากกัน”

  • ผู้เสียหาย เปิดใจ ถูกนักกิจกรรมอาวุโสล่วงละเมิดทางเพศ สมยศ เขียนโพสต์ขอโทษ

การออกมาขอโทษดังกล่าว ทำให้มีเสียงวิจารณ์จำนวนมาก โดยเฉพาะในเรื่องการใช้ความเป็นผู้ใหญ่กดทับ หรือการ Grooming ทั้งยังนำมาซึ่งการเบลมเหยื่อ

อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ก็ได้โพสต์ให้ความเห็นกรณีดังกล่าวว่า “ปัญหาการคุกคามทางเพศในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ควรถูกมองข้ามหรือซุกไว้ใต้พรมเพียงเพราะกลัวว่าจะกระทบความงามของการต่อสู้ สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือการได้เห็นอำนาจนิยมในรูปแบบเดิมๆ หวนกลับมาทำงานในพื้นที่ที่เราคิดว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย

โดยเฉพาะการใช้อำนาจ วัยวุฒิ สถานะ และความน่าเชื่อถือของผู้ใหญ่หรือแกนนำรุ่นพี่ข่มขู่ กดทับ หรือล่วงละเมิดนักกิจกรรมหญิงรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ ความเงียบและการขอให้ “อดทนเพื่อส่วนรวม” ไม่ใช่ทางออก แต่คือการสมรู้ร่วมคิดและเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดยังคงมีที่ยืนและใช้อำนาจนั้นต่อไป หากเราเรียกร้องประชาธิปไตย ความเท่าเทียม และความยุติธรรมให้สังคมภายนอกได้

เราก็ต้องกล้าที่จะสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และปฏิเสธวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดทุกรูปแบบภายในขบวนการของเราเองด้วย เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเรายังปล่อยให้คนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ กลับกลายเป็นผู้พรากความปลอดภัยไปจากผู้อื่นเสียเอง

ขณะที่ อ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ก็ได้ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “คำขอโทษของสมยศเป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้วว่าจะออกมาในลักษณะนี้ กล่าวคือ เป็นการเปลี่ยนประเด็นจากข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดและพฤติกรรมแบบ grooming ให้กลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์ของคนสองคนที่เคยอยู่กินกัน ทะเลาะกัน และเลิกรากัน พูดให้ตรงกว่านั้นคือ เป็นการฟอกขาวความรุนแรงให้กลายเป็นเรื่องผัวเมีย

สิ่งที่เราไม่พบจากคำขอโทษคือ การยอมรับการใช้อำนาจในพฤติกรรม grooming ที่เป็นหัวใจของข้อกล่าวหา และเป็น pattern ที่ทำมานานนับทศวรรษ

ดิฉันขอแปล grooming ในบริบทของการล่วงละเมิดทางเพศว่าคือ “การล่าเหยื่อทางเพศ” หรือ “พฤติกรรมเชิงล่าเหยื่อทางเพศ” เพราะมันคือกระบวนการที่ผู้มีอำนาจมากกว่าค่อย ๆ สร้างความไว้ใจ ความผูกพัน และการพึ่งพา ผ่านการให้คำปรึกษา ให้งาน เปิดเครือข่าย รับส่ง ชื่นชม ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกพิเศษหรือสำคัญ แล้วค่อย ๆ ขยับขอบเขตความสัมพันธ์ จนการปฏิเสธหรือถอนตัวทำได้ยากขึ้น

ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าอายุ 25 กับ 64 ปีรักกันได้หรือไม่ แต่คือ ใครมีอำนาจเหนือใคร ใครเป็นผู้ให้โอกาส งาน เครือข่าย และสถานะ และใครต้องพึ่งพาใคร และการตั้งใจใช้อำนาจนั้น ก็เพื่อเป้าประสงค์ในความสัมพันธ์ทางเพศตั้งแต่แรก

Grooming ทำให้คำถามเรื่อง consent ซับซ้อนขึ้น เพราะเสรีภาพในการพูดคำว่า “ไม่” ภายในกระบวนการที่ผูกเหยื่อเข้ากับความสัมพันธ์หลายระนาบ กลายเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย โดยเฉพาะหากการปฏิเสธอาจหมายถึงเสียงาน เสีย mentor เสียความไว้เนื้อเชื่อใจ เสียเครือข่าย หรือถูกทำให้รู้สึกว่ากำลังทรยศต่อขบวนการ ความยินยอมประเภทนี้ ถูกบีบให้เกิดขึ้นโดยที่เหยื่อรู้สึกไม่โอเค แต่ไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรดี

การพูดว่า “ต่อมาเราย้ายมาอยู่ด้วยกัน” จึงไม่ได้ลบล้าง non-consent ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า และไม่ได้พิสูจน์ย้อนหลังว่าการล่วงละเมิดไม่เคยเกิดขึ้น คนที่ถูก groom บางคน อาจรัก ชื่นชม ผูกพัน หรือยังคงอยู่ในความสัมพันธ์ต่ออีกเป็นเวลานานได้ แต่ความผูกพันเหล่านี้ไม่ได้หักล้างการใช้อำนาจที่เกิดขึ้นก่อนหน้า หรือจริงๆแล้ว มันเป็นเป้าหมายของการ groom ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

แต่ปัญหาของกรณีนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงคนเดียว เพราะ grooming ไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยความสามารถของผู้กระทำเท่านั้น มันต้องอาศัย สภาพแวดล้อมที่คุ้มครองผู้มีบารมี ด้วย

สังคมนักกิจกรรมช่วยปกป้องพฤติกรรมเช่นนี้ ด้วยการยอมให้ “คุณูปการต่อขบวนการ” อยู่เหนือการตรวจสอบ ด้วยการเปลี่ยนข้อกล่าวหาเรื่องความรุนแรงทางเพศให้กลายเป็นเรื่องส่วนตัว ด้วยการผลักภาระการระวังตัวไปไว้ที่ผู้หญิงและคนรุ่นใหม่ และด้วยทำให้การพูดถึงความรุนแรงถูกมองว่าเป็นการทำลายขบวนการ

และแน่นอน ด้วยการเรียกร้องให้ผู้กระทำออกมาขอโทษ แล้วเมื่อเขาขอโทษ บอกว่าจะไม่ทำอีก (หมายถึงจะไม่เข้าใจผิดอีก?)ก็ถือว่าเรื่องนี้จบแล้ว

คำขอโทษประเภทนี้ ไม่เปลี่ยนอำนาจ ความสัมพันธ์ทางอำนาจ ที่ผู้ล่าเหยื่อมีในขบวนการ แม้แต่น้อย เป็นการขอโทษที่ปราศจากการถูกตรวจสอบ หรือ การเปลี่ยนเงื่อนไขที่ทำให้การละเมิดทางเพศจะเกิดขึ้นได้อีก การขอโทษประเภทนี้ ไม่ใช่ accountability แต่คือพิธีกรรมชำระล้างชื่อเสียงของผู้มีอำนาจ เพื่อให้กลับเข้าสู่พื้นที่เดิมได้อีกครั้ง

สำหรับดิฉัน อันเฟรนด์บุคคลนี้ไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน นั่นคือสิ่งที่ทำได้ในฐานะปัจเจก แต่สำหรับขบวนการแรงงานและขบวนการประชาธิปไตย คนที่มีข้อกล่าวหาร้ายแรงเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ และยังลดทอนสิ่งที่เกิดขึ้นให้เหลือเพียงปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่ควรมีสถานะเป็นผู้นำ ไม่ควรเป็น mentor ไม่ควรเป็นผู้ให้โอกาส ไม่ควรเป็นผู้คัดเลือกคนเข้าสู่เครือข่าย และไม่ควรมีอำนาจเหนือคนรุ่นใหม่อีกต่อไป

นี่ไม่ใช่เรื่องของการ “แบน” ใครเพราะความโกรธ แต่เป็นเรื่องของ การตัดวงจรอำนาจที่ทำให้การล่าเหยื่อจะเกิดขึ้นซ้ำได้อีก

ถ้าขบวนการยังเลือกปกป้องบารมีของคนรุ่นใหญ่ มากกว่าความปลอดภัยของคนที่อำนาจน้อยกว่า ขบวนการนั้นก็ไม่มีสิทธิอ้างว่าตัวเองกำลังต่อสู้กับอำนาจนิยมอีกต่อไป

ด้าน ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความว่า “กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข สิ่งที่สังคมต้องเลิกทำเสียที คือเอาการที่ผู้เสียหายยังกลับไปหา ยังทำงานด้วย ยังเดินทางด้วย หรือยังมีความสัมพันธ์กับผู้ที่ตนกล่าวหาว่ากระทำความรุนแรง มาใช้เป็นหลักฐานว่า ‘ถ้าอย่างนั้นคงไม่ได้ถูกข่มขืนจริง’ ความรุนแรงทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างคนแปลกหน้า และเหยื่อไม่ได้มีพฤติกรรมแบบเดียวกันทุกคน

จากคำบอกเล่า เหตุการณ์ครั้งแรกถูกบรรยายอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการ ถูกบังคับ และไม่มีความยินยอม ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต้องมองผ่านบริบทของ grooming ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การพึ่งพา และ trauma bonding ไม่ใช่เอาความสัมพันธ์ในภายหลังไปลบล้างการไม่มี consent ในครั้งแรก

คนที่ถามว่า ‘ถ้าถูกข่มขืนจริงแล้วทำไมยังกลับไปหาเขา’ กำลังตั้งคำถามผิดคน คำถามที่ควรถามคือ เหตุใดคนที่มีอำนาจและได้รับความไว้วางใจจึงสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าหนีไม่ได้ พูดไม่ได้ และต้องทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

การอยู่ต่อไม่ใช่ consent การเงียบไม่ใช่ consent การพึ่งพาไม่ใช่ consent และความสัมพันธ์ภายหลังไม่สามารถเปลี่ยนการกระทำที่ปราศจากความยินยอมในอดีตให้กลายเป็นความสัมพันธ์เชิงชู้สาวได้”

ด้าน นางอังคณา นีละไพจิตร ส.ว. อดีตคณะกรรมการสิทธิฯ ก็ได้ให้ความเห็นว่า “ขอโทษยังไงให้เป็นความผิดของเหยื่อ (victim blaming) อ้าง “อยู่กินกัน” สองปี อยู่กินบนความสัมพันธ์แบบไหนก่อน ผสห. เขาก็บอกแล้วว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากัน หนีไม่ได้เพราะมีบุญคุณ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดก็ถูกบังคับให้นอนห้องเดียวกัน อ้างประหยัด อายุขนาดนี้คิดเรื่องความเหมาะสมความควรไม่ควร หรือการให้เกียรติผู้ร่วมงานไม่ได้หรือไง และการมีบุญคุณก็ไม่สามารถทดแทนด้วยความสัมพันธ์ทางเพศที่ ไม่ยินยอม ไม่สมัครใจ บิดเบือนสาเหตุที่อยู่กินกันไม่ได้เพราะช่องว่างระหว่างวัยอีก ที่พูดที่เขียนนี่ไม่ได้ฟังจาก ผสห. รายนี้รายเดียว แต่ได้ยินได้ฟังพฤติกรรมแบบนี้มานานจากผู้หญิงหลายคน จนคนเขารู้กันทั่ว อุตส่าห์เขียนขอโทษ แต่เป็นการ ขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย ความเป็นธรรม อ้างหลักสากล แต่ใช้อำนาจกดทับ แสวงประโยชน์ทางเพศ อยากถามว่าจะเยียวยา ผสห. โดยการคืนศักดิ์ศรี และทำให้เขากลับสู่สภาพเดิมได้ยังไง”

ด้าน สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์ วอชต์ ก็ว่า “อึ้ง! “คำขอโทษ” ของ ‘สมยศ’ ส่งผลนำไปสู่การสร้างกระแสเบลมเหยื่อ! นี่แค่บางตัวอย่างของเอฟซีผู้ล่วงละเมิดทางเพศ”

Update: 2026-08-22
Tags: