“ดาต้าเซ็นเตอร์” โจทย์ใหม่ EEC ใช้น้ำ-ไฟมหาศาล จี้รัฐวางกติกาเข้มก่อนเปิดรับลงทุน
- หน้าหลัก
- ภูมิภาค
- ภาคกลาง-ตะวันออก
“ดาต้าเซ็นเตอร์” โจทย์ใหม่ EEC ใช้น้ำ-ไฟมหาศาล จี้รัฐวางกติกาเข้มก่อนเปิดรับลงทุน
เผยแพร่: 22 ส.ค. 2569 12:57 ปรับปรุง: 22 ส.ค. 2569 12:57 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ศูนย์ข่าวภาคตะวันออก - นักวิชาการ EEC Watch ชี้ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ที่มีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI แม้สร้างมูลค่าและดึงเงินลงทุนมหาศาล แต่ต้องจับตาการใช้ไฟฟ้า-น้ำในปริมาณสูง เสียงจากระบบระบายความร้อน และขยะอิเล็กทรอนิกส์ แนะรัฐต้องวางกติกาและประเมินศักยภาพพื้นที่ให้ชัดเจนก่อนอนุญาตลงทุน ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้
ดร.สมนึก จงมีวศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจากกลุ่ม EEC Watch กล่าวถึงทิศทางการลงทุนรูปแบบใหม่ที่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะ “ดาต้าเซ็นเตอร์” (Data Center) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
แม้ดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และสามารถดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่เข้าสู่ประเทศ แต่การพัฒนาในลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบควบคู่กัน โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูง การใช้น้ำสำหรับระบบหล่อเย็น รวมถึงเสียงจากอุปกรณ์และระบบระบายความร้อน ตลอดจนการจัดการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุการใช้งาน
ดร.สมนึก กล่าวว่า ไทยควรศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศที่เริ่มเผชิญผลกระทบจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ และควรกำหนดกติกาให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนอนุญาตให้เกิดการลงทุน ไม่ควรรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงออกมาตรการแก้ไข เพราะเมื่อโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เกิดขึ้นแล้ว การแก้ไขผลกระทบในภายหลังอาจทำได้ยากและมีต้นทุนสูง
สิ่งที่ภาครัฐควรพิจารณา ได้แก่ การกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้เหมาะสมกับลักษณะและขนาดของโครงการ รวมถึงมาตรฐานด้านเสียง การใช้พลังงานและน้ำ ระบบทำความเย็น ตลอดจนการจัดการของเสียและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุ
ไม่ใช่แค่ “เงินลงทุน” แต่ต้องคิดต้นทุนที่สังคมต้องจ่าย
นักวิชาการ EEC Watch ยังเสนอว่า การประเมินการลงทุนไม่ควรมองเฉพาะเม็ดเงินลงทุน รายได้ หรือค่าธรรมเนียมที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ต้องประเมินให้ครบทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมที่อาจเกิดขึ้นตามมา
โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมสะสมอยู่แล้ว ภาครัฐควรเร่งแก้ไขปัญหาเดิมและประเมินศักยภาพของพื้นที่ก่อนเปิดรับกิจกรรมหรืออุตสาหกรรมใหม่ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนและการประเมินผลกระทบ
ขณะเดียวกัน ยังต้องตั้งคำถามต่อแนวคิด “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ว่าไม่ควรปล่อยให้ขยายตัวโดยไร้กรอบหรือไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะสิทธิประโยชน์และกฎเกณฑ์ที่ผ่อนคลาย หากไม่มีเงื่อนไขกำกับที่เหมาะสม อาจกลายเป็นช่องทางให้ธุรกิจที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาแสวงหาประโยชน์ ขณะที่ภาระผลกระทบกลับตกอยู่กับประชาชนและทรัพยากรของประเทศ
ดังนั้น เขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีประสิทธิภาพควรมีทั้งเป้าหมาย กรอบเวลา และเงื่อนไขที่ชัดเจนว่า ประเทศต้องการการลงทุนประเภทใด กิจการใดควรได้รับการส่งเสริม และกิจการใดควรมีข้อจำกัด เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เกือบ 10 ปี EEC ต้องถามต่อ เงินลงทุนสร้างอะไรให้คนไทย
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญของ EEC หลังเดินหน้ามาเกือบ 10 ปี อาจไม่ใช่เพียงว่า “ดึงเงินลงทุนเข้าประเทศได้มากแค่ไหน” แต่ต้องถามต่อว่า เงินลงทุนเหล่านั้นสร้างงานและโอกาสให้คนไทยมากน้อยเพียงใด ประเทศไทยได้รับเทคโนโลยีและองค์ความรู้กลับมามากแค่ไหน และหากเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการฟื้นฟู
การพัฒนาเศรษฐกิจจึงไม่ควรถูกวางอยู่บนโจทย์ “เศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อม” แต่ต้องเดินไปพร้อมกัน เพราะหากการลงทุนสร้างรายได้ในระยะสั้น แต่ทิ้งภาระมลพิษ กากอุตสาหกรรม การใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพ รวมถึงปัญหาการจ้างงานและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ต้นทุนที่สังคมต้องแบกรับในระยะยาวอาจสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ
เกือบ 10 ปีของ EEC จึงอาจถึงเวลาต้อง “ถอดบทเรียนและปรับทิศทาง” โดยเฉพาะพื้นที่อย่างปราจีนบุรีที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนรูปแบบใหม่ เพื่อให้การพัฒนาในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงการสร้างเมืองอุตสาหกรรมและดึงทุนต่างชาติเข้ามา แต่ต้องทำให้ คนไทยมีส่วนร่วม มีงานที่มีคุณภาพ ทรัพยากรได้รับการคุ้มครอง และกติกาการลงทุนเป็นธรรมกับทุกฝ่าย