Drink Diary: เข้าใจมุมมองชีวิตของผู้ดื่มสุราผ่านบันทึกส่วนตัว

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะภายในจิตใจกับประสบการณ์เชิงผัสสารมณ์ในพื้นที่ส่วนตัวของผู้ดื่มสุราวัยทำงาน ตลอดจนพัฒนาเครื่องมือวิจัยเชิงลึกในรูปแบบบันทึกการดื่มดิจิทัลผ่านสมาร์ทโฟน เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการดื่มหนักส่วนใหญ่ของผู้ดื่มในประเทศไทยเกิดขึ้นภายในที่พักอาศัยหรือพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 82.0 การศึกษานี้จึงประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดมานุษยวิทยาการแพทย์เชิงวิพากษ์เพื่อเชื่อมโยงปัจจัยเชิงเศรษฐกิจและการเมืองเข้ากับประสบการณ์ชีวิตโดยไม่ตัดสินตีตรา ควบคู่กับทฤษฎีผัสสารมณ์เพื่อทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกและบรรยากาศแวดล้อม โดยพิจารณามิติความเป็นส่วนตัวในการดื่ม 3 ด้าน ได้แก่ มิติเชิงสังคม มิติเชิงพื้นที่ และมิติเชิงอัตวิสัย
การวิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลภาคสนามในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลกับประชากรวัยทำงานอายุระหว่าง 20-44 ปี ผ่านการพัฒนาเครื่องมือบันทึกการดื่มดิจิทัลบนแอปพลิเคชันไลน์ เครื่องมือดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการบันทึกข้อมูลได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งในรูปแบบข้อความ ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และข้อความเสียง เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของการเก็บข้อมูลแบบเดิมที่ประเมินสภาวะทางอารมณ์ย้อนหลังได้ยาก โดยมีผู้เข้าร่วมเขียนบันทึกจริงจำนวน 11 คน ครอบคลุมผู้ดื่มในระดับความเสี่ยงสูง เสี่ยงปานกลาง เสี่ยงต่ำ และผู้ดื่มเป็นครั้งคราว มีการบันทึกข้อมูลรวม 102 ครั้ง และเกิดเหตุการณ์การดื่มจำนวน 95 ครั้ง ตลอดช่วงเวลา 1 เดือน
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติพบว่า การดื่มส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบริบทวงสังคมขนาดเล็ก โดยการดื่มคนเดียวเกิดขึ้นบ่อยที่สุด รองลงมาคือการดื่มร่วมกับผู้อื่น 1-2 คน เมื่อพิจารณามิติเชิงพื้นที่ พบว่าบ้านหรือที่พักอาศัยเป็นสถานที่ที่มีการดื่มบ่อยครั้งที่สุด แม้การดื่มที่บ้านและการดื่มคนเดียวจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ต่อครั้งในระดับต่ำ แต่เมื่อวงสุรามีขนาดใหญ่ขึ้นหรือย้ายไปสู่สถานบันเทิง ปริมาณการดื่มต่อครั้งจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ในมิติเชิงอารมณ์ บริบททางอารมณ์ที่แวดล้อมการดื่มมากที่สุดคือความรู้สึกผ่อนคลายและความสนุกสนาน ในขณะที่การดื่มเพื่อรับมือกับอารมณ์เชิงลบ เช่น ความเครียดและความอ่อนล้า มักเกิดขึ้นในบริบทวงสังคมขนาดเล็กหรือการดื่มลำพัง
ในมิติชีวิตการทำงาน เงื่อนไขและภาระหน้าที่ต่องานมีอิทธิพลทั้งในฐานะปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดสะสม และปัจจัยยับยั้งที่ไม่ให้ดื่มในวันทำงาน ส่งผลให้เกิดรูปแบบการดื่มหนักสะสมในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อปลดปล่อยอารมณ์ หรือการดื่มเพื่อชะลอจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ ในมิติชีวิตทางสังคม การดื่มกับคนสนิททำหน้าที่เป็นพื้นที่พักพิงทางอารมณ์ การนั่งเป็นเพื่อน และการเชื่อมสัมพันธ์ รวมถึงเป็นการแบ่งปันการดูแลทางจิตใจระหว่างกัน อย่างไรก็ดี สภาพการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ภาวะย้อนแย้งของแอลกอฮอล์และการดูแล ที่ยิ่งผู้ดื่มใช้แอลกอฮอล์เพื่อการดูแลจิตใจตนเองหรือผู้อื่น ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการดื่มในระดับปริมาณที่สูงขึ้น สำหรับการดื่มเดียวดาย ไม่ได้เท่ากับการหลีกหนีสังคมเสมอไป แต่เป็นไปเพื่อการผ่อนคลาย ทบทวนตัวเอง หรือชดเชยความโดดเดี่ยว ทว่ามีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นการดื่มตามกิจวัตรโดยขาดสติ นอกจากนี้ การบันทึกการดื่มยังช่วยขัดจังหวะพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ส่งผลให้ผู้ดื่มหลายรายตระหนักรู้และลดหรือเลิกสูบบุหรี่ได้
งานวิจัยสะท้อนว่ามาตรการควบคุมเชิงกฎหมายและการจำกัดการเข้าถึงในพื้นที่สาธารณะอาจส่งผลให้การดื่มย้ายเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัว ซึ่งลดอำนาจในการควบคุมตนเองของผู้ดื่ม และซ้ำเติมภาวะความโดดเดี่ยวในชุมชนเมือง ในขณะเดียวกัน พื้นที่เมืองยังคงมีกลไกทางสังคมในระดับชุมชน เช่น เจ้าของร้านขายของชำหรือร้านอาหารในตรอกซอย ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจตรา คอยตักเตือน คุมพฤติกรรม และให้การดูแลทางจิตใจแก่ผู้ดื่ม ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจึงเน้นย้ำถึงการตระหนักถึงข้อจำกัดของมาตรการควบคุมที่เข้มงวดเกินไป การสนับสนุนให้เกิดพื้นที่พักพิงทางอารมณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเชื่อมต่อทางสังคมในเมือง การดึงกลไกควบคุมและดูแลทางสังคมในชุมชนเข้ามาเป็นพันธมิตรในการดูแลผู้ดื่ม การปรับปรุงระบบสำรวจข้อมูลเชิงประชากรให้ครอบคลุมบริบททางสังคม และการนำเครื่องมือบันทึกการดื่มไปปรับใช้และต่อยอดกับประชากรกลุ่มอื่นๆ เช่น เยาวชนและผู้สูงอายุ
ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่
Alcohol Dependence Drink Diary SDoH Social Determinants of Health Solitary Drinking กรุงเทพฯ ความเหงา ความโดดเดี่ยว ดื่มคนเดียว ดื่มเดียวดาย ติดเหล้า บันทึกการดื่ม ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ พฤติกรรม ร้านขายของชำ สรัช สินธุประมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สุขภาพ สุรา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์