classicliterature.it.com

“ถ้าไม่ลองทำ จะรู้ได้อย่างไรว่าชอบ”

เด็กแต่ละคนมีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน บางคนต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย บางคนมีข้อจำกัดเรื่องครอบครัวหรือการเงิน สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเป็นเหตุให้เด็กต้องหยุดเรียนรู้ แต่เป็นโจทย์ที่ผู้ใหญ่ต้องช่วยกันหาวิธีให้เด็กยังได้เรียน และมีโอกาสค้นหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเอง

การแนะแนวจึงกลายเป็นงานปราณีตของ Freeform School คุณครูจะนั่งคุยกับเด็กและออกแบบชีวิตร่วมกัน จากนั้นจึงพาพวกเขาไปทดลองเรียนรู้งานจริง เผื่อว่าถ้าชอบก็ดี แต่ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญคือการกลับมาทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้กับครู แล้วค่อยหาคำตอบกันใหม่ว่า ฉันอยากทำอะไร?

คุยกับ ศิริพร พรมวงศ์ หรือ ครูแอ๋ม ผู้อำนวยการ Freeform School อดีตพยาบาลที่ผันตัวมาเป็นครูอาสา และทำงานกับเด็กในชุมชนคลองเตยมากว่า 10 ปี เธอเล่าถึงความแตกต่างของต้นทุนชีวิตเด็ก และบทบาทของโรงเรียนในการช่วยให้พวกเขาค้นหาเส้นทางของตัวเอง

เข้าใจชีวิตเด็กคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องช่วยเหลือรายบุคคล

ครูแอ๋มทำงานอยู่ที่ Freeform School โรงเรียนทางเลือกที่ออกแบบการเรียนให้ยืดหยุ่นตามชีวิตของเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา โรงเรียนแห่งนี้อาศัยแนวคิดของ ‘ศูนย์การเรียน’ ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

ทำให้โรงเรียนสามารถออกแบบหลักสูตรและวิธีเรียนของตัวเองได้มากกว่าโรงเรียนทั่วไป ตั้งแต่การเรียนวิชาพื้นฐาน ไปจนถึงการให้เด็กค้นหาความสนใจ ทดลองทำงาน และวางเส้นทางการเรียนต่อหรืออาชีพให้เหมาะกับตัวเอง และที่นี่จะมีเคสเด็กๆ ที่มีเงื่อนไขในชีวิตที่จำกัดอยู่หลากหลาย

“เด็กคนหนึ่งขาดเรียนสัปดาห์ละ 3 วัน ไม่ได้แปลว่าเขาไม่อยากมาโรงเรียน”

ครูแอ๋มยกตัวอย่างเด็กคนหนึ่ง เขาต้องพาย่าไปฟอกไตในวันที่มีเรียนหนังสือ ทำให้ต้องแบ่งเวลาเรียนในสัปดาห์ไปให้ครอบครัว คำถามชวนคิดคือ เด็กคนนี้ทำตัวเหลวไหลไม่ยอมทำตามตารางเรียนหรือไม่? ลองจินตนาการดูว่า หากโรงเรียนมองเพียงจำนวนวันที่ขาดเรียน โดยไม่ได้พิจารณาเงื่อนไขชีวิตของเด็กคนนี้ เขาก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องหลุดจากระบบการศึกษานี้ไป เพียงเพราะเขาไม่สามารถทำตามข้อกำหนดที่แข็งกระด้างเหล่านั้นได้

“เด็กแต่ละคนมี pain point ไม่เหมือนกัน บางคนมีเรื่องการเงิน บางคนต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย บางคนมี learning loss พอกลับมาเรียนก็อ่านเขียนไม่คล่อง เราเลยใช้วิธี individual support” ครูแอ๋มอธิบายถึงวิธีการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน Freeform School

งานของครูแอ๋มคือการดูแลเด็กที่มีเงื่อนไขชีวิตไม่สอดคล้องกับระบบการศึกษาทั่วไป เด็กที่เข้ามาเรียนจำนวนมากเป็นเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา บางคนต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย บางคนมีปัญหาเรื่องเงิน บางคนพอไม่ได้เรียนนาน ก็ขาดทักษะพื้นฐานการอ่านและการเขียนไป ทำให้จะหางานทำก็ยิ่งยากไปอีก 

พอเป็นแบบนี้ การจับเด็กทุกคนใส่ตารางเรียนเดียวกันคงจะไม่เหมาะ แต่เธอจะชวนเด็กๆ คุยว่า ตอนนี้มีทักษะอะไร อยากทำอะไร มีความฝันแบบไหน และชีวิตติดข้อจำกัดตรงไหน แล้วจึงค่อยวางแผนร่วมกัน ครูแอ๋มเรียกสิ่งนี้ว่า individual care plan (แผนการดูแลรายบุคคล) โดยให้ครูแต่ละคนรับหน้าที่เป็น Case Manager รับผิดชอบติดตามเด็กเป็นรายบุคคล

มันจึงเป็นกระบวนการที่ยาวนานมาก ไม่ใช่การแนะแนวแล้วสิ้นสุดในคาบเดียว เธอต้องคอยให้คำปรึกษา พาเด็กๆ ไปทดลองอาชีพในแบบที่สนใจ ถ้าลองทำแล้วไม่ใช่ทาง ก็ลองทำอย่างอื่น ค้นหากันไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะพอประคับประคองด้วยตัวเองได้ และใช้ชีวิตต่อด้วยตัวเอง โดยอาศัยความรู้ในโรงเรียนและทักษะการฝึกงาน


ถอดความฝัน สู่ความจริง

สมมติว่าเด็กคนหนึ่งบอกว่าอยากเป็นนักดนตรี มันก็คงไม่ง่ายแบบแช่แป้งด้วยการเอากีตาร์ยัดใส่มือแล้วทุกอย่างก็จะสำเร็จ งานของครูแอ๋มคือการถอดเส้นทางไปสู่การเป็นนักดนตรีว่ามันต้องทำอย่างไรบ้าง เช่น ตอนนี้เด็กเล่นดนตรีได้ระดับไหน ทักษะที่มีสามารถหาเลี้ยงชีพได้หรือยัง ต้องฝึกอะไรเพิ่ม สถานประกอบการที่รับนักดนตรีต้องการทักษะแบบไหน และหากต้องทำงานกลางคืนควบคู่กับงานอื่นในตอนกลางวัน เด็กจะจัดการชีวิตและค่าใช้จ่ายของตัวเองอย่างไร และอีกมากที่เธอต้องคิดเผื่อ

“เราจะถอดจากความฝันสู่ความเป็นจริง แล้วทำ how to ว่าถ้าจะไปให้ถึงจุดนี้ต้องทำอย่างไร” ครูแอ๋มเล่า

จากนั้นเด็กจะได้ลองออกไปเจอกับงานจริง ผ่านกระบวนการที่โรงเรียนเรียกว่า Job Shadowing (การร่วมสังเกตการณ์ทำงาน) โดยโรงเรียนจะหาสถานประกอบการที่ตรงกับสิ่งที่เด็กสนใจ ให้เด็กเข้าไปทดลองเรียนรู้ก่อน แล้วกลับมาสะท้อนบทเรียนร่วมกับครูว่า สิ่งที่เจอกับสิ่งที่คิดไว้ก่อนหน้านั้นตรงกันหรือไม่

ครูแอ๋มยกตัวอย่างอาชีพบาริสต้า เด็กหลายคนอยากเป็นบาริสต้า อยากเปิดร้านกาแฟ หรือเลือกอาชีพนี้เพราะรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ดูเท่ แต่เมื่อได้เข้าไปทำจริง บางคนกลับพบว่างานที่เคยคิดว่าน่าสนใจมีอีกด้านหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“พอไปทำจริงๆ งานบาริสต้าก็แอบน่าเบื่อ วันๆ ชงกาแฟไม่ได้ออกไปไหน” เธอเล่า หากเด็กไม่ได้ชอบงานนี้จริงๆ แต่เลือกเพราะเป็นเพียงเทรนด์ การได้ลองทำก็จะทำให้เขารู้เร็วขึ้นว่า อาชีพนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ เพราะฉะนั้น การค้นหาอาชีพไม่ได้ทำครั้งเดียวแล้วจบลง เขามีสิทธิที่จะผิดหวังและทำความเข้าใจใหม่ สำคัญคือเขาเอาประสบการณ์ที่ได้ ไปคิดหาทางใหม่ๆ ให้ชีวิตอย่างไร

มีเด็กคนหนึ่งที่สนใจทั้งการเป็นบาริสต้าและงานสายบันเทิง โรงเรียนไม่ได้บังคับให้เขาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งตั้งแต่แรก แต่ให้ทดลองทำงานร้านกาแฟก่อน เมื่อได้ลองจริง เด็กพบว่าตัวเองไม่ได้ชอบงานนั้นเท่าไหร่นัก แต่กลับสนใจเรื่องการแต่งตัวและงานในวงการบันเทิงมากกว่า เขาจึงลาออกจากร้านกาแฟ ไปทำงานร้านเสื้อผ้า และเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้านนิเทศศาสตร์

เธอเปรียบการเรียนรู้บางอย่างในโรงเรียนทั่วไปว่าเป็น ‘แล็บแห้ง’ เด็กอาจได้ฟังวิทยากร ได้ฟังคนทำอาชีพต่างๆ มาเล่าประสบการณ์ หรือมีไอดอลมาเป็นแรงบันดาลใจ แต่สุดท้ายเด็กยังไม่ได้จับต้องงานนั้นด้วยตัวเอง การแนะแนวจึงต้องมีอีกพื้นที่หนึ่งที่พาเด็กออกไปปฏิบัติจริง ลองอยู่กับงานเหล่านั้นจริงๆ

โรงเรียนของครูแอ๋มจึงออกแบบหลักสูตรที่ให้เวลาประมาณ 30% อยู่กับวิชาการ 20% เป็นทักษะชีวิต และประมาณ 50% เป็นทักษะอาชีพและการทำงานผ่านกระบวนการอย่าง Job matching และ Job Shadow ซึ่งเด็กอายุประมาณ 15-18 ปี จะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้เหล่านี้โดยตรง พอเข้าได้ประสบการณ์ ก็กลับมาแชร์ให้ครูฟัง ชอบไม่ชอบอย่างไรไม่ว่ากัน แต่สำคัญคือต้องได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

ระบบการศึกษาที่กล้าฝันไปพร้อมเด็ก

ทีนี้ พอโจทย์มันเป็นการทำให้คาบแนะแนวมีมากกว่าการเลกเชอร์ในห้องเรียน คำถามที่ตามมาคือ แล้วโรงเรียนจะรู้ได้อย่างไรว่าควรพาเด็กไปรับประสบการณ์ที่ไหน? 

ต้องเข้าใจก่อนว่า โรงเรียนเป็นเพียงหน่วยหนึ่งในระบบการศึกษา เด็กสามารถเรียนรู้ที่ไหนก็ได้เท่าที่ผู้ใหญ่จะจัดสรรให้ โรงเรียนของครูแอ๋มจึงได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น ศูนย์ฝึกอาชีพของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีหลักสูตรให้เด็กทดลองเรียนตั้งแต่ทำขนม บาริสต้า ช่างตัดผมและเสริมสวย จากนั้นจึงค่อยจับคู่นักเรียนกับสถานประกอบการที่ตรงกับสิ่งที่เขาสนใจ ซึ่งทางโรงเรียนก็ทำงานกับสถานประกอบการหลายแห่ง ทั้งภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

ด้วยรูปแบบนี้ ครูจึงไม่จำเป็นต้องเข้าใจไปเสียทุกอย่าง ในทุกแง่มุม ของทุกอาชีพ เพราะคนที่ทำงานอยู่ในแต่ละวงการสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ได้ เด็กสามารถไปเห็นสถานที่จริง เห็นวิธีทำงานจริง และได้รู้ว่าทักษะที่ตัวเองต้องมีนั้นแตกต่างจากสิ่งที่เคยจินตนาการไว้อย่างไร

ถึงอย่างนั้น ครูแอ๋มบอกว่า สิ่งที่ยังขาดอยู่คือระบบเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานเหล่านี้ ปัจจุบันรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมยังทำงานค่อนข้างแยกส่วนกัน โรงเรียนจึงต้องพยายามสร้างเครือข่ายขึ้นมาเองว่า ถ้าเด็กคนนี้ต้องการเรียนรู้เรื่องนี้ จะไปที่ไหน และใครสามารถช่วยได้ ยกตัวอย่างในกรุงเทพฯ ก็ยังมีสำนักงานเขตที่มีข้อมูลเด็กที่หลุดจากระบบ และมีศูนย์ฝึกอาชีพที่มีหลักสูตรอยู่แล้ว หากข้อมูลและทรัพยากรเหล่านี้เชื่อมต่อกันได้ เด็กที่กำลังหาทางกลับเข้าสู่การเรียนรู้ก็จะมีทางเลือกมากขึ้น

แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า เราควรออกจากระบบการศึกษาทั่วไป แล้วไปเรียนตามศูนย์การเรียนมาตรา 12 เพราะโรงเรียนทั่วไปยังจำเป็นสำหรับเด็กที่พร้อมเรียนวิชาการเข้มข้น และต้องการไปต่อในสายอาชีพที่เน้นวิชาการ เช่น แพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์ เพียงแต่ว่าเด็กที่มีเงื่อนไขชีวิตที่จำกัดก็ควรมีรูปแบบการศึกษาอื่นๆ ให้เลือกด้วยเช่นกัน

“เราไม่ได้มองว่าเราเป็นแค่ทางเลือก แต่เราเป็นทางใดทางหนึ่งให้เด็กเลือกได้ตามความเหมาะสม” เธอบอก

หากการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนอย่างเดียว แล้วโรงเรียนมีไว้ทำไม?

สำหรับครูแอ๋ม เชื่อว่าโรงเรียนไม่ควรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการให้ข้อมูลที่เด็กสามารถค้นหาเองได้ แต่รูปแบบการเรียนควรเปลี่ยนไปจากการที่ครูเป็นผู้บอกทุกอย่าง มาเป็นการชวนเด็กตั้งคำถาม แลกเปลี่ยน และค้นคว้าด้วยตัวเองมากขึ้น โดยอาจจะเริ่มต้นจากสิ่งที่เขาสงสัยจริงๆ นั่นจะพาเขาไปได้กว่าที่เราคิด ส่วนเวลาที่เหลือ ก็ควรเปิดพื้นที่ให้เด็กได้นำความรู้ไปใช้งานจริง

ยกตัวอย่างโจทย์ของเด็กคนหนึ่ง เขาทำงานเป็นช่างเดินสายไฟรายวัน แต่เขายังไม่มีวุฒิ ม.3 และอยากเติบโตไปเป็นวิศวกรไฟฟ้า สิ่งที่ระบบการศึกษาควรทำไม่การบังคับให้เขาต้องเรียนในภาคบังคับเท่านั้น แต่ควรเริ่มคิดจากปลายทางว่า หากเป้าหมายคือการเป็นวิศวกรไฟฟ้า เขาต้องเรียนต่ออะไรบ้าง ระหว่าง ปวช. ปวส. หรือมหาวิทยาลัย เส้นทางไหนเหมาะกับชีวิตที่ต้องทำงานไปด้วย และเขาจะจัดการสองอย่างพร้อมกันอย่างไร

ในกรณีแบบนี้เองที่โรงเรียนจะเข้ามาเติมเต็มได้ นั่นคือการเป็นพื้นที่ทดลองให้เขาได้ลองรู้จักเส้นทางชีวิตในสายต่างๆ หากได้ทำจริงแล้วชอบหรือไม่ ถ้าพบว่าไม่ชอบ เด็กก็ต้องมีคนช่วยคิดต่อว่า แล้วจะไปทางไหนแทน เรื่องแบบนี้จำเป็นต้องอาศัยมุมมองจากผู้ใหญ่ในการช่วยชี้แนะแนวทาง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นครูแนะแนวเสมอไป

ครูแอ๋มย้ำว่า งานแนะแนวไม่สามารถจบที่ครูแนะแนวเพียงคนเดียวได้ เพราะครูหนึ่งคนไม่สามารถเป็นทั้งที่ปรึกษา ผู้จัดหาสถานที่ฝึกงาน ศูนย์ฝึกอาชีพ และนักจิตวิทยาให้กับเด็กได้ สำคัญคือผู้บริหารของโรงเรียน และระบบการศึกษาจะสร้างกลไกในโรงเรียนที่สนับสนุนการทำงานของครูได้มากแค่ไหน ถ้าเด็กๆ กล้าฝันแล้ว ระบบการศึกษาก็ต้องกล้าออกนอกกรอบด้วยเช่นกัน

ซึ่งไม่ได้แปลว่าโรงเรียนต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะการดูแลเด็กเป็นรายบุคคลต้องใช้ทั้งเวลา คน และทรัพยากร ทางออกจึงเป็นการเชื่อมต่อกับทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนและภาคส่วนอื่นๆ เช่น ศูนย์ฝึกอาชีพ สถานประกอบการ หรือองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อให้แต่ละฝ่ายช่วยกันดูแลเด็กในส่วนที่ตัวเองมีความเชี่ยวชาญ ขณะที่โรงเรียนยังทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อของโอกาสทางการศึกษา 

ถ้าเป็นไปได้ ถ้าเรามีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันในชุมชน การแนะแนวก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระให้ครูแนะแนวทำทุกเรื่อง และเด็กเองก็จะได้เห็นเส้นทางการเรียนรู้และการทำงานที่หลากหลายขึ้น

Graphic Designer: Krittaporn Tochan (IG: krittochan)
Editorial Staff: Thanyawat Ippoodom

You might also like



Update: 2026-09-24
Tags: