classicliterature.it.com

F1 2026 The Midway: ดาวดวงใหม่ของ SilverArrows และอนาคตที่ยังสรุปไม่ได้ในตะวันออกกลาง

หากดูตารางคะนนเพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถสรุปภาพรวมในครึ่งฤดูกาลแรกของศึก F1 ออกมาได้อย่างแน่นอน เพราะนี่คือปีแรกที่ F1 ประกาศใช้กฎใหม่ในการแข่งขัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงกฎครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทั้งรถใหม่ เครื่องยนต์ใหม่ ระบบแซงใหม่ ทีมใหม่ และผู้ผลิตรายใหม่

แต่ท่ามกลางความสับสน เมอร์ซีเดสกลับเข้าใจโจทย์ได้เร็วกว่าทุกทีม ขณะที่ อันโตนิโอ คิมี อันโตเนลลี ก็เติบโตจากดาวรุ่งกลายเป็นผู้นำในเส้นทางสู่แชมป์โลก ส่วนทีมใหญ่อย่างเฟอร์รารี แม็คลาเรน และเรดบูลล์ ต่างยังต้องพยายามไล่ตามในฤดูกาลที่ยังมีคำถามทั้งเรื่องกีฬา เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์

คิมี อันโตเนลลี ไม่ได้เป็นเพียงดาวรุ่งอีกต่อไป

แม้ก่อนเปิดฤดูกาล หลายฝ่ายจะมองว่า เมอร์ซีเดส เป็นต่อเหนือกว่าทุกทีม แต่ในตอนนั้นหลายฝ่ายยังมองว่า จอร์จ รัสเซลล์ ยังคงเป็นนักขับมือ 1 ของทัพซิลเวอร์แอร์โรว์ เพราะมีทั้งประสบการณ์กับความเข้าใจทีมเหนือกว่าเพื่อนร่วมทีมวัย 19 ปี

แต่หลังผ่านไป 11 สนาม ภาพที่ปรากฏกลับเป็น คิมี อันโตเนลลี ที่คว้าชัยไปถึง 6 เรซ และ คว้าโพล 6 ครั้ง พร้อมนำคะแนนสะสมเหนือ ลูอิส แฮมิลตัน 50 คะแนน

ความเร็วของเขาไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือความนิ่ง การตัดสินใจที่เด็ดขาด และความสามารถในการควบคุมการแข่งขันราวกับนักขับที่ผ่านการลุ้นแชมป์มาแล้วหลายปี

ชัยชนะครั้งแรกของคิมีเกิดขึ้นที่จีน และหลังจากนั้นก็คว้าชัยติดต่อกันถึง 5 เรซ ตั้งแต่ไชนีส กรังด์ปรีซ์ ถึงโมนาโก กรังด์ปรีซ์ นับเป็นชัยชนะต่อเนื่องยาวนานที่สุด นับจากชัยชนะครั้งแรกของนักขับคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ F1

เมื่อเทียบกับฤดูกาลแรกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในฟอร์มการขับ คิมีดูเหมือนนักขับคนละคน และตอนนี้ผู้ไล่ตามมา พวกเขาไม่ได้กำลังพยายามเอาชนะดาวรุ่งอีกต่อไป แต่กำลังไล่ตามผู้นำของยุคใหม่ไปแล้ว

เมอร์ซีเดสกลับมา เพราะว่าเข้าใจกฎก่อนใคร

เมอร์ซีเดส คว้าชัย 8 จาก 11 เรซแรกของฤดูกาล และคว้าโพลไปแล้ว 10 สนาม แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เพียงมีนักขับที่ยอดเยี่ยม แต่ยังออกแบบรถกับเพาเวอร์ยูนิตได้ตรงกับความต้องการของกฎใหม่มากที่สุด

รถ W17 หรือชื่อเต็มคือ Mercedes-AMG F1 W17 E Performance ทำงานได้ดีในสนามหลากหลายประเภท ทั้งสนามที่ต้องการแรงกดสูงและสนามที่เน้นประสิทธิภาพทางตรง ที่สำคัญคือเมอร์เซเดสมีระบบจัดการพลังงานซึ่งเสถียรกว่าคู่แข่ง

เมื่อนักขับเข้าถึงศักยภาพของรถได้ง่ายกว่า จึงไม่แปลกที่ทีมดาวเงินจึงสามารถทำคะแนนนำประเภททีมผู้ผลิตเหนือเฟอร์รารี 72 คะแนน และยังดูเป็นมาตรฐานที่ทุกทีมต้องวัดตัวเองในครึ่งฤดูกาลหลัง

เซอร์ลูอิส แฮมิลตัน ที่กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง

หลังฤดูกาลแรกกับเฟอร์รารี ที่ท่านเซอร์ถึงกับเรียกว่า “ฝันร้าย” ลูอิส แฮมิลตัน กลับมาใกล้เคียงกับเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองในปี 2026

เขาคว้าชัยชนะครั้งแรกกับทีมม้าลำพองที่สเปน ขึ้นโพเดียมรวม 5 ครั้ง และอยู่ในอันดับ 2 ของคะแนนสะสม ที่สำคัญคือช่องว่างกับ ชาร์ลส์ เลอแคลร์ ซึ่งเคยห่างกันอย่างชัดเจนในปี 2025 ถูกลดลงจนแทบไม่เหลือ

ความเปลี่ยนแปลงอาจเกิดจากรถยุคใหม่ที่เหมาะกับสไตล์ของเขามากกว่าเดิม รวมถึงการทำงานภายในทีมที่เริ่มลงตัว หลังใช้เวลาหนึ่งปีเรียนรู้วัฒนธรรมของมาราเนลโล

ขณะที่ทีมเฟอร์รารีคือทีมที่อยู่ใกล้เมอร์ซีเดสมากที่สุด มีชัยชนะจากท่านเซอร์ที่บาร์เซโลนา และจากเลอแคลร์ที่ซิลเวอร์สโตน

แต่ความผิดพลาดยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยในเรซที่ฮังการีคือภาพสะท้อนชัดเจน รถของพวกเขาดูเร็วที่สุดตั้งแต่วันศุกร์ แต่จบเพียงอันดับ 4 และ 5 หลังแฮมิลตันโดนโทษสองครั้ง ขณะที่การบริหารการแข่งขันไม่สามารถเปลี่ยนความเร็วเป็นโพเดียมได้

แฮมิลตันเองถูกลงโทษถึง 4 ครั้งใน 3 เรซล่าสุด ซึ่งไม่ใช่ภาพที่คุ้นเคยจากแชมป์โลก 7 สมัย เฟอร์รารีจึงมีศักยภาพลุ้นแชมป์ แต่ยังขาดความสมบูรณ์ในรายละเอียด ซึ่งนั่นเป็นการบ้านที่พวกเขาต้องจัดการในครึ่งฤดูกาลหลัง

กฎใหม่ที่ใหญ่ที่สุด แต่กลับคิดไม่ครบทุกมิติ

กฎข้อสำคัญของปี 2026 คือการปรับสัดส่วนพลังงานไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปในอัตรา 50-50 พร้อมยกเลิก DRS และแทนที่ด้วย Overtake Mode

แม้ตัวรถจะเล็กลง คล่องตัวขึ้น และกฎแอโรไดนามิกได้รับคำชมในระดับหนึ่ง แต่เพาเวอร์ยูนิตกลับสร้างปัญหาเรื่องพลังงานไม่เพียงพอ

เมื่อแบตเตอรี่หมด รถจะเหลือกำลังราว 540 แรงม้า จน แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน เปรียบว่าแทบไม่ต่างจากรถ F3 ที่มีดาวน์ฟอร์ซแบบ F1

ผลคือโค้งระดับตำนานหลายแห่งถูกลดความสำคัญ กลายเป็นพื้นที่ชาร์จพลังงานมากกว่าจะเป็นบททดสอบความกล้าของนักขับ

ข้อจำกัดด้านพลังงานสร้างรูปแบบการแข่งขันที่เรียกว่า ‘Yo-Yo Racing’ เมื่อรถสองคันผลัดกันแซงไปมา เพราะฝ่ายหนึ่งมีพลังงานไฟฟ้าพร้อมใช้มากกว่า ไม่ใช่เพราะเบรกช้ากว่า เลือกไลน์ดีกว่า หรือจัดการยางเหนือกว่า

ภาพเหล่านี้อาจดูสนุกในสายตาผู้ชม แต่บรรดานักขับมองว่าภาพเหล่านั้นเป็นการแข่งขันที่เหมือนจงใจถูกสร้างขึ้น มากกว่าเป็นการแข่งขันตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ความแตกต่างของกำลังอาจสูงถึง 350 กิโลวัตต์ หรือราว 470 แรงม้าในบางจังหวะ ทำให้การป้องกันตำแหน่งแทบเป็นไปไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นทำให้กติกาที่ตั้งใจเพิ่มการแซงจึงกลับลดคุณค่าของทักษะในการขับขี่แบบเดิมให้หายไป

เสียงวิจารณ์จากเวอร์สแตพเพน, แฟร์นานโด อลอนโซ และนักขับคนอื่นทำให้ FIA ต้องปรับกฎหลังแข่งเพียงสามสนาม เพื่อลดปัญหาพลังงานหมดกลางทาง

นอกจากนี้สัดส่วนพลังงานจะถูกเปลี่ยนผ่านในปี 2027 ก่อนขยับไปสู่ประมาณ 60-40 ในปี 2028 ความน่ากังวลคือ FIA เคยได้รับคำเตือนล่วงหน้าหลายปีแต่ยังเดินหน้ากับแนวคิดเดิม

ปัญหาจึงไม่ใช่แค่กฎใหม่ต้องใช้เวลาปรับตัว หากเป็นการตั้งคำถามว่า กระบวนการออกแบบกฎได้มีการรับฟังผู้เชี่ยวชาญมากเพียงใดด้วย

การอัปเกรดเริ่มเปลี่ยนลำดับของกริด

หลังจากปล่อยให้ เมอร์ซีเดส ครองกริดมาเป็นระยะเวลานาน การอัปเกรดเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง แมคลาเรนนำแพ็กเกจใหม่มาฮังการีและพา แลนโด นอร์ริส คว้าชัยชนะครั้งแรกของปี

ขณะที่แอสตัน มาร์ติน เปลี่ยนชิ้นส่วนรถเกือบทั้งหมดจนลดเวลาต่อรอบได้ราวสองวินาที แฟร์นานโด อลอนโซเข้าสู่ Q2 เป็นครั้งแรกของฤดูกาล และทีมสามารถกลับมาต่อสู้กับรถคันอื่นได้ หลังจมอยู่ท้ายกริดมาตลอด 10 สนามแรก

ความสำเร็จนี้สำคัญเพราะพิสูจน์ว่าเครื่องมือพัฒนารถของแอสตัน มาร์ตินเริ่มให้ผลตรงกับข้อมูลจำลองเสียที และเมื่อแชสซีเริ่มแสดงศักยภาพ ความกดดันจึงเปลี่ยนไปอยู่ที่ฮอนด้า ซึ่งเตรียมนำเพาเวอร์ยูนิตอัปเกรดลงแข่งที่ดัตช์ กรังด์ปรีซ์

ปัญหาของแอสตัน มาร์ตินในครึ่งแรกไม่ได้มีเพียงดาวน์ฟอร์ซต่ำ แต่รวมถึงอาการสั่น ความเสถียร และความเร็วทางตรงที่เสียเปรียบ

หากเครื่องยนต์ใหม่ช่วยลดช่องว่างได้ ทีมอาจขยับจากท้ายกริดสู่การลุ้นคะแนนอย่างสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ยังอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของอลอนโซ ซึ่งหมดสัญญาหลังจบฤดูกาล เขาต้องการหลักฐานว่าโครงการของ เอเดรียน นิวอีย์ และฮอนด้ากำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน กับเมอร์ซีเดส ข่าวลือที่ไม่ยอมซา

เรดบูลล์ ไม่ชนะเลยใน 12 เรซแรก และ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพนเข้าสู่ซัมเมอร์เบรกด้วยอันดับ 6 ตามหลังอันโตเนลลี 110 คะแนน นี่คือสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่ช่วงต้นอาชีพของเขา

ความไม่พอใจต่อรถ RB22 และกฎใหม่ ทำให้ข่าวลือเรื่องย้ายทีมกลับมาอีกครั้ง แม้ ‘ซูเปอร์แม็กซ์’ จะยังมีสัญญาถึงปี 2028 ก็ตาม

เมอร์ซีเดสถูกมองว่าเป็นจุดหมายที่เป็นไปได้ที่สุด เพราะมีรถดีที่สุดและ โตโต วูล์ฟฟ์ สนใจเขามานาน และตลอดครึ่งฤดูกาลแรก ข่าวลือมากมายก็ยิ่งโหมกระพือกระแสข่าวลือนี้ให้หนักหนาขึ้น

แม้เมื่อฤดูกาลเดินหน้าผ่านไป โตโต วูล์ฟฟ์ กลับไม่เคยปฏิเสธความสนใจในตัวแม็กซ์ ที่เขามีอยู่เลย และดูเหมือนจะต้องการให้นักขับชาวดัตช์รายนี้มาร่วมทีมอย่างจริงจังหากมีโอกาส

หากจอร์จ รัสเซลล์ไม่สามารถลดช่องว่างจากคิมี หรือความสัมพันธ์ภายในทีมเปลี่ยนไป ตลาดนักขับปี 2027 อาจถูกกำหนดด้วยชื่อของเวอร์สแตพเพน

วิลเลียมส์ กับความจริงที่โหดร้ายหลังความหวังปี 2025

ผลงานอันดับ 5 ในปี 2025 ทำให้หลายคนเชื่อว่าแผนฟื้นฟูทีมวิลเลียมส์ ของเจมส์ วาวล์ส กำลังเดินหน้าเร็วกว่ากำหนด แต่หลังจากนั้นกลายเป็นว่ารถปี 2026 มาช้ากว่าที่ควรแถมมีน้ำหนักเกินประมาณ 25 กิโลกรัม

ปัญหาที่ตามมาทำให้รถช้ากว่าฮาสเฉลี่ยเกือบ 0.4 วินาทีต่อรอบ ทั้งที่ใช้เครื่องยนต์เมอร์ซีเดสซึ่งดีที่สุดบนกริด

ปัจจุบัน วิลเลียมส์ อยู่เพียงอันดับ 9 และหลังแอสตัน มาร์ติน อัปเกรดรถในฮังการี วิลเลียมส์อาจกลายเป็นทีมที่ช้าที่สุดอย่างแท้จริง

วาวล์สยอมรับว่าการสร้างรถใหม่เปิดเผยจุดอ่อนของโรงงาน แต่คำอธิบายคล้ายกันเคยถูกใช้มาแล้วเมื่อรถปี 2024 ล่าช้าเช่นกัน

ขณะที่ อเล็กซ์ อัลบอนมีเพียง 5 คะแนน และอยู่หลัง คาร์ลอส ไซนซ์ เพื่อนร่วมทีมอยู่หนึ่งแต้ม แต่ตัวเลขไม่อาจอธิบายความน่าผิดหวังทั้งหมดได้

เขาแทบไม่มีโอกาสผ่านเข้าสู่ Q2 และต้องใช้การแข่งขันส่วนใหญ่ป้องกันรถที่เร็วกว่าหรือหลบธงน้ำเงิน แทนที่จะต่อสู้เพื่อคะแนน

วาวล์ส ยอมรับว่านักขับทั้งสองคนสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้ ทว่าปัญหาสำหรับอัลบอนคือคำมั่นเรื่องอนาคตเริ่มเกิดขึ้นซ้ำเกินไป

หากวิลเลียมส์เลือกทุ่มทรัพยากรไปยังปี 2027 มากขึ้น ครึ่งฤดูกาลหลังอาจกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการอดทนมากกว่าจะเป็นโอกาสพลิกฟื้นผลงานในปัจจุบัน

อนาคตของเรซตะวันออกกลางที่ยังไม่มีใครตอบได้

สงครามอิหร่านทำให้เรซที่บาห์เรนและซาอุดีอาระเบียต้องถูกยกเลิก ส่งผลให้ฤดูกาลหยุดยาวกว่าหนึ่งเดือนหลังเจแปนนีส กรังด์ปรีซ์

เรซที่มาเลเซียถูกนำกลับมาจัดการแข่งขันในเดือนตุลาคมเพื่อทดแทนบาห์เรน แต่สถานการณ์ของกาตาร์และอาบูดาบีช่วงปลายปียังไม่มีหลักประกัน

หากสองเรซดังกล่าวแข่งไม่ได้ F1 ยืนยันว่าจะย้ายการแข่งขันช่วงท้ายฤดูกาลกลับมายุโรป ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่จำนวนเรซ แต่รวมถึงการขนส่ง ยาง เอกสารศุลกากร และต้นทุนที่อยู่ภายใต้เพดานงบประมาณ

ความไม่แน่นอนไม่ได้จบแค่ปี 2026 เพราะแผนฤดูกาล 2027 ต้องการให้บาห์เรนเปิดฤดูกาลวันที่ 14 มีนาคม ต่อด้วยซาอุดีอาระเบียหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น พร้อมจัดการทดสอบก่อนฤดูกาลที่บาห์เรน

แต่ F1 ต้องเลื่อนประกาศปฏิทินอย่างเป็นทางการไปถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง ขณะเตรียมแผนสำรองหลายแบบ มาเลเซียอาจกลับมาเป็นสนามเปิดฤดูกาล ส่วนการทดสอบสามารถย้ายไปบาร์เซโลนาได้

ความจริงที่ F1 ต้องเตรียมปฏิทินคู่ขนาน เผื่อใช้ในกรณีที่ปฏิทินการแข่งขันจริงใช้ไม่ได้นั้น แสดงให้เห็นว่าการขยายธุรกิจในตะวันออกกลางให้ผลตอบแทนสูง แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่กีฬาไม่สามารถควบคุมได้

และปัจจุบันก็ยังไม่มีใครรู้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะมีจุดจบลงเมื่อไหร่กันแน่

ภาพ: Mark Thompson / Getty Images

อ้างอิง

Update: 2026-07-30
Tags: