Gastech 2026: เรากำลังเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือกำลังล็อกตัวเองไว้กับฟอสซิล? — มนูญ วงษ์มะเซาะห์
Gastech 2026 งานประชุมและนิทรรศการระดับโลกด้านก๊าซฟอสซิล LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ และ AI สำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน ปิดฉากลงพร้อมข้อตกลงทางธุรกิจหลายรายการที่มีมูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าระดับล้านล้านบาท
ท่ามกลางข้อสังเกตจากภาคประชาสังคม โดยเฉพาะชุมชนในภาคตะวันออกที่เผชิญการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ว่าการลงทุนด้านพลังงานฟอสซิลเพิ่มเติมอาจนำมาซึ่งต้นทุนต่อพื้นที่และประชาชน และกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
101 One-on-One ชวน มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านสภาพอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย มองต่อจาก Gastech 2026 ไปถึงร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) 2026 ตั้งแต่ทิศทางการพึ่งพาก๊าซและ LNG ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center ไปจนถึงคำถามว่า ระบบพลังงานที่กำลังวางไว้จะพาไทยออกจากฟอสซิลได้จริงหรือไม่ และใครจะเป็นผู้รับต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
หมายเหตุ: เรียบเรียงเนื้อหาส่วนหนึ่งจากรายการ 101 One-on-One EP.424 ควันหลง Gastech 2026: พลังงานไทยเปลี่ยน ‘ไม่’ ผ่านจากฟอสซิล? ดำเนินรายการโดย วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา

สำหรับมนูญ การทำความเข้าใจ Gastech 2026 อาจต้องเริ่มตั้งแต่วันเปิดงาน (วันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา) เมื่อกลุ่มชุมชนจากภาคตะวันออกเดินทางมายื่นข้อเรียกร้องต่อภาครัฐ เพื่อสะท้อนผลกระทบจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมในพื้นที่
‘ภาคตะวันออก’ เป็นพื้นที่สำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) จนถึงการเกิดขึ้นของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ยังถูกจับตามองสำหรับการพัฒนา Data Center และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล
ในมุมของชุมชน การเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีเพียงการขยายตัวของโรงงานหรือโรงไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงปัญหาขยะและขยะอิเล็กทรอนิกส์ การถมทะเล การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรม ตลอดจนผลกระทบต่ออาชีพประมงและความมั่นคงทางอาหาร
มนูญยกตัวอย่างว่า จังหวัดระยองต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ทางทะเลจากการขยายตัวของอุตสาหกรรม ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรมในฉะเชิงเทราลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ส่วนจังหวัดปราจีนบุรี แม้ยังไม่ได้อยู่ใน EEC แต่มีแนวโน้มถูกผลักดันเข้าสู่เขตเศรษฐกิจดังกล่าว และอาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการพัฒนาในภาคตะวันออก
“คนภาคตะวันออกสูญเสียอะไรจากการมี EEC” เป็นประเด็นที่มนูญเห็นว่าควรถูกพิจารณาควบคู่ไปกับตัวเลขการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ฉะนั้นแล้ว การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานฟอสซิลจึงไม่อาจแยกออกจากผลกระทบเหล่านี้ เพราะโรงไฟฟ้า ระบบนำเข้า LNG ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานและอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว
“วันนี้พื้นที่ภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร เกษตรอินทรีย์ แล้วก็พื้นที่ทางทะเลของพี่น้องจังหวัดระยองที่เคยทำประมงอาชีพหลัก มันสูญเสียไปจากการขยายตัวของอุตสาหกรรม”
เมื่อมองกลับมาที่ Gastech 2026 มนูญเห็นสัญญาณว่า ประเทศไทยยังไม่ได้เดินออกจากระบบพลังงานฟอสซิลในระดับโครงสร้าง โดยหนึ่งในหลักฐานคือหนึ่งในหลักฐานคือข้อตกลงและการลงทุนที่เกิดขึ้นภายในงาน ซึ่งมีมูลค่ารวมราว 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมี LNG เป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงทางพลังงาน
สิ่งที่ต้องจับตาคืออายุของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้สั้นตามวัฏจักรของข่าวหรือรัฐบาลแต่ละชุด แต่เป็นการลงทุนระยะยาวที่อาจทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและ LNG ต่อไปอีก 20-30 ปี โรงไฟฟ้าหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนในวันนี้จึงอาจยังคงอยู่ไปจนถึงช่วงเวลาที่ประเทศไทยตั้งเป้าหมายว่าจะบรรลุ Net Zero
มนูญเรียกสถานการณ์นี้ว่า ‘fossil lock-in’ หรือการล็อกประเทศไว้กับระบบพลังงานฟอสซิล เมื่อมีการลงทุนขนาดใหญ่แล้ว ย่อมเกิดแรงจูงใจที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่สร้างขึ้นมาให้คุ้มค่า และยิ่งมีอายุการใช้งานยาวนาน ส่งผลให้การลดการพึ่งพาฟอสซิลในอนาคตก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น
จุดนี้สะท้อนความไม่ลงรอยระหว่างเป้าหมาย Net Zero กับทิศทางการลงทุนด้านพลังงานของประเทศ เพราะแม้ไทยจะตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์สุทธิภายในปี 2050 การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิลที่มีอายุหลายสิบปีก็ทำให้ต้องคิดต่อว่า จะเริ่มลดการพึ่งพาเมื่อไร และจะจัดการกับสิ่งที่สร้างขึ้นมาแล้วอย่างไร

ความมั่นคงทางพลังงาน หรือการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ?
เหตุผลสำคัญที่ใช้รองรับการเดินหน้าพลังงานก๊าซฟอสซิลและ LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลวสำหรับงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า) คือ ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ก็ทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง
แนวคิดนี้ปรากฏชัดในงาน Gastech 2026 ซึ่ง LNG ถูกนำเสนอในฐานะเชื้อเพลิงที่ช่วยเสริมความมั่นคงให้กับระบบพลังงาน ขณะที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับสัญญาซื้อขายก๊าซระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับผลิตไฟฟ้าในอนาคต
อย่างไรก็ตาม มนูญตั้งคำถามว่า การนำเข้า LNG มากขึ้นจะทำให้ไทยมีความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้นจริงหรือไม่ เพราะ LNG ที่นำเข้ามายังต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ ตั้งแต่แหล่งผลิต การขนส่ง ไปจนถึงตลาดโลก ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาและสถานการณ์ระหว่างประเทศ
“ความมั่นคงทางพลังงานมันต้องไม่ใช่การไปยืมจมูกคนอื่นหายใจ”
ในมุมของมนูญ การกระจายแหล่งพลังงานอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งได้ แต่หากการกระจายนั้นหมายถึงการนำเข้าก๊าซจากหลายประเทศเพียงอย่างเดียว ไทยก็ยังคงพึ่งพาปัจจัยภายนอกอยู่ดี ดังนั้น คำถามสำคัญที่ตามมาคือ “ไทยสามารถผลิตพลังงานอะไรได้เองบ้าง”
มนูญจึงชี้ให้เห็นศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนในประเทศ โดยยกตัวอย่างจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมีการศึกษาว่า หากติดตั้งโซลาร์บนหลังคาประมาณ 300,000 หลังคาเรือน อาจผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 1,500 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งจังหวัดอยู่ที่ราว 700 เมกะวัตต์
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ในบางพื้นที่ ศักยภาพการผลิตพลังงานภายในประเทศอาจสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ด้วยซ้ำ มนูญจึงตั้งข้อสังเกตว่า ระบบพลังงานเปิดพื้นที่ให้กับแหล่งพลังงานที่ผลิตได้ในประเทศมากน้อยเพียงใด และจะออกแบบระบบอย่างไรให้ ‘ความมั่นคง’ ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นอีกทางในการมองความมั่นคงทางพลังงาน นั่นคือการใช้ศักยภาพภายในประเทศ และเปิดให้ ‘ประชาชน’ เข้ามามีบทบาทในการผลิตพลังงานมากขึ้น แทนที่จะมองความมั่นคงผ่านการจัดหาเชื้อเพลิงจากต่างประเทศเพียงด้านเดียว
ทิศทางดังกล่าวยิ่งน่าจับตาเมื่อเชื่อมกับตลาด LNG และการขยายตัวของ Data Center ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก มนูญตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อความต้องการไฟฟ้าจากกิจกรรมเหล่านี้เพิ่มขึ้น การลงทุนใน LNG และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องก็อาจขยายตามไปด้วย จึงเกิดประเด็นต่อเนื่องว่า ความต้องการพลังงานที่ถูกนำมาใช้วางแผนระบบไฟฟ้ากำลังรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของใคร และต้นทุนจากการเตรียมระบบดังกล่าวจะตกอยู่กับใครบ้าง
ถ้าต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่ม ใครเป็นคนจ่าย?
สำหรับมนูญ บทเรียนจากการลงทุนด้านพลังงานของไทยอยู่ที่การประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต เมื่อคาดว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้น รัฐและผู้ประกอบการก็ต้องเตรียมกำลังผลิตและโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับ แต่เมื่อการใช้ไฟฟ้าจริงต่ำกว่าประมาณการ สิ่งที่ลงทุนไปแล้วไม่สามารถย้อนกลับได้ โรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานยังคงอยู่ แม้จะถูกใช้งานไม่เต็มศักยภาพ
เธอยกตัวอย่างโครงสร้างพื้นฐาน LNG ในจังหวัดระยอง และตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นของโครงการเพิ่มเติมอย่างท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ในกรณีที่ความต้องการใช้ก๊าซและไฟฟ้าในอนาคตไม่เป็นไปตามประมาณการ เพราะเมื่อโครงสร้างพื้นฐานถูกสร้างขึ้นแล้ว ต้นทุนไม่ได้จบลงพร้อมกับการก่อสร้าง และไม่ได้ตกอยู่กับผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว
ในระบบไฟฟ้า สัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA ที่โรงไฟฟ้าบางแห่งทำกับ กฟผ. มีองค์ประกอบของ ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ ทำให้โรงไฟฟ้ายังมีค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขของสัญญา แม้จะไม่ได้เดินเครื่องเต็มที่หรือไม่ได้เดินเครื่องเลย ต้นทุนส่วนนี้จึงถูกนำเข้าสู่ระบบค่าไฟฟ้า
มนูญจึงชี้ว่า กำลังผลิตที่มากกว่าความต้องการไม่ได้หมายถึงโรงไฟฟ้าที่ถูกใช้งานไม่เต็มที่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงต้นทุนของกำลังผลิตที่ต้องสำรองไว้ ซึ่งประชาชนอาจต้องร่วมจ่ายผ่านค่าไฟ
“ต่อให้โรงไฟฟ้าโรงนี้ไม่ได้เดินเครื่อง แต่ประชาชนก็ต้องจ่ายผ่านบิลค่าไฟอยู่ดี ต่อให้อยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไรเลยก็ต้องจ่ายอยู่ดี”
ในบทสนทนา มนูญยกตัวอย่างว่า กฟผ. มีการจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้าบางแห่งเป็นมูลค่ากว่าแสนล้านบาท แม้โรงไฟฟ้าเหล่านั้นไม่ได้เดินเครื่องตามที่กล่าวถึงในรายการ
เรื่องนี้จึงนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งว่า ประเทศไทยกำลังเตรียมกำลังผลิตไว้มากเพียงใดเมื่อเทียบกับความต้องการจริง และเมื่อการคาดการณ์คลาดเคลื่อน ต้นทุนจากการลงทุนจะตกอยู่กับใคร
คำตอบไม่ได้อยู่ที่โครงการ LNG หรือโรงไฟฟ้าแห่งใดแห่งหนึ่ง เพราะการลงทุนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนระบบไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ หากต้องการเห็นว่าประเทศไทยกำลังเตรียมกำลังผลิตไว้เท่าไร และจะพึ่งพาพลังงานประเภทใดในอนาคต จึงต้องดู ‘แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า’ หรือ PDP 2026
ดังนั้น PDP จึงมีความหมายมากกว่าการกำหนดว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มกี่แห่ง แต่เป็นแผนที่จะกำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าของไทยในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ทั้งปริมาณกำลังผลิตที่ต้องมี สัดส่วนพลังงานแต่ละประเภท และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องลงทุนรองรับ

PDP 2026: ใครกำลังออกแบบระบบไฟฟ้า และใครต้องอยู่กับมัน
ถ้า Gastech 2026 สะท้อนทิศทางของตลาดพลังงานในระดับธุรกิจ PDP 2026 คือภาพที่รัฐกำลังวางไว้สำหรับระบบไฟฟ้าของประเทศในอีกกว่า 20 ปีข้างหน้า ตั้งแต่ปี 2026-2050 ทั้งปริมาณไฟฟ้าที่ต้องผลิต เชื้อเพลิงที่จะนำมาใช้ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องลงทุนเพิ่ม
ก่อนเข้าสู่ตัวเลขของแผน การจัดทำ PDP 2026 เองก็มีข้อถกเถียงเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนเกิดขึ้นแล้ว ในเวทีรับฟังความคิดเห็นช่วงต้นเดือนกันยายน ภาคประชาสังคมจากหลายพื้นที่เดินทางเข้าร่วมและยื่นหนังสือ แต่ไม่สามารถเข้าร่วมกระบวนการได้ตามที่คาดหวัง และในช่วงเวลาที่ให้สัมภาษณ์ก็ยังไม่ได้รับคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษร
มนูญมองว่า การรับฟังความคิดเห็นไม่ควรเป็นเพียงขั้นตอนประกอบการจัดทำแผน เพราะ PDP ไม่ใช่เอกสารเชิงเทคนิคที่ส่งผลเฉพาะต่อหน่วยงานด้านพลังงาน แต่เป็นแผนพัฒนาระดับประเทศที่กำหนดทิศทางการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานไปอีกหลายทศวรรษ
“แผนมันไม่ใช่แค่พิธีไง แผนมันคือแผนพัฒนาระดับประเทศ”
หนึ่งในตัวแปรใหญ่ของ PDP 2026 คือการเติบโตของ Data Center โดยแผนประเมินความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ไว้ตั้งแต่ระดับประมาณ 8,000 เมกะวัตต์ในกรณีฐาน ไปจนถึงมากกว่า 19,000 เมกะวัตต์ในกรณีที่มีการเติบโตสูง
พร้อมกันนั้น ทุกฉากทัศน์ของ PDP 2026 ยังคงมีก๊าซฟอสซิลเป็นส่วนหนึ่งของระบบ และในหนึ่งในฉากทัศน์มีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซราว 9,100 เมกะวัตต์ แม้บางส่วนจะเป็นการทดแทนโรงไฟฟ้าที่หมดอายุ ไม่ใช่การสร้างใหม่ทั้งหมดก็ตาม และนอกจาก Data Center แล้ว แผนยังใช้การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยที่ทำให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
สิ่งที่มนูญตั้งข้อสังเกตจึงไม่ใช่การบอกว่า Data Center ไม่ควรได้รับไฟฟ้า แต่เป็นการชวนดูว่า เมื่อความต้องการจากอุตสาหกรรมใหม่ถูกนำมาใช้เป็นฐานในการออกแบบระบบไฟฟ้าของประเทศ เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อรองรับความต้องการของใคร และต้นทุนของการสร้างระบบนั้นจะถูกกระจายไปยังใครบ้าง
“จริงๆ ภาคครัวเรือนต้องการ Data Center ขนาดนั้นเลยเหรอ” คำถามนี้ยิ่งมีน้ำหนักเมื่อวางไว้ข้างกับแนวโน้มประชากรที่ลดลง เพราะความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น หากมาจากการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูงด้วย
ความเห็นของมนูญ การมองตัวเลขความต้องการไฟฟ้าจึงต้องมองต่อไปถึงโครงสร้างของระบบที่รัฐกำลังจะสร้าง เพราะเมื่อมีการตัดสินใจลงทุนในโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ผลของการตัดสินใจนั้นจะผูกพันระบบไฟฟ้าไปอีกหลายสิบปี
อีกเรื่องที่เปลี่ยนไปจาก PDP ฉบับก่อนคือระดับรายละเอียดของข้อมูล ใน PDP 2024 มีการระบุพื้นที่และช่วงเวลาที่โรงไฟฟ้าบางประเภทจะเกิดขึ้นค่อนข้างชัด ขณะที่ PDP 2026 แสดงภาพรวมของกำลังผลิตจากเชื้อเพลิงแต่ละประเภทมากกว่า โดยไม่ได้เปิดรายละเอียดระดับพื้นที่ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งตัวเลขที่ปรากฏในแผนร่าง PDP 2026 ภายใน 12 ปีแรก จึงเป็นภาพรวมขนาดใหญ่ เช่น การเพิ่มกำลังผลิตใหม่ราว 50,900 เมกะวัตต์ ก๊าซฟอสซิลประมาณ 9,100 เมกะวัตต์ พลังงานนิวเคลียร์แบบ SMR ราว 300 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 24,000 เมกะวัตต์
สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์เอง ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้ทำให้เห็นชัดว่ากำลังผลิตจะมาจากโครงการขนาดใหญ่ของภาคธุรกิจ หรือจากการผลิตไฟฟ้าบนหลังคาของประชาชนและผู้ประกอบการในระดับกระจายศูนย์มากน้อยแค่ไหน ส่วนก๊าซฟอสซิล มนูญตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่ EEC มีโอกาสเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่รองรับโรงไฟฟ้าใหม่ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีการคาดการณ์การเติบโตของ Data Center และอุตสาหกรรมจำนวนมากอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ภาคตะวันออกก็เป็นพื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้าฟอสซิลอยู่จำนวนมาก โดยมนูญระบุว่ามีอยู่ราว 49 แห่ง
เมื่อมองเฉพาะโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ เราอาจเห็นแค่กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง ทว่าถ้ามองรวมกับโรงงานอุตสาหกรรม การขนส่ง การใช้ที่ดิน และมลพิษที่มีอยู่เดิม ภาพที่เกิดขึ้นคือ ‘ผลกระทบสะสม’ นี่ทำให้เรื่องตำแหน่งของโรงไฟฟ้าไม่ใช่รายละเอียดทางเทคนิค เพราะพื้นที่ที่จะรองรับโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้คือพื้นที่ที่ผู้คนอาศัย ทำงาน ทำเกษตร หรือใช้ทรัพยากรร่วมกัน
“ไฟฟ้าจะเกิดขึ้นหน้าบ้านเรา เราก็ต้องมีสิทธิรู้”
สำหรับเธอแล้ว การเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ระดับพื้นที่จึงเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในการมีส่วนร่วม ไม่ใช่สิ่งที่ควรรอจนกว่าโครงการจะเริ่มเดินหน้าแล้วค่อยให้ชุมชนรับรู้
เปลี่ยนผ่านพลังงาน: แค่สะอาดยังไม่พอ
ท่ามกลางฉากทัศน์หลายรูปแบบใน PDP 2026 มีหนึ่งฉากทัศน์ที่ระบุสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไว้ราว 89% ขณะที่พลังงานฟอสซิลอยู่ที่ประมาณ 11% มนูญมองว่าสัดส่วนดังกล่าวสะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนกว่าฉากทัศน์ที่ยังพึ่งพาฟอสซิลในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไม่ได้หมายความว่าโครงการพลังงานทุกประเภทจะส่งผลดีต่อพื้นที่และผู้คนโดยอัตโนมัติ มนูญจึงเสนอว่า การพูดถึงพลังงานสะอาดควรพิจารณาควบคู่กับความเป็นธรรม ทั้งเรื่องผลกระทบต่อชุมชน การเข้าถึงพลังงาน และสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรในพื้นที่
แนวคิดหนึ่งที่เธอเสนอคือ ‘ประชาธิปไตยทางพลังงาน’ ซึ่งหมายถึงการเปิดให้ประชาชนมีบทบาทในระบบมากขึ้น ตั้งแต่การผลิต การใช้ ไปจนถึงการขายพลังงาน แทนที่จะปล่อยให้ระบบกระจุกตัวอยู่กับผู้ผลิตรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย
อีกโจทย์สำคัญคือ เมื่อพลังงานหมุนเวียนมีบทบาทมากขึ้น ระบบไฟฟ้าจะรับมือกับความผันผวนของแสงแดดและลมอย่างไร เพราะแหล่งพลังงานเหล่านี้ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลาในปริมาณเท่ากัน ในมุมของมนูญ ก๊าฟอสซิลสามารถทำหน้าที่เป็นพลังงานสำหรับ ‘ประคองระบบ’ ในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ แทนที่จะถูกวางเป็นแหล่งพลังงานหลัก
“แก๊สควรจะทำหน้าที่นั้น แต่วันนี้มันไม่ใช่ไง มันกลับเอาแก๊สมาเป็นหลัก”
แนวทางดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซจำนวนมากขึ้น แต่อาจใช้โรงไฟฟ้าที่มีอยู่ร่วมกับการพัฒนา Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อเพิ่มความสามารถของระบบในการรองรับพลังงานหมุนเวียน
ไม่เพียงเท่านั้น การเปลี่ยนผ่านยังต้องตอบให้ได้ว่าโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่มีอยู่เดิมจะเดินต่ออย่างไร ใน PDP 2026 ยังมีการวางโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะไว้จนถึงปี 2050 จึงเกิดข้อสงสัยว่า ประเทศไทยมีแผนทยอยลดหรือยุติการใช้โรงไฟฟ้าฟอสซิลเหล่านี้เมื่อใด และการลงทุนกำลังผลิตใหม่สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแค่ไหน
นอกจากพลังงานหมุนเวียนและก๊าซธรรมชาติแล้ว PDP 2026 ยังเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีอย่าง Carbon Capture and Storage หรือ CCS และ Small Modular Reactor หรือ SMR เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาพการเปลี่ยนผ่าน
CCS คือการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตแล้วนำไปกักเก็บเพื่อไม่ให้ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ มนูญมองว่าเทคโนโลยีนี้อาจมีบทบาทกับอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ แต่สำหรับภาคการผลิตไฟฟ้าที่มีทางเลือกอย่างพลังงานหมุนเวียนอยู่แล้ว ยังต้องพิจารณาต้นทุนและความคุ้มค่าให้รอบด้าน
ใน PDP มีการประเมินต้นทุน CCS ไว้ประมาณ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะที่การวิเคราะห์จากเครือข่ายที่มนูญอ้างถึงประเมินไว้สูงกว่าที่ราว 163-190 ดอลลาร์ต่อตัน อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ โดยเธอยกตัวอย่างการศึกษาโครงการ CCS ในออสเตรเลียที่ตั้งเป้าดักจับคาร์บอนได้มากกว่า 80% แต่ผลการศึกษาที่อ้างถึงพบว่าการดักจับจริงยังต่ำกว่า 50%
สำหรับไทย มีการศึกษาการทำ CCS ในอ่าวไทยที่เชื่อมโยงกับพื้นที่แท่นอาทิตย์ของ ปตท.สผ. แต่ปัจจุบันยังอยู่ในระดับการศึกษาทางวิศวกรรม ทำให้คำถามเรื่องต้นทุน ความคุ้มค่า และประสิทธิภาพจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
ส่วน SMR หรือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก ปรากฏอยู่ในหนึ่งในฉากทัศน์ของ PDP 2026 ที่ประมาณ 300 เมกะวัตต์ โดยถูกวางเป็นอีกทางเลือกของการผลิตไฟฟ้าที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ มนูญมองว่า SMR ก็ควรถูกพิจารณาด้วยหลักเดียวกับเทคโนโลยีพลังงานอื่น คือต้องพิจารณาต้นทุน กากกัมมันตรังสี ผลกระทบต่อพื้นที่ และการยอมรับของชุมชนควบคู่กันไป
ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องพิจารณาด้วยว่าเทคโนโลยีนั้นมีต้นทุนเท่าไร ใครได้รับประโยชน์ ใครต้องรับผลกระทบ และประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากเพียงใด เพราะสำหรับมนูญ ‘พลังงานสะอาด’ ควรเดินควบคู่ไปกับ ‘พลังงานที่เป็นธรรม’

จาก Gastech ถึง PDP: ประเทศไทยกำลังเลือกอนาคตพลังงานแบบไหน
นอกจาก PDP 2026 แล้ว อีกเรื่องที่มนูญชวนจับตาคือแผนที่เกี่ยวข้องกับก๊าซฟอสซิล ซึ่งยังอ้างอิงกรอบที่จัดทำขึ้นตั้งแต่ปี 2018 ขณะที่ PDP 2026 กำลังวางความต้องการกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซในระดับที่สูงขึ้น เมื่อแผนทั้งสองเดินไปพร้อมกัน จึงควรเห็นภาพเดียวกันว่า ประเทศไทยต้องการก๊าซมากเพียงใด ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอะไร และการลงทุนเหล่านั้นจะสอดคล้องกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวอย่างไร
เรื่องนี้สำคัญเพราะการลงทุนด้านพลังงานมีอายุยาวกว่ารอบของนโยบายหลายปี โรงไฟฟ้า ท่อส่งก๊าซ หรือสถานีรับก๊าซที่สร้างขึ้นวันนี้อาจยังอยู่ในระบบไปอีกหลายสิบปี มุมมองของมนูญ ‘การเปลี่ยนผ่านพลังงาน’ ต้องมองไปถึงกระบวนการตัดสินใจว่าใครมีสิทธิออกแบบระบบ และคนที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจนั้นมากน้อยแค่ไหน
เพราะโรงไฟฟ้าไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่ว่างเปล่า การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเกี่ยวข้องกับที่ดิน ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และชีวิตของผู้คนในพื้นที่ “ที่บ้านใคร เราไม่มีสิทธิรู้เลยเหรอ ไฟฟ้าจะเกิดขึ้นหน้าบ้านเรา เราก็ต้องมีสิทธิรู้ มีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย”
ในภาพใหญ่ การเปลี่ยนผ่านพลังงานยังเกี่ยวข้องกับคำถามเรื่องความเป็นธรรม เพราะต้นทุนและผลกระทบไม่ได้กระจายเท่ากัน ผู้ใช้ไฟฟ้าอาจต้องรับต้นทุนจากโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนเกินความจำเป็น ขณะที่บางชุมชนอาจต้องอยู่กับโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรม หรือโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นในพื้นที่ของตนเอง
ในสายตาของมนูญ ผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบพลังงานและอุตสาหกรรมสามารถระบุได้ว่าเป็นใคร การออกแบบนโยบายจึงควรทำให้การลดการปล่อยเกิดขึ้นจริง โดยไม่ผลักภาระใหม่ไปยังคนหรือพื้นที่ที่ต้องรับผลกระทบจากระบบพลังงานมากที่สุด
เมื่อมอง Gastech 2026 คู่กับ PDP 2026 จึงเห็นภาพของการตัดสินใจสองระดับ ด้านหนึ่งคือภาคธุรกิจที่กำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและ LNG อีกด้านคือรัฐที่กำลังคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าและกำหนดโครงสร้างกำลังผลิตของประเทศไปจนถึงปี 2050
สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือ การตัดสินใจทั้งสองด้านกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ เพราะทุกการลงทุนในวันนี้อาจผูกพันกับระบบพลังงานไปอีกหลายทศวรรษ ขณะที่เป้าหมายของประเทศกำลังมุ่งไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero

data center Gastech 2026 Greenpeace LNG Net Zero PDP 2026 กรีนพีซประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ พลังงาน พลังงานฟอสซิล พลังงานสะอาด มนูญ วงษ์มะเซาะห์