บอร์ด EV เคาะหลักการภาษี 3 Tier ‘ลงทุนในไทย’ ได้ภาษีต่ำ-‘นำเข้าอย่างเดียว’ โดนเก็บสูงสุด เตรียมปรับนิยาม Local Content
บอร์ด EV เคาะหลักการภาษีสรรพสามิต 3 Tier จูงใจใช้ Local Content ได้ภาษีต่ำสุด-นำเข้าอย่างเดียวเสียภาษีสูงสุด เตรียมเริ่มดำเนินการฝั่งนำเข้าก่อน เคาะตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด ‘วราวุธ’ นั่งหัวโต๊ะส่งเสริมการผลิต-‘เอกนัฏ’ ดูโครงข่ายสถานีชาร์จ พร้อมเร่งเตรียมรับมือแบตเตอรี่-ซากรถ
- จ่อปรับนิยาม Local Content ดัน ‘Thai Content’ เพิ่มแรงจูงใจ
- ตั้ง 2 อนุกรรมการ รับมือแบตเตอรี่ใช้แล้ว-ซากรถ
- ‘วราวุธ’ ย้ำไม่ทิ้งฐานผลิตรถสันดาป
วันนี้ (10 กันยายน) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ครั้งที่ 1/2569 มีวาระสำคัญคือการพิจารณาแนวทางปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนและเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ
โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการโครงสร้างภาษีสรรพสามิตแบบ 3 Tier แบ่งตามระดับการลงทุนและการใช้ Local Content ในประเทศ โดยผู้ผลิตที่มีการผลิตในประเทศและใช้ Local Content ในระดับสูงจะได้รับอัตราภาษีต่ำที่สุด ขณะที่ผู้ที่นำเข้ารถยนต์เข้ามาและมีการลงทุนหรือผลิตในประเทศบางส่วนจะอยู่ใน Tier กลาง ส่วนผู้ที่นำเข้ารถยนต์เข้ามาเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการลงทุนผลิตในประเทศจะอยู่ใน Tier ที่มีอัตราภาษีสูงที่สุด
สำหรับการดำเนินการในระยะแรก พรชัยระบุว่า บอร์ด EV จะเร่งดำเนินการกับ กลุ่มที่มีการนำเข้าเป็นหลักและไม่ได้สร้างฐานการผลิตในประเทศก่อน เนื่องจากข้อมูลที่บอร์ดได้รับรายงานพบว่า รถยนต์ไฟฟ้าบางประเภทแม้จะมียอดใช้งานเพิ่มขึ้น แต่ยังมีสัดส่วนการนำเข้าสูง จึงถูกมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อฐานการผลิตในประเทศ
อย่างไรก็ตาม พรชัยย้ำว่ายังไม่มีการกำหนดตัวเลขอัตราภาษีใหม่ในที่ประชุม ซึ่งการพิจารณารายละเอียดอัตราภาษีและช่วงเวลาการปรับตัวให้ผู้ผลิต (Grace Period) จะต้องให้กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตนำไปพิจารณาร่วมกับภาคเอกชนก่อน
ปัจจุบันอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าอยู่ที่ประมาณ 10% ขณะที่อัตราสำหรับรถที่ได้รับการส่งเสริมและผลิตในประเทศมีอัตราที่แตกต่างกัน เช่น 8% และ 2% ตามเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม อัตราใหม่สำหรับโครงสร้าง 3 Tier ยังต้องรอการพิจารณา โดยหลักการกลุ่มนำเข้าอย่างเดียวจะต้องมีอัตราภาษีสูงกว่าอัตราปัจจุบัน
พร้อมกันนี้ พรชัยย้ำว่า การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ ใช้การลงทุนเป็นตัวดึงดูดการนำเข้า เพื่อให้การนำเข้ารถยนต์เชื่อมโยงกับการลงทุนในประเทศ, การผลักดันไทยเป็นฐานส่งออก โดยเฉพาะตลาดประเทศที่ใช้รถพวงมาลัยขวา และเพิ่มมูลค่า Local Content หรือชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ
โดยบอร์ด EV จะใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน โดยไม่ใช้งบประมาณภาครัฐเหมือนมาตรการ EV3 และ EV3.5 แบบที่ผ่านมา แต่ใช้โครงสร้างภาษีเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเลือกลงทุนและผลิตในประเทศมากขึ้น
สำหรับแนวทาง 3 Tier พรชัยระบุว่า ภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุมจาก 3-4 สมาคมเห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว ขณะที่รายละเอียดเรื่องช่วงเวลาเริ่มใช้ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีกลุ่มนำเข้า จะต้องหารือกับภาคเอกชน เนื่องจากผู้ประกอบการต้องใช้เวลาในการวางแผนการนำเข้าและการผลิต
จ่อปรับนิยาม Local Content ดัน ‘Thai Content’ เพิ่มแรงจูงใจ
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เผยด้วยว่า นอกจากการกำหนดโครงสร้างภาษี 3 Tier แล้ว บอร์ดยังเตรียมพิจารณาปรับหลักเกณฑ์การคำนวณ Local Content โดยจะเน้นชิ้นส่วนที่มีมูลค่าและมีผลต่อการทำงานของรถยนต์จริง เช่น เครื่องยนต์หรือมอเตอร์ มากกว่าการนับต้นทุนบางรายการที่อาจไม่ได้สะท้อนมูลค่าการผลิตในประเทศโดยตรง
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเพิ่มแรงจูงใจสำหรับ ‘Thai Content’ ซึ่งมีการผลิตโดยบริษัทไทยและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่เข้มข้นกว่า ‘Local Content’ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการจูงใจเพิ่มเติม
นฤตม์ระบุว่า การเพิ่ม Local Content ไม่ได้ทำได้เพียงการกำหนดสัดส่วน แต่ต้องทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและ R&D จากผู้ลงทุนต่างประเทศมายังผู้ประกอบการไทย เพื่อยกระดับความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนและเทคโนโลยีสูงขึ้น
ตั้ง 2 อนุกรรมการ รับมือแบตเตอรี่ใช้แล้ว-ซากรถ
สำหรับประเด็นอื่น บอร์ด EV นัดแรกยังเห็นชอบจัดตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่
1) อนุกรรมการส่งเสริมการผลิต Supply Chain และการกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยมี วราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน มีหน้าที่ดูแลถึงการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วและการกำจัดซากรถ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนรถ EV ที่เข้าสู่ตลาด
และ 2) อนุกรรมการด้านการพัฒนาโครงข่าย Charging Station ซึ่งมี เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน
พร้อมกันนี้ นฤตม์ ระบุว่า คณะกรรมการฯ ได้เตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อมอนิเตอร์แบตเตอรี่อย่างครบวงจร (Life Cycle) ตั้งแต่การผลิต การใช้งานในรถยนต์ ไปจนถึงปลายทาง โดยจะมีการจัดการ 2 ทางคือ บางส่วนสามารถนำไปใช้แบบ Second Life เพื่อกักเก็บพลังงาน และบางส่วนเข้าสู่กระบวนการ Recycle เพื่อสกัดแร่สำคัญกลับมาใช้ใหม่
นอกจากนี้ บอร์ดยังมอบหมายให้ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังไปพิจารณามาตรการส่งเสริม ‘รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์’ เช่น รถบัส รถทรัค รวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย หลังพบว่าการเติบโตของการใช้รถในกลุ่มดังกล่าวยังไม่มากนัก
‘วราวุธ’ ย้ำไม่ทิ้งฐานผลิตรถสันดาป
ด้านวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรม EV ควรมุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในประเทศควบคู่กัน ไม่ใช่มองเพียงเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในระยะยาว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องดูแลฐานการผลิตรถยนต์สันดาป (ICE) ที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยวราวุธระบุว่า การปรับภาษีสรรพสามิต EV เป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างแรงจูงใจให้รถนำเข้าและรถที่ผลิตในประเทศมีแต้มต่อที่เหมาะสม แต่เนื่องจากผู้ประกอบการมีมุมมองต่อมาตรการแตกต่างกัน จึงต้องพิจารณามาตรการดูแลรถยนต์สันดาปควบคู่กัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ EV เดินหน้าได้โดยไม่ทิ้งฐานการผลิตเดิม