จับตา FTSE ปรับน้ำหนัก เงินต่างชาติไหลเข้า-ออกคึกคัก ปัจจัยบวกรอเพียบ ลุ้น SET ไป 1,600 จุด
ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นั่นคือการปรับน้ำหนักดัชนี FTSE Global Equity Index Series ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ณ ราคาปิดของวันที่ 18 กันยายน 2569
การปรับสมดุลพอร์ตของกองทุนต่างชาติตามดัชนีระดับโลกในลักษณะนี้ มักส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในวันที่มีผลบังคับใช้ จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คาดว่าจะสร้างสีสันให้กับตลาดหุ้นไทย
FTSE Global Equity Index คืออะไร ทำไมกองทุนต่างชาติถึงต้องรีบาลานซ์
FTSE Global Equity Index Series (FTSE GEIS) เป็นชุดดัชนีหุ้นระดับโลกที่จัดทำโดย FTSE Russell ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการดัชนีในเครือ London Stock Exchange Group (LSEG) โดยดัชนีนี้ครอบคลุมหุ้นในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก
คิดเป็นสัดส่วนราว 98% ของมูลค่าตลาดหุ้นที่ลงทุนได้ทั่วโลก และมีเม็ดเงินกองทุนทั่วโลกอ้างอิงกับดัชนีตระกูล FTSE Russell รวมมูลค่าสูงถึงราว 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
จุดเด่นของ FTSE GEIS คือการจัดกลุ่มหุ้นตามขนาดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด แบ่งเป็น Large Cap (หุ้นขนาดใหญ่), Mid Cap (หุ้นขนาดกลาง), Small Cap (หุ้นขนาดเล็ก) และ Micro Cap (หุ้นขนาดจิ๋ว)
โดย FTSE Russell จะทำการทบทวนและปรับองค์ประกอบของดัชนีเป็นระยะ ทั้งแบบรายไตรมาสและแบบรอบครึ่งปี เพื่อให้ดัชนีสะท้อนสภาพตลาดที่แท้จริงอยู่เสมอ
เนื่องจากกองทุนประเภท Passive Fund หรือกองทุนดัชนีทั่วโลกจำนวนมากลงทุนโดยอ้างอิงตามน้ำหนักของ FTSE GEIS โดยตรง เมื่อใดที่มีการประกาศปรับเปลี่ยนองค์ประกอบหรือย้ายกลุ่มหุ้น
กองทุนเหล่านี้จึงจำเป็นต้องซื้อหรือขายหุ้นเพื่อปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับดัชนีใหม่ในทันทีที่การเปลี่ยนแปลงมีผลบังคับใช้ ซึ่งนี่คือที่มาของคำว่า "Rebalance" ที่มักทำให้เกิดแรงซื้อ-ขายกระจุกตัวหนาแน่นในหุ้นที่ถูกปรับเปลี่ยน
สำหรับรอบนี้มีการทบทวนดัชนีรอบครึ่งปี (Semi-Annual Review) ในภูมิภาค Asia Pacific ex Japan ex China ซึ่งรวมประเทศไทยอยู่ในนั้น การเปลี่ยนแปลงจะมีผล ณ ราคาปิดวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 และเริ่มมีผลซื้อขายจริงเช้าวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 ดังนี้
- กลุ่ม Large Cap
- หลุดออก: CPN ปรับลดชั้นไปอยู่กลุ่ม Mid Cap
- หลุดออก: BTS, LH, SCCC, TU ปรับลดชั้นไปอยู่กลุ่ม Small Cap ทั้งหมด
- เข้าใหม่: FTREIT, THAI
เทียบเคียงกับ MSCI Rebalance ครั้งก่อน ชี้วอลุ่มพุ่งได้จริง
แม้จะมีหุ้นที่ถูกถอดออกหรือลดชั้นมากกว่าหุ้นที่เข้าใหม่ในรอบนี้ แต่สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญไม่ใช่จำนวนหุ้นเข้า-ออก แต่เป็นปริมาณธุรกรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันเดียว จากกองทุนต่างชาติที่ต้องปรับพอร์ตให้ตรงตามดัชนีใหม่ ไม่ว่าหุ้นตัวนั้นจะถูกปรับเข้าหรือออกก็ตาม
ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส จำกัด ได้นำข้อมูลย้อนหลังมาเทียบเคียง โดยอ้างอิงจากวันที่มีการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
พบว่ามูลค่าการซื้อขายของตลาดในวันดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากภาวะปกติราว 9 พันล้านบาท ด้วยเหตุนี้จึงมีความคาดหวังว่าในวันนี้ตลาดหุ้นไทยจะได้รับความคึกคักและปริมาณการทำรายการที่หนาแน่นขึ้นจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติในลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นทั่วโลกเมื่อวานนี้ได้รับแรงหนุนจากความกังวลที่ผ่อนคลายลง จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อโลก ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวสะท้อนความเชื่อมั่นว่าเฟดยังคุมเงินเฟ้อได้ และสงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่ยังไม่เร่งตัวก่อนการประชุมผู้นำในวันที่ 24 กันยายนนี้
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยมีความหวังเชิงบวกจากการผลักดันนโยบายภาครัฐและการต่างประเทศหลายด้าน โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 22 กันยายนนี้ เพื่อพิจารณาต่ออายุมาตรการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ออกไปอีก 2 เดือน
ขณะเดียวกันยังมีการเจรจาประเด็นภาษีระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับสหรัฐฯ ในช่วงวันที่ 17-18 กันยายน และการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของนายกรัฐมนตรีเพื่อร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ครั้งที่ 81 ในวันที่ 24 กันยายนนี้
ด้วยปัจจัยบวกที่ประดังเข้ามาพร้อมกันทั้งจากนโยบายภาครัฐและเม็ดเงินจากการจัดพอร์ตลงทุนของต่างชาติ ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส จำกัด จึงมองว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเปิดบวกได้ในวันนี้ โดยประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ระดับ 1,600 จุด
แม้ SET ปรับขึ้นแรงตั้งแต่ต้นปี แต่ยังมีกลุ่ม "ตกขบวน"
หากมองภาพรวมทั้งปี ข้อมูลราคาดัชนี SET ล่าสุด ณ วันที่ 17 กันยายน 2569 ปิดที่ระดับ 1,583.34 จุด เพิ่มขึ้นถึง 323.67 จุด หรือคิดเป็น 25.69% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นการปรับขึ้นที่แข็งแกร่งกว่าดัชนีสำคัญหลายแห่งทั่วโลก
แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายกลุ่มอุตสาหกรรมม กลับพบว่ายังมีหลายกลุ่มที่ผลตอบแทนตามหลังตลาดอยู่มาก (Laggard) ทั้งที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ช่วงไฮซีซันในไตรมาส 4
โดยประเมินว่าโค้งสุดท้ายของปีนี้เป็นจังหวะที่นักลงทุนอาจสะสมหุ้นกลุ่ม Laggard เพื่อลุ้นโอกาส Catch-up Trade โดยชูกลุ่มเด่น 5 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มท่องเที่ยว (ผลตอบแทน YTD +8.4%) นำโดย AOT, THAI, CENTEL และ ERW ซึ่งไตรมาส 4 ถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของปี
- กลุ่มการแพทย์ (ผลตอบแทน YTD +7.6%) นำโดย BDMS, BH, BCH และ PR9 ที่มักโดดเด่นช่วงปลายปีจากโรคตามฤดูกาลและการตรวจสุขภาพประจำปี
- กลุ่มการเงิน (ผลตอบแทน YTD +7.3%) นำโดย MTC, TIDLOR, KTC และ AEONTS ที่มีโอกาสฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
- กลุ่มค้าปลีก (ผลตอบแทน YTD +6.8%) นำโดย CRC, BJC, COM7, CPALL และ CPAXT ที่ได้แรงหนุนจากการจับจ่ายใช้สอยช่วงเทศกาลปลายปี
- กลุ่มสื่อสาร (ผลตอบแทน YTD +6.5%) นำโดย ADVANC, TRUE ที่เข้าสู่ฤดูกาลเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส จำกัด แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ Selective Buy มากกว่าการไล่ซื้อทั้งตลาด โดยเน้นเลือกหุ้นที่มีปัจจัยขับเคลื่อนเฉพาะตัว
ที่มา: บล.เอเซีย พลัส
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney