classicliterature.it.com

EXCLUSIVE: AIMC แก้โจทย์ออมต่ำ ปลุกกระแส"ลงทุนเปลี่ยนชีวิต" ปลดล็อก LTR ดึงเงินต่างชาติอุ้มหุ้นไทย : อินโฟเควสท์

ภาพรวมการออมและการลงทุนของคนไทย ชัดเจนมากว่าต่ำเหลือเกิน ทั้งการเข้าถึงการลงทุนผ่านกองทุนรวมตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่หนี้ครัวเรือนของคนไทยพุ่งไปถึงกว่า 90% แสดงถึงการออมโดยเฉพาะการออมเงินเพื่อเกษียณน้อยมาก ขณะที่ตลาดทุนไทยก็ไม่ได้ไปไหน เพราะคนในประเทศไม่ค่อยลงทุน

นายพจน์ หะริณสุต นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยกับ”อินโฟเควสท์” ว่า ภาพรวมการออมและการลงทุนของคนไทยยังอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง โดยปัจจุบันคนไทยที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมมีเพียงประมาณ 2.83 ล้านคน ขณะที่บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์มี 4.2 ล้านบัญชี ส่วนผู้ที่ออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแยังมีสัดส่วนไม่มาก 3 ล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานไทยทั้งประเทศ ซึ่งมีแรงงานในระบบประมาณ 20 ล้านคน และนอกระบบอีก 20 ล้านคน อย่างไรก็ตาม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังเติบโตไม่มาก เนื่องจากมีสมาชิกทยอยเกษียณและถอนเงินออกจากระบบทุกปี

โดย 3 กลุ่มคือกองทุนรวมมีมูลค่าลงทุน 6.35 ล้านล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1.59 ล้านล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 2.22 ล้านบาท รวมทั้งหมด 10.16 ล้านล้านบาท เทียบกับจีดีพีของไทยที่มี 18.37 ล้านล้านบาทมีสัดส่วนน้อยมาก ส่วนมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ 17.88 ล้านล้านบาท ตลาดพันธบัตรและตราสารหนี้ 15.91 ล้านล้านบาท

นายพจน์กล่าวว่า สมาคมฯ ได้กำหนดเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้จำนวนผู้ลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในระยะเวลา 5 ปี จากปัจจุบันประมาณ 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคน โดยจะมุ่งขยายฐานนักลงทุนใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ คนรุ่นใหม่ ผู้สูงอายุ และนักลงทุนต่างชาติ

– กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีเงินลงทุนไหลออกจากระบบปีละหลายหมื่นล้านบาทจากการเกษียณอายุ ทั้งจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำนาญ สมาคมฯ มองว่าควรมีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตหลังเกษียณ โดยเฉพาะกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 5-7% ต่อปี เพื่อเป็นรายได้ต่อเนื่องในการดำรงชีเวิต และจูงใจให้เงินออมกลับเข้าสู่ระบบตลาดทุน

– นักลงทุนรุ่นใหม่ นายพจน์มองว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการขยายฐานผู้ลงทุนอย่างมาก เนื่องจากนิยมลงทุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และให้ความสนใจกองทุน ETF หุ้นธีม AI รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโทเคอร์เรนซี หากสามารถออกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้ ก็มีโอกาสเพิ่มจำนวนนักลงทุนได้อีกหลายล้านคน

– ขณะเดียวกัน สมาคมฯ ยังมองเห็นโอกาสในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับ Long-Term Resident (LTR) Visa โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และธุรกิจเวลเนส ทั้งนี้ ภาคเอกชนผ่านสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้เสนอให้กระทรวงการคลังปรับเงื่อนไขการลงทุนสำหรับผู้ถือ LTR Visa จากเดิมที่กำหนดให้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือพันธบัตรรัฐบาลไม่น้อยกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นการเปิดทางให้สามารถลงทุนในตลาดทุนไทยมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) กองทุน ETF กองทุน ESG และหุ้นไทย

นายพจน์ระบุว่า จากข้อมูลพบว่าทั่วโลกมีกลุ่มผู้มีทรัพย์สินมากกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ประมาณ 900,000 คน หากไทยสามารถดึงดูดนักลงทุนกลุ่มนี้ได้เพียง 20,000-30,000 คนต่อปี จะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทยราว 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 1 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการพัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าประเทศไทยควรเร่งดำเนินมาตรการดังกล่าว เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซีย ต่างเดินหน้าพัฒนานโยบายเพื่อแข่งขันดึงดูดนักลงทุนต่างชาติระยะยาวเช่นเดียวกัน

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือ การยกระดับการลงทุนตามหลัก ESG (Environmental, Social and Governance) ซึ่งครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบันสมาคมฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะด้านเพื่อผลักดันมาตรฐานการลงทุนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการลงทุน โดยผลักดันให้มีศูนย์กลางข้อมูลการลงทุนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในที่เดียว ผ่านแอปพลิเคชัน WISET ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้พัฒนา เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลการลงทุนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหรือพันธบัตร ได้อย่างสะดวก โปร่งใส และไม่มีค่าใช้จ่าย

โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/รัชดา คงขุนเทียน

Update: 2026-07-27
Tags: