EREV-REEV รถยนต์ไฟฟ้าไปได้ไกลกว่า มันดีอย่างไร
เทคโนโลยี Range Extended หรือ Extended Range คือการใช้เครื่องยนต์เข้ามาทำหน้าที่ปั่นไฟฟ้าส่งสู่แบตเตอรี่ขับเคลื่อน เพื่อให้มีไฟฟ้าใช้ขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยไม่ต้องแวะจอดชาร์จ หรือเสียเวลาในการชาร์จ เมื่อไฟฟ้าในแบตเตอรี่อยู่ในระดับต่ำ
โดยหันมาอาศัยเครื่องยนต์สันดาป ช่วยในการผลิตไฟฟ้าให้พอเพียงต่อความต้องการ
จุดกำเนิดไม่ทราบ แต่เยอรมันลองใช้ก่อน
เทคโนโลยีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันมีมานานแล้ว แต่ที่เห็นเป็นรูปร่าง คือในรถยนต์ไฟฟ้า BMW i3 ในยุคก่อนที่จุดชาร์จยังไม่ครอบคลุม ทางค่ายเยอรมัน จึงตัดสินใจมีออพชั่นเครื่องปั่นไฟฟ้า เป็นทางเลือกสำหรับลูกค้า
สาเหตุจากการลดข้อจำกัดด้านระยะทาง และเวลาในการชาร์จ ทางบริษัทได้ติดตั้งเครื่องยนต์ 2 สูบ 650 ซีซี จากมอเตอร์ไซค์ BMW C650โดยมีถังน้ำมันขนาดเล็กมาเพียงราวๆ 10 ลิตร ซึ่งมากพอจะทำให้ระยะเดินทางมากขึ้น ขับขี่ได้ต่อเนื่อง
ก่อนนิสสัน จะนำเทคโนโลยีเดียวกัน มานำเสนอใน Nissan e- Power แม้ว่าในเนื้อแท้มันอาจจะเป็น Series Hybrid เนื่องจากไม่สามารถรับไฟฟ้าจากภายนอกได้

แตทางนิสสันก็ชี้ว่าเทคโนโลยีดังกล่าว ตั้งใจให้มันเป็น Range Extended ในการใช้งานจริง
ก่อนวันนี้เราจะเริ่มเห็นผู้ผลิตชาวจีน จับเอาเทคโนโลยีนี้ มานำเสนอให้ลูกค้า ในรถยนต์หลายรุ่น ที่มีราคาไม่สูงมากนัก
หลักการทำงาน
ในแง่การทำงาน แนวคิดระบบนี้ จะทำงาน โดยให้พื้นฐานเหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้าปกติทั่วไป
เมื่อคุณชาร์จไฟเต็มออกเดินทางช่วงแรก ระบบจะใช้ไฟฟ้าในแบตเตอรี่หลักก่อน จนกระทั่งเมื่อประจุแบตฯอยู่ในระดับต่ำ

ระบบจึงจะหันมาพึ่งพอการจ่ายไฟฟ้าโดยเครื่องยนต์สันดาป ซึ่งส่วนใหญ่ จะติดตั้งเครื่องยนต์ขนาดไม่ใหญ่มาก ที่นิยมมากที่สุดคือเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร เนื่องจากมีแรงบิดดี สร้างกระแสผ่านการเจนไฟเยอะเพียงพอต่อการใช้งาน
เครื่องยนต์ไม่นิยมการพัฒนาให้มีเทคโนโลยีหวือหวาหรือสูงมาก รวมถึง การทำงานจะแยกอิสระไม่พ่วงกำลังเครื่องยนต์ลงชุดล้อ แต่จะใ้ช้การจ่ายไฟฟ้า ทั้งป้อนแบตเตอรี่ และอาจส่งไฟฟ้าตรงไปขับมอเตอร์ขับเคลื่อนพร้อมกัน
ข้อดี-ข้อเสีย EREV
เมื่อใช้งานจริง EREV /REEV เป็นรถยนต์พลังงานใหม่ที่มีความน่าสนใจกว่าที่คาด และเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า
ด้วยระบบทำงานโดยอาศัยไฟฟ้าในแบตเตอร์รี่ก่อน หากเดินทางใช้งานในเมือง ถือว่าค่อนข้างพอเพียง ระยะทางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอาจแตกต่างกันไปตามขนาดแบตเตอรี่ แต่ยังมีระยะทางเพียงพอต่อการใช้งาน ในประจำวัน
และด้วยขนาดแบตเตอร์รี่ไม่ใหญ่มาก ในเชิงวิศวกรรมสมดุลของรถค่อนข้างจะดีกว่ารถยนต์ไฟฟ้า หลายรุ่นที่นิยมติดตั้งแบตเตอร์รี่ขนาดใหญ่มีน้ำหนักเยอะ

ที่สำคัญการเซทอัพตัวรถ และการควบคุมยังสามารถบรรลุความสามารถที่ใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปปกติทั่วไป ช่วยให้ผู้ขับขี่ที่เปลี่ยนจากรถสันดาปมาเทคโนโลยีตัวนี้ไม่ต้องปรับพฤติกรรมการขับขี่มาก
ตลอดจน การทำงานไม่ซับซ้อนและแยกส่วนการทำงาน เครื่องยนต์ไม่ขับลงล้อ ทำให้การบำรุงรักษาในระยะยาวค่อนข้างง่ายกว่า
และยังสามารถเดินทางได้ไกลกว่า รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงรถสันดาปทั่วไป ปัจจุบันระบบแนวนี้สามารถเดินทางได้ มากกว่า 1,000 กิโลเมตร ในรถหลายรุ่น
อย่างไรก็ดี ,เทคโนโลยีนี้มีจำกัด เนื่องจากเครื่องยนต์ทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟเท่านั้น
การขับเคลื่อนจึงจำกัดอยู่เพียงกำลังขับของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้มาเท่านั้น รวมถึง ด้วยแบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กกว่า ผู้ผลิตจึงมักไม่ให้กำลังชาร์จไฟฟ้าสูงมากนัก ทำให้ความสามารถในการรับไฟฟ้าสู้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้

รวมถึง ด้วยปัจจุบันรถแบบนี้มักเป็นทางเลือกคู่รถยนต์ไฟฟ้า จึงยังนิยมติดตั้งแบตเตอรี่ไว้ใต้ท้องรถเหมือน รถยนต์ไฟฟ้าปกติ ทำให้ส่วนใหญ่ไม่สามารถขับอย่างสมบุกสมบันได้มากนัก
และยังมีความวุ่นวายในการใช้งานคล้ายรถยนต์ไฟฟ้า คือควรชาร์จไฟฟ้าสม่ำเสมอ เมื่อมีโอกาส ไม่สามารถใช้เครื่องยนต์ปั่นไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้โดยไม่ต้องชาร์จ และควรชาร์จเสมอ เมื่อมีโอกาส
EREV ต่างอย่างไรกับ PHEV
จุดที่หลายคนมักสับสนระหว่างระบบนี้กับ PHEV (Plug in Hybrid Electric Vehicle) คือ รูปแบบการทำงานที่ดูจะเหมือนกัน แต่ความจริงต่างกันสิ้นเชิง
แม้ว่าทั้งคู่ จะมีวิธีการใช้งานค่อนข้างคล้ายกัน คือ ติดตั้งแบตเตอรี่ ขนาดใหญ่เพื่อทำให้สามารถเดินทางด้วยไฟฟ้าได้ไกลประมาณหนึ่ง (มากกว่า รถยนต์ไฮบริดปกติ ที่จะขับได้เพียง 3-4 ก.ม.)
แต่เมื่อมองลงลึกไปมันแตกต่างกันในแง่การทำงานอย่างชัดเจน

EREV / REEV มักไม่นิยมใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่หรือมีกำลังสูง แต่จะเน้นเครื่องที่มีแรงบิดดี สามารถทำงานปั่นไฟฟ้าต่อเนื่องได้
ยกตัวอย่าง Geely Starray ที่เพิ่งเปิดตัวออกมา ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ที่มีกำลังขับเพียง 98.5 แรงม้า และ ทำแรงบิดสูงสุด 125 นิวตันเมตรเท่านั้น
และส่วนใหญ่รถกลุ่มนี้ จะนิยมใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.2-1.5 ลิตรเท่านั้น ไม่มากกว่านั้น ทำหน้าที่เดียวคือปั่นไฟฟ้าเพื่อให้กำลังขับเคลื่อนอย่างเดียว
กลับกัน PHEV ระบบสามารถทำงานได้หลากหลายกว่า โดยเฉพาะการสามารถนำพลังขับของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้ามาสอดผสานกันในการทำงานในจังหวะหนึ่ง

นั่นทำให้ เรามักจะเห็นว่ารถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี PHEV จะมีกำลังขับสูง และยังมักนิยมใช้เครื่องยนต์ที่มีเทคโนโลยีสูงด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะออกแบบให้เมื่อขับขี่ด้วยความเร็ว หรือต้องการอัตราเร่ง เครื่องยนต์จะเป็นพระเอก
ผิดกับ EREV พระเอกคือ มอเตอร์ไฟฟ้า และไม่สามารถสลับบทบาทการใช้งานระหว่าง เครื่องยนต์สันดาป และมอเตอร์ไฟฟ้าได้
แต่ความสามารถดังกล่าว มาพร้อมกับ ความซับซ้อนของระบบชุดเกียร์ขับเคลื่อน
จึงมักมีรายงานว่า รถยนต์ PHEV ค่อนข้างมีค่าดูแลรักษาสูงมากในระยะยาว โดยเฉพาะระบบส่งกำลังที่มีความซับซ้อนกว่า เมื่อรวมกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ยิ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาค่อนข้างสูงมาก
และมีรายงานจากต่างประเทศจาก IAA ว่า ด้วยความซับซ้อนของระบบ ทำให้เมื่อใช้งานในระยะยาว ความวางใจได้ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า รถสันดาป และรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป
ในภาพรวม EREV เป็นเทคโนโลยีที่ออกมาแก้จุดบอดของรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีดีในหลายๆ ด้าน แต่ยังมีประเด็นด้านระยะทาง และน้ำหนักตัวรถ เมื่อต้องแบกแบตเตอรี่ขนาดใหญ่
ระบบนี้เหมาะกับคนที่ต้องการรถใช้งานไปได้ทุกที่ และไม่อยากกังวลเรื่องจุดชาร์จ และระยะทาง เหมือนรถยนต์ไฟฟ้าปกติทั่วไป
แต่คุณต้องคำนึงไว้เสมอว่า มันคือรถยนต์ไฟฟ้าที่มีเครื่องยนต์ปั่นไฟฟ้าเท่านั้น ถ้าอยากได้ความสามารถจากเครื่องยนต์ทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าในแบบเดียวกัน นั่นคือ PHEV
เพราะบางครั้งเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ตัดอดีตทิ้งทั้งหมด
แต่คือเทคโนโลยีที่ เอาของใหม่มาแก้ข้อจำกัดของของเดิมได้พอดี
We use cookies on our website to give you the most relevant experience by remembering your preferences and repeat visits. By clicking “Accept”, you consent to the use of ALL the cookies.