classicliterature.it.com

ไทยโชว์สำเร็จ ‘GASTECH2026’ ปิดดีลพลังงาน 1.3 ล้านล้านบาท

ปิดฉาก GASTECH 2026 ประเทศไทยโชว์ความสำเร็จ ต้อนรับผู้ร่วมงานเฉียด 6 หมื่นคนจาก 150 ประเทศ เกิดดีลพลังงานกว่า 1.32 ล้านล้านบาท พร้อมส่งไม้ต่อปี 2027 ให้ฮุสตัน อเมริกา ด้าน สนพ.อยู่ระหว่างประมวลผลแผน PDP เสนอ “เอกนัฏ” ชงเข้า ครม.ก่อนประกาศใช้

ปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ว กับงานใหญ่ระดับโลก GASTECH 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค กรุงเทพฯ โดยทำสถิติผู้เข้าร่วมงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 59,468 คน จากกว่า 150 ประเทศ

โดยภายในงานมีการประกาศความร่วมมือทางด้านพลังงาน ทั้งในรูปแบบบันทึกความเข้าใจ (MOU) สัญญาซื้อขาย และการลงทุน คิดเป็นมูลค่าประมาณ  40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 1.32 ล้านล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาพลังงาน LNG ก๊าซธรรมชาติ การผลิตไฟฟ้า สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ไปจนถึงธุรกิจเรือขนส่งพลังงาน สะท้อนบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะพื้นที่เจรจาธุรกิจและการลงทุนด้านพลังงานระดับโลก สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม ตลอดจนรองรับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และดาต้า เซ็นเตอร์ ในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ดีลสำคัญฝั่งไทย ได้แก่ B.Grimm Power-GE Vernova ลงนามใน 2 ข้อตกลง ซึ่งจะเป็นการจัดหากังหันก๊าซและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซของ B.Grimm Power ในรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย และกังหันก๊าซจำนวน 5 ชุด ให้โรงไฟฟ้าบางปะกง 1 และ 2 ในประเทศไทย รวมถึงดีลระหว่าง Petronas ของประเทศมาเลเซีย กับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) ในสัญญาแบ่งปันผลผลิตในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) ระยะ 35 ปี

พร้อมสัญญาซื้อขายก๊าซ เพื่อรักษาและเพิ่มความต่อเนื่องของแหล่งก๊าซที่ส่งให้ทั้งสองประเทศ และดีล LNG China Gas Holdings – Venture Global ทำสัญญาซื้อ LNG จากสหรัฐ 5 แสนตันต่อปี ในปี 2573 และซาราวักมีแผนลงทุนปิโตรเคมีประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม คาดว่างานครั้งนี้จะยังมีดีลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลต่อการลงทุนและการค้าของไทยอย่างมหาศาล ในขณะเดียวกันประเทศไทยได้ส่งมอบไม้ต่อให้อเมริกาเป็นเจ้าภาพ Gastech 2027 ที่เมืองฮุสตัน รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา ในระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2570 

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ซึ่งเป็นแผนที่กำหนดแนวทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ ว่า  หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 และเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา

ขณะนี้ สนพ.อยู่ระหว่างรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอจากทุกภาคส่วน โดยยังไม่ถือว่าแผนเสร็จสมบูรณ์ และยังไม่มีการตัดสินใจเลือกทางเลือกใดจากทั้งหมด 4 ทางเลือก ขั้นตอนต่อไป สนพ.จะนำความคิดเห็นที่ได้รับมาประมวลผลก่อนเสนอให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณาภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้เห็นทิศทางว่าควรเลือกทางเลือกใดเป็นกรอบหลัก จากนั้นจึงจะลงรายละเอียดของกำลังผลิตและเทคโนโลยีต่าง ๆ ในแต่ละช่วงของแผน

“ตอนนี้ต้องให้รัฐมนตรีพิจารณาก่อนว่าจะเลือกทางเลือกไหน แล้ว สนพ.จะลงรายละเอียดต่อว่าภายใต้ทางเลือกนั้นจะมีก๊าซเท่าไร พลังงานหมุนเวียนเท่าไร โรงไฟฟ้าใหม่เท่าไร และโรงไฟฟ้าเดิมที่จำเป็นต้องขยายอายุมีจำนวนเท่าไร”

สำหรับข้อเสนอให้ขยายอายุโรงไฟฟ้าเดิมนั้น เป็นหนึ่งในประเด็นที่ สนพ.กำลังพิจารณาเพิ่มเติม เนื่องจากในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจเกิดช่องว่างระหว่างโรงไฟฟ้าเดิมที่ทยอยหมดอายุ กับโรงไฟฟ้าใหม่ที่ยังไม่สามารถก่อสร้างและเดินเครื่องได้ทันตามความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะปัจจุบันความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center และอุตสาหกรรมใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่โรงไฟฟ้าใหม่โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบ Combined Cycle Gas Turbine (CCGT) ต้องใช้ระยะเวลาในการจัดหาเครื่องจักรและก่อสร้างหลายปี

ขณะที่ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับหน้าที่ให้ดูในเชิงระบบแล้วพบว่าโรงไฟฟ้าใหม่บางส่วนอาจเข้ามาไม่ทัน เพราะเครื่องจักรโรงไฟฟ้าก๊าซมีคำสั่งซื้อทั่วโลกจำนวนมากจากการขยายตัวของ Data Center ทำให้ต้องใช้เวลารอเครื่องจักร

ดังนั้น ช่วงรอยต่ออาจจำเป็นต้องพิจารณาโรงไฟฟ้าเดิมบางแห่ง ไม่ใช่ต่ออายุทั้งหมด แต่จะพิจารณาเฉพาะโรงไฟฟ้าที่มีความจำเป็นต่อระบบไฟฟ้าและอยู่ในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  แนวทางเบื้องต้นอาจเป็นการขยายอายุโรงไฟฟ้าออกไป 4-5 ปี โดยจะต้องพิจารณาความพร้อมด้านเทคนิค สภาพเครื่องจักร ประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุน และความจำเป็นของระบบเป็นรายโรง

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าที่มีแนวโน้มต้องพิจารณาเป็นพิเศษจะเริ่มเห็นตั้งแต่ปี 2569-2570 ซึ่งเป็นช่วงที่โรงไฟฟ้าบางแห่งทยอยหมดอายุ โดย สนพ.จะนำข้อมูลด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าและความมั่นคงของระบบมาประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง ในส่วนของโรงไฟฟ้าใหม่ช่วงแรกของแผนโรงไฟฟ้าใหม่จำนวนมากจะเข้ามาทดแทนกำลังผลิตเดิมของ กฟผ.

ขณะที่โครงการ IPP ใหม่อาจมีจำนวนจำกัด และอาจต้องพิจารณาพื้นที่ที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง เช่น ภาคใต้เพิ่มเติม สำหรับเทคโนโลยีใหม่ทั้ง SMR ไฮโดรเจน รวมถึงเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอนอื่น ๆ สนพ.จะนำข้อเสนอของภาคเอกชนมาพิจารณา โดยหลักการสำคัญของ PDP 2026 คือ ต้องเปิดพื้นที่ให้กับเทคโนโลยีที่มีศักยภาพและสามารถเกิดขึ้นจริง ไม่ควรล็อกแผนจนไม่สามารถปรับเปลี่ยนตามเทคโนโลยีและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

โดยเฉพาะ SMR ที่ถูกบรรจุไว้ในภาพระยะยาวของแผน ขณะนี้มีภาคเอกชนเสนอว่าหากประเทศไทยมีความพร้อมและเทคโนโลยีสามารถพัฒนาได้เร็วขึ้น ก็ควรเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนได้เร็วกว่าไทม์ไลน์เดิม ขณะที่บางภาคอุตสาหกรรมมีความสนใจนำ SMR มาใช้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานของตนเอง เช่นเดียวกับไฮโดรเจนซึ่งภาคเอกชนบางรายเสนอให้เร่งกรอบเวลาการพัฒนา จากเดิมที่วางไว้ในช่วงหลังของแผน เพื่อให้สอดคล้องกับความพร้อมของภาคธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีพลังงานโลก 

“แผนต้องยืดหยุ่นและปรับได้ เราก็คงต้องให้คณะอนุฯ เข้ามาช่วยดูเหมือนกัน เพราะวันนี้เราไม่สามารถรู้ได้ว่าต้นทุนเทคโนโลยีหรือความต้องการใช้ไฟฟ้าในอีก 5-10 ปีจะเป็นอย่างไร เราจึงต้องมอนิเตอร์และทบทวนเป็นระยะ โดยเฉพาะ SMR และเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนเร็ว”

Update: 2026-09-19
Tags: