บอนด์ยีลด์พุ่งทั่วโลก ตลาดหุ้นไหนยังคุ้ม? รู้จัก Earning Yield Gap ตัววัดถูก-แพงยุคดอกเบี้ยขาขึ้น
เวลาจะเช็กว่าหุ้นตัวไหน หรือตลาดหุ้นประเทศไหน "ถูก" หรือ "แพง" นักลงทุนส่วนใหญ่มักคุ้นเคยกับตัวชี้วัดยอดฮิตอย่าง P/E หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไร และ P/BV หรือราคาต่อมูลค่าทางบัญชี
แต่ในช่วงที่ตลาดพันธบัตรกลับมาเป็นพระเอกอีกครั้ง จากแรงกดดันสงครามตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้น จนผลักดันบอนด์ยีลด์พุ่งแรงทั่วโลก มีตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งที่นักวิเคราะห์เริ่มพูดถึงกันมากขึ้น นั่นคือ "Market Earning Yield Gap" (MEYG) หรือตัวช่วยเทียบ "ผลตอบแทนหุ้น" กับ "ผลตอบแทนพันธบัตร" ว่าตลาดไหนยังคุ้มค่าต่อการลงทุนอยู่บ้าง
Thairath Money จะพาไปทำความรู้จักตัวชี้วัดนี้ ตั้งแต่ต้นตอสถานการณ์ที่ทำให้บอนด์ยีลด์ทั่วโลกพุ่งขึ้น ไปจนถึงวิธีคิด MEYG แบบเข้าใจง่าย
สงครามตะวันออกกลาง อาจดันดอกเบี้ยขาขึ้น
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย ระบุว่า ระยะสั้นตลาดหุ้นยังมีแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น เพิ่มความกังวลต่อการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กระตุ้นราคาน้ำมันดิบ Brent ให้ปิดเหนือระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และผลักดันให้บอนด์ยีลด์ทั่วโลกขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551
โดยตลาดเริ่มมองว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นในปีนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขเงินเฟ้อยูโรโซนเดือนสิงหาคมที่เร่งขึ้นเป็น 3.3% จากเดิม 2.9% ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางยุโรปจะขึ้นดอกเบี้ยตามไปด้วย
ด้านบทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ประเมินว่า ตลาดเริ่มมองว่าสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านไม่สามารถเจรจากันได้ง่ายๆ แล้ว แม้จะยังเชื่อว่าสงครามผ่านจุดพีคไปแล้วก็ตาม พร้อมประเมิน CME FedWatch ล่าสุดให้น้ำหนักถึง 66.9% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้
ขณะที่ บล.พาย ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เมื่อคืนบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทั้งอายุ 2 ปีและ 10 ปี ปรับขึ้นแรง แม้ตัวเลข ISM PMI และตำแหน่งงานเปิดรับสมัครจะออกมาต่ำกว่าคาด แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะฉุดบอนด์ยีลด์ให้ลดลง
รู้จัก MEYG แบบเข้าใจง่าย
เมื่อเห็นภาพแล้วว่าเหตุผลหลักที่ทำให้ตลาดกังวลตอนนี้คือ "ดอกเบี้ยขาขึ้น" จากสงครามที่ดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อให้สูงขึ้น คำถามคือ แล้วดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวอะไรกับการเลือกลงทุนในหุ้น นี่คือจุดที่ตัวชี้วัด Market Earning Yield Gap หรือ MEYG เข้ามามีบทบาท
อธิบายง่ายๆ MEYG คือส่วนต่างระหว่าง “Earnings Yield ของตลาดหุ้น” ซึ่งสะท้อนกำไรของบริษัทจดทะเบียนเมื่อเทียบกับราคาหุ้น และคำนวณได้จาก 1 หารด้วยค่า P/E กับ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี”
เป็นการเปรียบเทียบว่า ถ้าลงทุนในหุ้นแล้วจะได้ผลตอบแทนเท่าไร เทียบกับการลงทุนในพันธบัตรซึ่งโดยทั่วไปมีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น ส่วนต่างดังกล่าวสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดอย่างง่ายว่า นักลงทุนได้รับส่วนชดเชยจากการเลือกถือหุ้นแทนพันธบัตรมากน้อยเพียงใด และมักถูกใช้เป็นหนึ่งในตัวประมาณ Equity Risk Premium
ถ้า MEYG ยิ่งสูง โดยทั่วไปสะท้อนว่ามูลค่าหุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตร เพราะ Earnings Yield สูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรมากขึ้น นักลงทุนจะได้รับ "ส่วนชดเชยความเสี่ยง" ที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับจากการลงทุนในหุ้น
ในทางกลับกัน ถ้า MEYG ต่ำ หรือติดลบ แปลว่าผลตอบแทนจากหุ้นแทบไม่ต่างจากพันธบัตร หรือต่ำกว่าด้วยซ้ำ นักลงทุนก็มีแนวโน้มจะเทน้ำหนักไปถือพันธบัตรที่ปลอดภัยกว่าแทน จากความได้เปรียบด้าน valuation ที่ทำให้พันธบัตรมีความน่าสนใจมากขึ้นในเชิงเปรียบเทียบ
และนี่คือเหตุผลที่ "ดอกเบี้ยขาขึ้น" หรือ "บอนด์ยีลด์พุ่ง" กลายเป็นเรื่องน่ากังวลของตลาดหุ้นทุกครั้ง เพราะเมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้เติบโตตามทัน ค่า MEYG ก็จะแคบลงโดยอัตโนมัติ
ทำให้ความน่าสนใจของหุ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรลดลงไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกครั้งที่มีข่าวบอนด์ยีลด์พุ่ง เรามักจะเห็นนักลงทุนสถาบันบางส่วนขายหุ้นไปพักในพันธบัตรแทน
ตลาดหุ้นไหนยังน่าสนใจ?
ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ได้ใช้ MEYG มาเทียบตลาดหุ้นทั่วโลก โดยอ้างอิงบอนด์ยีลด์ 10 ปีของแต่ละประเทศ เพื่อดูว่าตลาดไหนยังให้ "ส่วนชดเชยความเสี่ยง" ที่คุ้มค่าอยู่บ้าง
ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2569 ตลาดหุ้นไทย (SET) เคยมีค่า MEYG สูงถึง 5.3% ซึ่งถือว่านำหน้าตลาดหุ้นฮ่องกง จีน และฟิลิปปินส์ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมีค่า MEYG ติดลบมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว สะท้อนว่าราคาหุ้นสหรัฐฯ ตึงตัวเมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรมาตั้งแต่ต้น
แต่เมื่อเวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปพอสมควร โดย บล.เอเซีย พลัส แบ่งภาพตลาดหุ้นทั่วโลกออกเป็น 3 กลุ่มตามค่า MEYG ที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่
- 1.ดาวรุ่งดวงใหม่ (เกาหลีใต้ และ เวียดนาม) : เกาหลีใต้มีความน่าสนใจพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 1 โดยมี MEYG ปัจจุบันที่ 4.3% (เพิ่มขึ้นถึง +2.1%) ตามมาด้วยเวียดนามที่ 4.1% (เพิ่มขึ้น +1.7%) แสดงให้เห็นว่าสอง ตลาดนี้มีระดับดัชนีที่ปรับตัวลงจนน่าดึงดูดใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตร
- 2.ตลาดหุ้นไทย (ยังน่าสนใจ) : แม้ค่า MEYG ของไทยจะลดลงจาก 5.3% เหลือ 3.9% (ลดลง -1.4%) แต่ก็ ยังถือว่าอยู่ในกลุ่ม Top Tier ที่ให้ส่วนชดเชยความเสี่ยงที่คุ้มค่าในสายตานักลงทุน เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น
- 3.ฝั่งตะวันตกและอินเดีย (ยังคงเผชิญแรงกดดัน): ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (US) ทั้ง 3 ดัชนีหลัก รวมถึงอินเดียและ อินโดนีเซีย ยังคงมีค่า MEYG ที่ติดลบ (ระหว่าง -0.2% ถึง -2.4%) ซึ่งเป็นผลกดดันโดยตรงจาก BOND YIELD 10 ปี ที่สูงถึงระดับ 4.8-7% ทำให้ดัชนีในกลุ่มนี้มีความตึงตัวมากขึ้นหากต้องการลงทุน
อย่างไรก็ตาม MEYG เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือประกอบการตัดสินใจลงทุนเท่านั้น นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้