classicliterature.it.com

ผู้ป่วยในสหรัฐฯ ยื่นฟ้องผู้ผลิตยากลุ่ม GLP-1 กล่าวหายาเชื่อมโยงกับการสูญเสียการมองเห็น แม้งานวิจัยยังไม่ยืนยันว่ายาเป็นสาเหตุ

ผู้ใช้ยากลุ่ม GLP-1 ในสหรัฐฯ หลายสิบรายยื่นฟ้อง Novo Nordisk ผู้ผลิต Ozempic และ Wegovy รวมถึง Eli Lilly ผู้ผลิต Zepbound และ Mounjaro โดยกล่าวหาว่ายาเหล่านี้เป็นสาเหตุของภาวะสูญเสียการมองเห็นฉับพลันที่เรียกว่า NAION และบริษัทไม่ได้เตือนผู้ป่วยถึงความเสี่ยงอย่างเพียงพอ

  • ยื่นฟ้องแล้วกว่า 90 คดีในรัฐนิวเจอร์ซีย์
  • ผลวิจัยต่างกันตั้งแต่ไม่พบความเสี่ยงถึงเสี่ยงขึ้น 8 เท่า
  • หลายประเทศใส่คำเตือนแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังไม่ใส่
  • แพทย์ชี้ต้องชั่งประโยชน์กับความเสี่ยงเป็นรายคน

ทั้งสองบริษัทกำลังต่อสู้คดี โดยยืนยันว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่ายาเป็นต้นเหตุ ขณะที่แพทย์และนักวิจัยระบุว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในตอนนี้ยังชี้ไปคนละทาง และยังไม่ชัดพอที่จะบอกได้ว่ายาทำให้เกิดภาวะนี้หรือไม่ หรือเกิดขึ้นได้อย่างไร

NAION ย่อมาจาก Nonarteritic Anterior Ischemic Optic Neuropathy ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่าภาวะหลอดเลือดในตาอุดตัน เกิดจากเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทตาได้ลดลง ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการมองเห็นอย่างฉับพลันโดยไม่มีอาการเจ็บปวด และมักเป็นการสูญเสียถาวร ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่ได้รับการรับรอง

ยื่นฟ้องแล้วกว่า 90 คดีในรัฐนิวเจอร์ซีย์

มิเชลล์ เฟนเนลล์ วัย 53 ปี เป็นหนึ่งในผู้ฟ้อง โดยเธอเล่าว่าขณะนั่งทำงาน ตาขวาเริ่มรู้สึกหนัก ก่อนที่ภาพจะพร่ามัวจนรู้สึกเหมือนมองผ่านโหลปลา คือมองตรงไปข้างหน้าได้ แต่มองด้านขวาหรือมองลงล่างไม่ได้

2 สัปดาห์ต่อมา แพทย์วินิจฉัยว่าเธอเป็นภาวะ NAION และเมื่อถามถึงยาที่ใช้อยู่ เฟนเนลล์เล่าว่า “เขาบอกทันทีเลยว่าให้หยุดใช้ Ozempic” เพื่อปกป้องการมองเห็นที่ยังเหลืออยู่ โดยเธอเริ่มใช้ยานี้เพื่อรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มาได้ 6 เดือนก่อนเกิดอาการ

อีกรายคือ เจย์ แวนเดกริฟฟ์ วัย 69 ปี ซึ่งเริ่มใช้ Ozempic รักษาเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อปลายปี 2023 ก่อนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะ NAION ในอีกราว 1 ปีต่อมา ซึ่งสุดท้ายตาซ้ายสูญเสียการมองเห็นไป 2 ใน 3 โดยเขาระบุว่า “มันกระทบทุกนาทีของทุกวัน” และอยากให้ตัวเองรู้เรื่องความเสี่ยงตั้งแต่แรก

สำหรับจำนวนคดีนั้น สำนักงานกฎหมาย Weitz & Luxenberg ยื่นฟ้องในศาลรัฐนิวเจอร์ซีย์ไปแล้วมากกว่า 90 คดีนับตั้งแต่ปี 2025 ในนามผู้ป่วยที่เกิดภาวะ NAION ระหว่างใช้ Ozempic หรือ Wegovy เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจาก Novo

นอกจากนี้ยังมีคดีอีกกลุ่มที่ยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในฟิลาเดลเฟียในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งกล่าวหาว่ายา GLP-1 ของทั้ง Novo และ Lilly เป็นสาเหตุของภาวะ NAION และบริษัทไม่ได้เตือนผู้ป่วยอย่างเพียงพอ โดยทั้งคดีในระดับรัฐและรัฐบาลกลางยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ผลวิจัยต่างกันตั้งแต่ไม่พบความเสี่ยงถึงเสี่ยงขึ้น 8 เท่า

จุดเริ่มต้นของข้อกังวลมาจากงานวิจัยของสถานพยาบาลแห่งหนึ่งในบอสตันเมื่อปี 2024 ซึ่งพบว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาเซมากลูไทด์ ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์หลักใน Ozempic และ Wegovy อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดภาวะสูญเสียการมองเห็นประเภทนี้

หลังจากนั้นมีการศึกษาที่ใหญ่ขึ้นอีกหลายชิ้น แต่ผลที่ได้ยังขัดแย้งกัน โดยหลักฐานบางส่วนชี้ว่ายาอาจเพิ่มความเสี่ยงราว 2 เท่า ขณะที่งานวิจัยจากศูนย์รักษาดวงตาเฉพาะทางแห่งหนึ่งรายงานว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่า แต่อีกหลายชิ้นกลับไม่พบความเกี่ยวข้อง

ในจำนวนนั้นรวมถึงการศึกษาขนาดใหญ่ที่ Novo เป็นผู้สนับสนุนทุน ซึ่งวิเคราะห์การทดลองทางคลินิกแบบสุ่มของผู้ป่วยที่ใช้ยา GLP-1 ของบริษัท และไม่พบว่ายาเพิ่มความเสี่ยงของภาวะนี้

ทินา วิลส์บอลล์ ผู้บริหารฝ่ายการแพทย์อาวุโสของ Novo และผู้นิพนธ์หลักของงานวิจัยดังกล่าว ระบุว่า “ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเราควรกังวลเรื่อง NAION จริงๆ ผมไม่เห็นความเป็นเหตุเป็นผล”

แพทย์ระบุว่าแม้หากความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2 เท่าจริง ก็ยังหมายความว่าจะมีผู้สูญเสียการมองเห็นน้อยมาก คือเฉลี่ยราว 2 คนต่อผู้ใช้ยา 10,000 คน

สาเหตุที่นักวิจัยได้ข้อสรุปต่างกันส่วนหนึ่งมาจากวิธีจำแนกภาวะ NAION ที่ต่างกัน เพราะภาวะนี้ไม่มีรหัสโรคเฉพาะของตัวเองที่แพทย์ใช้บันทึกในเวชระเบียน แต่ละงานวิจัยจึงต้องใช้เกณฑ์ของตัวเองในการระบุผู้ป่วย

อีกทั้งผู้ป่วยจำนวนมากยังมีโรคอื่นที่เพิ่มความเสี่ยงของ NAION อยู่แล้วโดยตัวมันเอง ทั้งเบาหวาน, โรคหัวใจ, ความดันโลหิตสูง และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ตามข้อมูลของสมาคมจักษุแพทย์อเมริกัน ภาวะนี้พบได้ยาก โดยในสหรัฐฯ มีผู้ป่วยอายุ 50 ปีขึ้นไปราว 2-10 คนต่อ 100,000 คนต่อปี ส่วนในประชากรทั่วไปพบน้อยกว่า 1 คนต่อ 100,000 คน

สำหรับผู้ที่เกิดภาวะนี้ งานวิจัยพบว่ามักเกิดขึ้นในช่วง 6-18 เดือนแรกหลังเริ่มใช้ยา GLP-1

หลายประเทศใส่คำเตือนแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังไม่ใส่

ประเด็นที่ผู้ฟ้องหยิบยกมาคือการที่หลายประเทศบังคับให้ Novo และ Lilly ใส่คำเตือนหรือข้อมูลเกี่ยวกับ NAION บนฉลากยาแล้ว แต่ในสหรัฐฯ ยังไม่มีคำเตือนดังกล่าว

เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 สำนักงานยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) สรุปว่า NAION เป็นผลข้างเคียงที่พบได้ยากมากของยาเซมากลูไทด์ โดยประเมินว่าอาจเกิดกับผู้ใช้ยาได้สูงสุด 1 ใน 10,000 คน และแนะนำให้ใส่คำเตือนบนฉลากยาของ Novo ในยุโรป

ขณะที่ฉลากยาในอังกฤษ, ญี่ปุ่น และออสเตรเลียก็มีคำเตือนหรือข้อมูลเรื่อง NAION เช่นกัน โดยในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ยังรวมถึง Mounjaro ของ Lilly ด้วย

ส่วนในเดนมาร์กซึ่งเป็นที่ตั้งของ Novo มีผู้ป่วย 27 รายได้รับเงินชดเชยรวมกว่า 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 50.01 ล้านบาท) จากภาวะ NAION ที่เกิดหลังใช้ Ozempic หรือ Wegovy และยังมีอีก 38 กรณีรอพิจารณา ตามข้อมูลของหน่วยงานอิสระที่ประเมินคำร้องทางการแพทย์ซึ่งรัฐบาลเดนมาร์กเป็นผู้จ่ายเงินชดเชย

Novo ระบุว่าบริษัทไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีเหล่านั้น ขณะที่วิลส์บอลล์มองว่าการจ่ายเงินชดเชยไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่ายาเป็นสาเหตุ

ด้านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) กำลังตรวจสอบความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้น หลังพบสัญญาณครั้งแรกเมื่อปลายปี 2024 โดยโฆษกของ FDA ระบุว่าหน่วยงานจะตัดสินใจว่าจะดำเนินการหรือไม่หลังการประเมินเสร็จสิ้น แต่ไม่ได้ระบุว่าจะเป็นเมื่อไร

แอรอน เคสเซลไฮม์ ศาสตราจารย์จาก Harvard Medical School ซึ่งศึกษาเรื่องการกำกับดูแลของ FDA อธิบายว่าโดยปกติ FDA ค่อนข้างระมัดระวังในการกำหนดว่าคำเตือนใดควรอยู่บนฉลาก เพราะหน่วยงานต้องการเห็นความเกี่ยวข้องที่น่าเชื่อถือพอจะเป็นพื้นฐานในการบอกว่ายาเป็นสาเหตุจริง

ขณะที่สมาคมจักษุแพทย์อเมริกันระบุเมื่อเดือนพฤษภาคมว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับคำเตือนแบบครอบคลุมทุกกรณี โดยระบุว่า “การทบทวนข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าเซมากลูไทด์ทำให้เกิด NAION เพียงแต่พบความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองอย่าง”

ฝั่งบริษัทยาทั้งสองแห่งยืนยันจุดยืนของตัวเอง โดยโฆษกของ Novo ระบุว่าคดีเหล่านี้ไม่มีมูลและบริษัทกำลังต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ส่วน Eli Lilly ระบุในเอกสารยื่นต่อศาลว่างานวิจัยยังไม่ได้พิสูจน์ว่ายา GLP-1 ตัวใดทำให้เกิด NAION และยืนยันว่ายาของบริษัทปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

แพทย์ชี้ต้องชั่งประโยชน์กับความเสี่ยงเป็นรายคน

จอห์น เจ. เฉิน ศาสตราจารย์จาก Mayo Clinic ผู้เชี่ยวชาญโรคของเส้นประสาทตา ระบุว่าแพทย์ควรช่วยผู้ป่วยประเมินความเสี่ยงและประโยชน์ของตัวเอง โดยสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเพื่อควบคุมเบาหวานหรือโรคหัวใจ ประโยชน์ที่ได้น่าจะมากกว่าความเสี่ยง

เขาอธิบายว่า “ยา GLP-1 มีประโยชน์อย่างมากสำหรับโรคอ้วนระดับรุนแรง, เบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งพิสูจน์มาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า”

ทว่าการคำนวณจะต่างออกไปสำหรับคนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนแบบเดียวกัน โดยเฉินระบุว่า “ถ้าพวกเขาต้องการลดน้ำหนักแค่ราว 2 กิโลกรัม นั่นอาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า “เราไม่อยากให้คุณหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ และหากคุณสูญเสียการมองเห็นอย่างฉับพลันโดยไม่มีอาการเจ็บปวด ควรไปพบจักษุแพทย์”

เช่นเดียวกับ ราจ มาตูรี โฆษกด้านคลินิกของสมาคมจักษุแพทย์อเมริกัน ที่ระบุว่าผู้ที่ใช้เซมากลูไทด์อยู่แล้วและไม่มีอาการใดๆ ควรใช้ยาต่อตามคำแนะนำ และปรึกษาคำถามหรือข้อกังวลกับแพทย์ประจำตัว

เมื่อปี 2025 สมาคมนักทัศนมาตรศาสตร์อเมริกันยังแนะนำให้ผู้ป่วยทุกคนที่เริ่มใช้ยา GLP-1 เข้ารับการตรวจตาเพื่อเช็กสุขภาพเส้นประสาทตา เนื่องจากการมีเส้นประสาทตาที่มีขนาดเล็กหรือแออัดถือเป็นปัจจัยเสี่ยงทางกายวิภาคที่สำคัญที่สุดของการเกิดภาวะ NAION

เทอรี ไกสต์ นักทัศนมาตรและนายกสมาคมดังกล่าว ระบุว่าหากตรวจพบว่าเส้นประสาทตามีลักษณะน่ากังวลก็ควรพูดคุยกัน “แต่ฉันไม่คิดว่าทุกคนที่ใช้ยา GLP-1 ต้องกังวลว่าจะสูญเสียมองเห็น”

ภาพ: DuxX / Shutterstock

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.34 บาท ณ วันที่ 24 กันยายน 2569

อ้างอิง:

Update: 2026-09-25
Tags: