“จงกล้าตอบรับโอกาสใหม่ๆ แม้ในวันที่ไม่พร้อม” คำแนะนำจาก ซิกเว้ เบรกเก้ ถึงเหล่า First Jobber [PR NEWS]
ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา True Corporation จัดกิจกรรม HOPE CLUB ชวน First Jobber ตัวแทนคนรุ่นใหม่จาก TRUE, Bitkub, Bluebik, LINE MAN Wongnai, SCBX, Brilliant & Million และ YELL มาล้อมวงแลกเปลี่ยนมุมมองการทำงาน ตั้งแต่การปรับตัวในองค์กร ทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงานจริง การใช้ AI ไปจนถึงการบริหาร Work-Life Balance ร่วมกับ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในหัวข้อ ‘เจอนี่ First Jobber’ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและบทบาทของคนรุ่นใหม่ในยุค AI
- Round 1: ความคาดหวัง VS โลกของการทำงานจริง
- Round 2: เส้นทางอาชีพ VS อนาคตของการทำงาน
- Round 3: สมดุลชีวิต VS ความเป็นจริงของธุรกิจ

ซิกเว่ เปิดวงสนทนาด้วยการพาทุกคนย้อนกลับไปทำความรู้จักตัวตนของเขาในวันที่เริ่มก้าวสู่การเป็น First Jobber ในฐานะครูชั้น ป.6 ด้วยวัยเพียง 19 ปี แต่เพียงปีเดียวเขาก็พบว่านี่ยังไม่ใช่ทาง จึงลาออกมาดูแลฟาร์มกับน้องชาย ทว่าทำได้เพียง 6 เดือนก็รู้ตัวว่าคงไม่เหมาะ
นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “ลูปแห่งการทดลองและค้นหาตัวตน” เขาย้ายไปทำงานด้านโฆษณา ก่อนจะกระโดดเข้าสู่โลกการเมือง และเติบโตอย่างรวดเร็วจนได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นอร์เวย์
ฟังดูเหมือนเป็นจุดสูงสุด แต่หลังจากทำงานได้ 4 ปี เขาตัดสินใจทิ้งตำแหน่งใหญ่โต แล้วบินลัดฟ้าไปศึกษาต่อด้านนโยบายการต่างประเทศ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
การตัดสินใจครั้งนั้นเปิดประตูบานใหม่ให้เขาได้ค้นพบเสน่ห์ของเอเชีย และนำไปสู่โอกาสครั้งสำคัญจากบริษัทโทรคมนาคมที่กำลังหาคนมาสำรวจตลาดมือถือในภูมิภาคนี้ ทั้งที่ตอนนั้นเขาไม่มีความรู้เรื่องโทรคมนาคมเลยแม้แต่น้อย
ประตูบานนั้นพาเขาไปพบโอกาสใหญ่ในไทยและมาเลเซีย เขาก้าวขึ้นรับตำแหน่ง CEO ของ dtac ในยุคเริ่มต้น บริหารอยู่นานถึง 4 ปี ก่อนขยายอาณาจักรธุรกิจไปยังบังกลาเทศ ปากีสถาน อินเดีย และเมียนมา ผลงานอันโดดเด่นทำให้ถูกเรียกตัวกลับนอร์เวย์เพื่อดำรงตำแหน่ง Global CEO นั่งเก้าอี้กุมบังเหียนองค์กรระดับโลกนานถึง 9 ปีเต็ม และเมื่อทุกอย่างเริ่มอิ่มตัว เขาก็มองหาความท้าทายใหม่ในบทบาทผู้บริหารระดับสูงของ ทรู คอร์ปอเรชั่น
“สิ่งที่คุณควรเรียนรู้จากเรื่องนี้คือ อย่าคิดว่าคุณรู้ว่าเส้นทางอาชีพของคุณจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน หากผมวางแผนไว้ตั้งแต่แรก ป่านนี้ผมก็คงยังเป็นชาวนาอยู่ ผมเพียงแค่ทำเต็มที่ในทุกๆ ครั้ง และเมื่อมีโอกาสใหม่เข้ามา ผมก็คว้ามันไว้แล้วก้าวต่อไป” นี่คือบทเรียนแรกที่เขามอบให้กับ First Jobber รุ่นใหม่

Round 1: ความคาดหวัง VS โลกของการทำงานจริง
คงไม่มีใครฉายภาพหัวข้อนี้ได้ดีเท่ากับกลุ่ม First Jobber หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาบอกว่า ในห้องเรียน โจทย์มักถูกเซ็ตไว้เรียบร้อยแล้ว แต่โลกการทำงานจริง ทักษะที่สำคัญกว่าคือการรับมือกับความไม่แน่นอนและการค้นหาว่า ‘ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร’ เพราะสิ่งที่หัวหน้าต้องการ สิ่งที่ลูกค้าบอก และปัญหาที่เกิดขึ้นจริงอาจไม่ตรงกัน คนทำงานจึงต้องมีทั้ง Problem Solving และ Problem Framing รวมถึงรับมือกับข้อมูลที่ไม่ครบ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ เวลา และการทำงานร่วมกับคนหลายฝ่าย
พวกเขาบอกว่าสไตล์การสื่อสารในมหาวิทยาลัยเน้นการอธิบายรายละเอียดและกระบวนการคิด แต่ในโลกการทำงานจริง สิ่งสำคัญคือการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน โน้มน้าวใจ และนำไปสู่การปฏิบัติจริงของ Stakeholders
และนั่นทำให้ Hard Skills เป็นเพียงตั๋วเบิกทางในวันแรกของการทำงาน แต่ทักษะที่จะช่วยให้เติบโตในระยะยาวคือ Soft Skills เช่น ทักษะการนำเสนอ ความเป็นผู้นำ และศิลปะการทูตหรือการประนีประนอม
เรื่องที่ถูกนำมาถกเถียงกันอย่างเข้มข้นคือ สาขาที่เรียนจบมากับตำแหน่งไม่ตรงกัน ดร.ยศชนัน บอกว่า “ไม่เป็นไร เพราะคุณสามารถพัฒนาทักษะไปการเป็นผู้ประกอบการได้ ขอเพียงได้ก้าวเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมนั้นก่อน”
เขาเชื่อว่าการจบไม่ตรงสายไม่ได้แปลว่าอาชีพจะถูกจำกัด การจบวิศวกรรมแล้วมาเป็นนักธุรกิจถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น การเรียนรู้จึงไม่ควรถูกจำกัดด้วยอายุ ปริญญาบัตรเป็นเพียงวุฒิการศึกษาในอดีต แต่มันอาจไม่ตอบโจทย์ การเรียนรู้ตลอดชีวิต อีกต่อไป หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การ Upskill และ Reskill ตลอดชีวิต

“เราอาจต้องเปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็น ‘ศูนย์บ่มเพาะ’ (Incubator) หากนักศึกษามีโอกาสลองทำธุรกิจจริงร่วมกับรุ่นพี่ จะรู้ได้ทันทีว่านี่คือเส้นทางที่ใช่หรือไม่ ต่างจากการมุ่งเข้าบริษัทใหญ่เพียงอย่างเดียวที่อาจมีหรือไม่มีตำแหน่งรองรับทักษะของคุณ”
“สิ่งที่ประเทศไทยต้องการคือ วินัยและพื้นที่บ่มเพาะ เราจึงผลักดันความเป็นผู้ประกอบการในระดับอุดมศึกษาผ่าน โครงการ CWiE (การจัดสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน) ซึ่งแม้ปัจจุบันจะมีองค์กรใหญ่เข้าร่วมแล้ว แต่เราต้องการดึงกลุ่ม Deep Tech และ Biotech Startups เข้ามาเพิ่ม เพราะในไทยยังมีน้อย ส่งผลให้ความสนใจในสายวิทยาศาสตร์ลดลง”
ดร.ยศชนัน มองว่าการที่คนเรียนจบแล้วได้ทำงานตรงสาย อาจดูเหมือนความสำเร็จของหลักสูตร แต่หากวิเคราะห์ลึกๆ ข้อสรุปอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เด็กไทยส่วนใหญ่มักมองหาโอกาสทำงานแค่ภายในประเทศ ในขณะที่บุคลากรจากสิงคโปร์หรือฮ่องกงเปิดรับโอกาสทำงานได้ทั่วโลก และนั่นคือโอกาสที่ควรก้าวมุ่งไป
“หากมีความฝัน ขอให้ลงมือทำทันที ฝึกฝนทักษะการสื่อสาร ความเป็นผู้ประกอบการ และการระดมทุน ทำอย่างไรให้เติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาต้นทุนทางครอบครัว แม้ไม่ได้เกิดมาพร้อมความพร้อม แต่ถ้าคุณมีไอเดีย มีความมุ่งมั่น คุณก็สามารถนำเสนอเพื่อขอทุนจากมูลนิธิหรือนักลงทุนได้” ดร.ยศชนัน กล่าว
ซิกเว่ เสริมว่า “พยายามเรียนรู้ให้หลากหลาย โลกธุรกิจซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งคุณมีฐานความรู้กว้าง คุณจะยิ่งบริหารธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นได้ อย่าเพิ่งรีบเชี่ยวชาญเฉพาะทางเร็วเกินไป เพราะยุคนี้ไม่มีใครทำงานที่เดียวจนเกษียณอีกแล้ว จงกล้าลองสิ่งใหม่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต”

Round 2: เส้นทางอาชีพ VS อนาคตของการทำงาน
AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน อัตราการว่างงานของ Gen Z เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก การจ้างงานระดับ Entry-level ลดลงกว่า 20% โครงสร้างองค์กรที่เคยเป็นรูปพีระมิดฐานกว้างกำลังเปลี่ยนเป็น Diamond Shape หรือ Hourglass Shape เพราะเด็กจบใหม่ถูกรับเข้าทำงานน้อยลง เนื่องจาก AI เข้ามาแทนที่
แต่ซิกเว่กลับมองในมุมที่ต่างไป เขาบอกว่า คนที่เผชิญแรงกดดันมากที่สุดไม่ใช่เด็กจบใหม่ แต่คือ Middle Management เพราะ AI สามารถทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลแทนผู้จัดการได้ ดังนั้น ส่วนกลางขององค์กรจะแคบลง คนกลุ่มนี้จะขยับขึ้นเป็นผู้นำ หรือเปลี่ยนสายไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
“ด้านบนคือ ผู้นำอาวุโสที่มากด้วยประสบการณ์ มีวิจารณญาณและมุมมองเชิงกลยุทธ์ ส่วนฐานกว้างด้านล่าง จะเป็นพื้นที่ทำงานของคนรุ่นใหม่ ที่เติบโตมาพร้อม AI ซึ่งเราต้องการฐานนี้ พวกเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อทำงานประจำที่เทคโนโลยีทำแทนได้ เพราะวันนี้ AI ได้รุกคืบขยายขอบเขตความสามารถในการทำงานพื้นฐานมากขึ้น ดังนั้น ทักษะที่องค์กรต้องการโดยพื้นฐาน ก็คือ การรู้ว่าควรถามอะไร และการมองออกเมื่อคำตอบนั้นผิดพลาด คนรุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้มาตั้งแต่ในโรงเรียนมักทำสิ่งนี้ได้โดยสัญชาตญาณ นอกจากนี้ พวกเขายังเป็นคนกลุ่มเดียวในองค์กรที่มองบริษัทผ่านสายตาของลูกค้ารุ่นถัดไปได้อย่างชัดเจนมากกว่า ด้วยค่านิยมและประสบการณ์ใกล้เคียงกัน”

สอดคล้องกับมุมมองส่วนใหญ่ของผู้เข้าร่วมเสวนาที่เห็นตรงกันว่า AI ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทำให้เราทำงานน้อยลง แต่คือเครื่องมือขยายขีดความสามารถ เปรียบเสมือนรถแข่งความเร็วสูงที่จะแสดงประสิทธิภาพสูงสุดเมื่ออยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งช่วยให้เราสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ด้วยตัวคนเดียวมาก่อน
ซิกเว่เสริมประเด็นนี้ว่าเหมือนรถที่มีกำลังเครื่องยนต์ดีย่อมเสริมให้คนขับขับได้เร็วขึ้น แต่การขับให้ดีต้องเริ่มจากการรู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปไหน และควรขับอย่างไรถึงจะปลอดภัยและนั่นคือ วิจารณญาณของมนุษย์ เพราะรถคันนี้ไม่มีสิ่งนั้น
“แม้ AI อาจชนะปรมาจารย์หมากรุกได้ แต่ก็อาจจะยังผิดพลาดกับงานพื้นฐานบางอย่าง เช่น การอ่านนาฬิกาเข็ม ที่สำคัญ AI ยังมีแนวโน้มจะเห็นด้วยกับผู้ถาม สร้างคำตอบที่ดูเหมือนผู้ถามอยากได้ มากกว่าคำตอบที่ผู้ถามจำเป็นต้องได้ ‘ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์’ จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดขึ้น เราในฐานะผู้กระทำต้องทำหน้าที่รับผิดชอบ”
นี่คือเหตุผลที่ทักษะ soft skills ยังจำเป็นในองค์กรรูปนาฬิกาทราย อย่างการอ่านบรรยากาศในห้องประชุม รวมถึงการเข้าใจผู้คนอย่างลึกซึ้ง การสร้างความสัมพันธ์ผ่าน Small Talk และการโน้มน้าวใจ และนั่นกลายเป็นจุดแข็ง ที่ AI ยังไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะการสร้างความสัมพันธ์ได้ วุฒิการศึกษาอาจทำให้คุณออกตัวได้ดีกว่าในทักษะเชิงเทคนิค แต่การสื่อสาร การนำเสนอ และภาวะผู้นำ จะเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะไปได้ไกลเพียงใด
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เมื่อเรานำ AI มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ คนรุ่นใหม่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างไรหากพึ่งพา AI มากเกินไป หากวันหนึ่งไม่มี AI สิ่งนั้นจะเปรียบเหมือนการสูญเสียแขนขาหรือไม่
หลายความเห็นมองตรงกันว่า การกลัวตกงานเป็นเรื่องสมเหตุสมผล แต่ทางออกไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นการปรับตัวและเรียนรู้ใหม่ เปลี่ยนมุมมองจากการมอง AI เป็นภัยคุกคาม มาเป็นการเปิดใจใช้งานในฐานะ “เพื่อนร่วมงาน” เพื่อดึงจุดแข็งของกันและกันมาใช้ประโยชน์
“จงเก่งในการใช้ AI ให้มากๆ และจงเก่งในการเป็นมนุษย์ให้มากๆ” นี่อาจเป็นบทสรุปที่เข้าใจง่ายที่สุดในหัวข้อสนทนานี้

Round 3: สมดุลชีวิต VS ความเป็นจริงของธุรกิจ
สำหรับเรื่อง Work-Life Balance ซิกเว่มองว่า สมดุลที่แท้จริงไม่ใช่การแบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัวออกจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่คือการหลอมรวมงานและชีวิตเข้าด้วยกันอย่างมีเป้าหมาย หากเราได้ทำสิ่งที่รัก มีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง และสนุกกับเพื่อนร่วมงาน งานจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างลงตัว
“ลองส่องกระจกแล้วถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า ‘ฉันรักในสิ่งที่ทำไหม? ได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าหรือเปล่า?’ ถ้าคำตอบคือไม่ จงเคารพตัวเองมากพอที่จะก้าวออกมาหาทางเดินใหม่ หากคุณไม่สามารถยิ้มหรือหัวเราะในห้องประชุมได้ นั่นแปลว่ามีบางอย่างผิดปกติแล้ว” เขาเน้นย้ำในเรื่องนี้ิ
ฝั่งคนรุ่นใหม่สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า สมดุลชีวิตเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนเปรียบพลังชีวิตเหมือนแบตเตอรี่ที่เน้นการบริหารการชาร์จพลังและการยอมรับความเหนื่อยตราบใดที่ชอบเหตุผลของการทำสิ่งนั้น
ขณะที่สายงานอย่าง Creative หรือ Business Development ต้องเผชิญการรบกวนเวลานอกงาน การติดต่อข้ามโซนเวลา จนนำไปสู่ภาวะเครียด สุขภาพพัง หรือ Panic Attack
ซึ่งคุณซิกเว่ให้คำแนะนำว่า “การเหนื่อยกายจากการทำงานหลายชั่วโมงต่อเนื่องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ถ้าไม่ได้เป็นทุกวัน แต่การเหนื่อยล้าทางจิตใจเพราะ ‘เกลียดงานที่ทำ’ นั่นเป็นคนละเรื่องเลย และเมื่อถึงเวลาต้องชาร์จพลัง คุณก็ต้องให้เวลากับมันอย่างเต็มที่”
พร้อมให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า “ร่างกายเรามีขีดจำกัดทางกายภาพที่ทุกคนต้องดูแล นั่นคือ การนอนหลับ กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย อย่าทำลาย 3 สิ่งนี้เด็ดขาด เพราะไม่อย่างนั้นคุณจะเจอปัญหาที่ใหญ่กว่าเรื่อง Work-Life Balance มาก”
เขาชวนทุกคนมองภาพตัวเองในวัยเกษียณ “ลองจินตนาการว่าคุณอายุ 80 ปี เกษียณมานานแล้ว นั่งอยู่โดยมีหลานนั่งบนตัก แล้วหลานสาวถามว่า ‘คุณตา คุณปู่ ทำประโยชน์อะไรมาบ้างในชีวิต? คุณจะตอบพวกเขาว่าอะไร”

พร้อมฝากถึงคนรุ่นใหม่ว่า “ผมเชื่อเสมอว่าคนรุ่นใหม่คือผู้ขับเคลื่อนประวัติศาสตร์และกำหนดอนาคต พวกคุณคือตัวแทนของความหวัง ไม่ว่าจะเป็นมุมมองเชิงบวกต่อ AI ความตั้งใจสร้างอิมแพกต์ หรือความชัดเจนเรื่องสมดุลชีวิตและการทำงาน ทั้งหมดนี้มอบแรงบันดาลใจให้ผมอย่างมาก
ในฐานะโค้ช หน้าที่ของคนรุ่นผมคือการส่งมอบภูมิปัญญา แล้วปล่อยให้พวกคุณออกไปปลดปล่อยศักยภาพทำในสิ่งที่เก่งที่สุด
คำแนะนำสุดท้ายของผมคือ อย่ากลัวความไม่แน่นอน ความรู้สึกกังวลหรือปั่นป่วนเมื่ออยู่นอก Comfort Zone ไม่ใช่สัญญาณเตือน แต่เป็นของขวัญและครูที่ดีที่สุด เพราะความสบายไม่เคยลับความคิดให้คม
จงกล้าตอบรับภารกิจใหม่ๆ แม้ในวันที่ยังรู้สึกไม่พร้อม ใช้เครื่องมือทรงพลังอย่าง AI ให้เหมือนการขับรถแข่งความเร็วสูง บริหารแบตเตอรี่ชีวิตให้เป็น และอย่าหยุดเรียนรู้ องค์กรรูปนาฬิกาทรายขับเคลื่อนด้วยฐานที่แข็งแกร่ง และฐานนั้นก็คือพวกคุณ ผู้นำความคล่องแคล่ว วิจารณญาณ และความเข้าใจมนุษย์มาผสานเข้าด้วยกัน เพราะพวกคุณไม่ได้เป็นเพียงผู้รับมือกับยุค AI แต่จะเป็น ‘ผู้กำหนดยุคสมัย’ อย่างแท้จริง”