จัดแข่งรถ F1 ในรวันดา ภาคต่อแคมเปญดังรีแบรนด์ประเทศ ที่ต้องเผชิญแรงต้าน
การแข่งรถ F1 จะได้จัดขึ้นในแอฟริกาอีกครั้ง โดยสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (เอฟไอเอ) ได้เลือกรวันดา เป็นสนามแข่ง ในปี 2030 และจะจัดยาวไปถึงปี 2040 ตามสัญญาต่อเนื่องกับรัฐบาลรวันดา
การแข่งขันดังกล่าวจะใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “แอฟริกัน กรังด์ปรีซ์” โดยจะจัดขึ้น ณ สนามแข่งแห่งใหม่ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะในเมืองบูเกเซรา ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกีการี เมืองหลวงของรวันดาไปทางใต้ประมาณ 40 กิโลเมตร
ตัวสนามแข่ง จะออกแบบโดย อเล็กซ์ เวิร์ซ อดีตนักแข่งเอฟวัน ซึ่งจะดึงเสน่ห์ของภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาและลอนคลื่นตามธรรมชาติของรวันดา

มาใช้สร้างแทร็กที่มีจังหวะการขับไหลลื่นต่อเนื่อง พร้อมความชันที่แตกต่างกันเกือบ 200 เมตร เพื่อท้าทายฝีมือของเหล่านักแข่ง
ส่วนช่วงเวลาในการแข่งขันยังไม่ได้กำหนดแน่นอน แต่คาดว่าทางเอฟวันจะหลีกเลี่ยงช่วงฤดูฝนใหญ่ของรวันดา (มีนาคม–พฤษภาคม) และฤดูฝนสั้น (ตุลาคม–พฤศจิกายน)
การแข่งรถเอฟวันในรวันดาถือเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก และไม่ใช่เฉพาะในวงการมอเตอร์สปอร์ตเท่านั้นที่จับตามอง เพราะเป็นการกลับมาจัดแข่งรถเอฟวันที่ทวีปแอฟริกาในรอบกว่า 30 ปี
หลังครั้งสุดท้ายในแอฟริกาใต้ต้องย้อนไปถึงปี 1993 ท่ามกลางการเรียกร้องของ ลูอิส แฮมิลตัน นักขับคนดังและแชมป์เอฟวัน 7 สมัย ที่ให้กลับมาจัดแข่งที่แอฟริกา
พอล คากาเม ประธานาธิบดีรวันดา กล่าวว่า ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่รวันดาได้รับเลือก พร้อมแสดงความหวังว่าการแข่งครั้งนี้จะเป็นการถางทางให้ประเทศอื่นๆ ในแอฟริการ่วมเป็นเจ้าภาพเอฟวัน ในอนาคต
ขณะที่ เกย์ตัน แม็กเคนซี รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาของแอฟริกาใต้ ระบุว่า แม้จะพลาดโอกาสเป็นประเทศแรกในการดึงแข่งรถเอฟวันกลับมาในแอฟริกา แต่ก็ยังแสดงความยินดีที่รวันดาคว้าสิทธิ์จัดแข่ง
แต่ขณะเดียวกันก็เชื่อว่า แอฟริกาใต้ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาน่าจะได้จัดแข่งเช่นกัน เพราะการที่เป็นทวีปที่มีถึง 54 ประเทศ ย่อมสามารถมีสนามแข่งรถได้มากกว่าหนึ่งสนาม เหมือนที่ประเทศเดียวอย่างอิตาลียังจัดได้ถึงปีละ 2 สนาม
ด้าน โจดี เชคเตอร์ แชมป์โลกชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นชาวแอฟริกันเพียงคนเดียวที่เคยคว้าแชมป์เอฟวันในประเภทนักขับเชื่อว่า เอฟวันที่รวันดาจะช่วยเปิดประตูบานใหญ่ให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตในแอฟริกา
ส่วน แอ็กซิล เจฟเฟอรีส์ นักแข่งรถชาวซิมบับเว ก็เห็นด้วย พร้อมมั่นใจว่า เอฟวันที่รวันดา จะสร้างแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ ให้เยาวชนชาวแอฟริกันมองเห็นเส้นทางอาชีพในเอฟวัน ไม่ว่าจะในฐานะนักแข่ง วิศวกร ช่างเครื่อง หรือผู้จัดการทีม
สำหรับ การแข่งรถเอฟวันที่รวันดา มีการประเมินว่าต้องใช้งบประมาณมหาศาล โดยเฉพาะสนามแข่งงบก่อสร้างอาจสูงถึง 1,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 40,000 ล้านบาท)
แต่ทั้งรัฐบาลรวันดาและเอฟวัน เชื่อว่าสิ่งที่ได้กลับมาจะคุ้มค่า โดยรัฐบาลรวันดาเชื่อว่าจะสามารถสร้างงานและกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ครั้งใหญ่
ขณะที่เอฟวันก็มั่นใจว่า จะดึงดูดชาวแอฟริการาว 100 ล้านคน ให้มาชมการแข่งขัน ซึ่งในจำนวนนี้มีคนรุ่นใหม่และผู้หญิง จำนวนไม่น้อยรวมอยู่ด้วย
การแข่งรถเอฟวันที่รวันดา ถือเป็นการสานต่อแผนโปรโมตประเทศ กระตุ้นการท่องเที่ยว ตามนโยบายของรัฐบาลรวันดาภายใต้แคมเปญชื่อ Visit Rwanda ที่ดำเนินมาหลายปี
พร้อมลบภาพจำของชาวโลกเหตุการณ์เลวร้ายของรวันดาในอดีต โดยเน้นไปที่วงการกีฬา

ที่เคยทำกับหลายสโมสรฟุตบอลดังๆ ของยุโรป เช่น อาร์เซนอล, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, และ บาเยิร์น มิวนิค
ซึ่งเป็นคำตอบว่าตั้งแต่ปี 2018 ชื่อแคมเปญ “วิซิต รวันดา” จึงไปปรากฏอยู่บนชุดแข่งของสโมสรฟุตบอลเหล่านี้
แคมเปญนี้ถือเป็นแคมเปญเพื่อโปรโมตและรีแบรนด์ประเทศที่ดังไปทั่วโลก ซึ่งส่งผลดีต่อรวันดาในหลายๆ ด้าน
เช่น ทำให้นักท่องเที่ยวพากันมายังรวันดา จนประเทศมีรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่า 600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 20,000 ล้านบาท) แล้ว
ต่อด้วย ช่วยให้ประเทศฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิดได้เร็ว ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และส่งเสริมให้รวันดา เป็นหนึ่งในศูนย์กลางจัดการประชุมของประเทศแถบแอฟริกา
โดยเมื่อปี 2025 มีการจัดประชุมในรวันดากว่า 160 งาน ทำให้มีเงินเข้าประเทศถึง 95 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท)
พร้อมกันนี้ ยังช่วยสร้างงานในประเทศ กว่า 380,000 ตำแหน่ง และช่วยโปรโมตสินค้าการเกษตรในประเทศ โดยเฉพาะชากับกาแฟได้เป็นอย่างดี
ขณะที่ตัวแคมเปญ ก็ถือเป็นการรีแบรนด์ประเทศที่ประสบความสำเร็จ และยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทูตผ่านกีฬา
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง แคมเปญวิซิต รวันดา ก็เผชิญข้อครหาและแรงต้านว่า เป็นการฟอกภาพลักษณ์ผ่านกีฬา (Sportswashing)
โดยกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชนมองว่า รัฐบาลใช้แคมเปญนี้ เบี่ยงเบนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและปัญหาความยากจนในประเทศ
รวมไปถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบทางการเมืองและการสนับสนุนกลุ่มกบฏในดีอาร์คองโก
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ก็มองว่าในอนาคต แคมเปญวิซิต รวันดา อาจกลายเป็นการลงทุนลงแรงหรือเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลแต่ผลตอบแทนกลับไม่คุ้มค่าดังที่หวังไว้ เข้าข่ายตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
ขณะเดียวกันหากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขหรืออัปเดต รัฐบาลรวันดาเองก็อาจเจอเข้ากับภาวะ กลับไม่ได้-ไปไม่ถึง จากการที่ไม่อยากล้มเลิกแคมเปญที่ดังไปทั่วโลกและเคยสร้างชื่อให้ประเทศ ท่ามกลางกระแสต่อต้านและข้อครหาที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ การแข่งรถเอฟวัน เป็นหนึ่งในแผนโปรโมตประเทศที่หลายประเทศใช้กัน โดยหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จมากสุดคือสิงคโปร์
โดยมีการประเมินว่า ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา (เว้นช่วงโควิด) สิงคโปร์ทำเงินเข้าประเทศจากการแข่งรถเอฟวันไปแล้วกว่า 2,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 74,000 ล้านบาท) / bbc