GLOBAL แย้มครึ่งปีหลังโตต่อ ลุยเปิด 2 สาขาใหม่ “อุดรธานี-พะเยา” พร้อมคุมต้นทุนอยู่หมัด

นายยุทธนา สุริยวนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารดูแลงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL เปิดเผยภาพรวมธุรกิจในงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ 955.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83.61% ขณะที่มีรายได้จากการขาย 8,170.98 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากส่วนแบ่งกำไรการค้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทประเมินว่ายอดขายรวมทั้งปีจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังคงชะลอตัว ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในไตรมาส 3/2569 มีแนวโน้มติดลบเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม บริษัทมั่นใจว่ากำไรสุทธิในปี 2569 จะดีกว่าปีก่อน จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรก และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทคาดหวังว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 27-28% โดยมองว่าการขยายตัวของมาร์จิ้นไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว แต่เป็นผลจากการบริหารจัดการต้นทุนและการปรับพอร์ตสินค้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ยอดขายอาจได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ
สำหรับแผนการขยายสาขาในประเทศ ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ สาขาบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว และสาขาเชียงคำ จังหวัดพะเยา ขณะที่ในปี 2570 มีแผนเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีกประมาณ 4-5 แห่ง
ด้านการขยายธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยในประเทศลาวจะเน้นการปรับปรุงสาขาเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น พร้อมมีแผนเปิดสาขาใหม่ในพื้นที่ภาคเหนืออีก 1-2 แห่ง
ส่วนประเทศอินโดนีเซีย ในปี 2569 มีแผนเปิดสาขาใหม่เพิ่ม 2 แห่ง และในปี 2570 มีแผนเปิดเพิ่มอีก 1-2 แห่ง เพื่อสร้างความครอบคลุมของพื้นที่ ขณะที่ประเทศเมียนมายังคงเดินหน้าขยายสาขาตามแผนงานที่วางไว้
นายยุทธนากล่าวว่า แม้ยอดขายอาจได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ แต่บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุน การควบคุมค่าใช้จ่าย และการปรับพอร์ตสินค้า เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร โดยเฉพาะ GPM ที่ในไตรมาส 2/2569 ยังคงขยายตัวได้ดี สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของทีมงานภายใน
สำหรับโครงสร้างรายได้ตามกลุ่มสินค้า กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็กและปูน มีสัดส่วนประมาณ 30-35% ขณะที่สินค้า Private Brand มีสัดส่วนประมาณ 27.5% ในไตรมาสล่าสุด ส่วนที่เหลือเป็นสินค้าแบรนด์อื่น ๆ
ปัจจุบันบริษัทมีสินค้า Private Brand ครอบคลุมเกือบทุกกลุ่มสินค้า ยกเว้นบางประเภท เช่น ปูนและเหล็กเส้น โดยบริษัทมีเป้าหมายในการพัฒนาพอร์ตสินค้า Private Brand อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
Back to top button