Fitch ปรับ Outlook ไทย เป็น Stable สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ
บริษัท Fitch Ratings ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ เชิงลบ (Negative Outlook) เพิ่มขึ้นเป็นระดับ มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ ซึ่ง Fitch ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยสำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยเชิงลบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยและสนับสนุนความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายภาครัฐ ส่งผลให้รัฐบาลอยู่ในสถานะที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางมากยิ่งขึ้น รวมถึงการดำเนินการตามแผนการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation)
*คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 2.3%
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องและสามารถรับแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานโลกได้ดีกว่าที่คาดการณ์ โดย Fitch คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ร้อยละ 2.3 ในปี 2569 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ร้อยละ 2.4 ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการของภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ลดลงร้อยละ 4 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่รายรับจากการท่องเที่ยวยังคงอยู่ในระดับที่ดี และภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวในปีถัดไป
*แนวโน้มหนี้ภาครัฐบาลของไทยดีขึ้น
สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาล (General Government Debt) ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) อยู่ที่ร้อยละ 59.3 ในปีงบประมาณ 2568 และคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 63 ภายในปีงบประมาณ 2571 ซึ่งปรับดีขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ระดับร้อยละ 65 เนื่องจากผลทางการคลังในปีงบประมาณ 2568 ดีกว่าคาดการณ์ และเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว แต่ Fitch เห็นว่ารัฐบาลยังคงมุ่งมั่นในการรักษาวินัยทางการคลัง และพร้อมเดินหน้าปฏิรูปรายได้ภาครัฐเพื่อสนับสนุนแผนการปรับสมดุลทางการคลังในระยะปานกลาง
*คาดดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเกินดุลในปี 70
ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดย Fitch คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลร้อยละ 1.5 ของ GDP ในปี 2570 หลังจากการขาดดุลชั่วคราวร้อยละ 0.5 ของ GDP ในปี 2569 จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงและการนำเข้าสินค้าทุนสำหรับการก่อสร้าง Data Center ทั้งนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยมีฐานะสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิ (Net External Asset Position) อยู่ในระดับสูง ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจ่ายต่างประเทศ (External Interest Service) ยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน (Peers)
ผลการประเมินดังกล่าว สะท้อนถึงความสามารถของประเทศไทยในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลังท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง กรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่น่าเชื่อถือ และการบริหารจัดการด้านการคลังอย่างมีวินัย
ทั้งนี้ Fitch จะติดตามแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ความคืบหน้าของแผนการปรับสมดุลทางการคลัง และการบริหารจัดการภาระหนี้ของรัฐบาล เพื่อประกอบการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระยะต่อไป
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า การปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเป็นระดับมีเสถียรภาพในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะเร่งผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อยกระดับศักยภาพและวางรากฐานการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่ Fitch มองเห็นเสถียรภาพที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อความไม่แน่นอนลดลง การดำเนินนโยบายระยะกลางก็มีความต่อเนื่องและคาดการณ์ได้มากขึ้น ทั้งในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ การรักษาวินัยทางการคลัง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจลงทุน
การปรับมุมมองของ Fitch ส่งผลให้ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moodys Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ มีเสถียรภาพ (Stable) ทั้งหมด โดย Moodys ปรับมุมมองประเทศไทยเป็น Stable พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 เมื่อเดือนเมษายน 2569 ขณะที่ S&P คงอันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของไทยที่ BBB+ และมีมุมมอง Stable
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า การที่ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกมีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ Stable ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นในประเทศ รัฐบาลจะใช้จังหวะนี้เดินหน้าสร้างความต่อเนื่องทางนโยบาย รักษาวินัยทางการคลัง และเร่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศเชื่อมต่อไปสู่การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ของประชาชน
เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงรักษาอันดับเครดิตหรือ Stable Outlook แต่คือการเปลี่ยนความเชื่อมั่นให้เป็นการลงทุนจริง งานจริง และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว น.ส.ลลิดา กล่าว
โดย รัชดา คงขุนเทียน