DIF-3BBIF เหตุที่ราคาร่วง

ราคาหน่วยลงทุนของกองทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้ง DIF และ 3BBIF ปรับตัวลงแรงต่อเนื่องในช่วง วันที่ผ่านมา
DIF วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ปิดที่ 9.10 บาท ลดลง 0.40 บาท หรือ 4.21%
ก่อนหน้านั้นราคาปรับลงจาก 9.90 บาท มาปิดที่ 9.50 บาท เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม
ส่วน 3BBIF วันที่ 12 ตุลาคม ปิดที่ 6.15 บาท ลดลง 3.14% และวันที่ 14 ตุลาคม ลงต่ออีก 0.15 บาท
มาปิดที่ 6.00 บาท ลดลง 2.44%
แรงขายที่เกิดขึ้นทำให้ต้องกลับมาพิจารณาว่า เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของกองทุนเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ หรือเป็นผลจากการ “ปรับพอร์ต” ของนักลงทุนสถาบัน หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น
เพราะเมื่อพันธบัตรให้ผลตอบแทนในระดับสูงขึ้น นักลงทุนย่อมต้องพิจารณาผลตอบแทนของสินทรัพย์อื่นใหม่
โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีรายได้เป็นกระแสเงินสดระยะยาว และต้องอาศัยเงินปันผลหรือเงินจ่ายประโยชน์ตอบแทนเป็นหลัก
ข้อมูลตลาดที่มีการอ้างถึงระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขึ้นมาอยู่ที่ 5.349%
ขณะที่พันธบัตรอายุ 30 ปี อยู่ที่ประมาณ 5.70% ซึ่งเป็นระดับสูงมากเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ผลที่ตามมาคือ นักลงทุนบางส่วนอาจลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย แล้วโยกเงินไปถือพันธบัตรรัฐบาลหรือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงแบบเดียวกัน
เมื่อทางเลือกในการลงทุนมีผลตอบแทนสูงขึ้น
ราคาที่นักลงทุนยอมจ่ายเพื่อซื้อกระแสเงินสดในอนาคตย่อมถูกทบทวน
กองทุนที่มีรายได้ระยะยาวจึงอาจถูกกดดันด้านมูลค่าหน่วยลงทุน แม้รายได้จากสัญญาเช่ายังไม่เปลี่ยนแปลง
อีกประเด็นหนึ่งคือ การประเมินมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ หรือ Fair Value
การคำนวณมูลค่าปัจจุบันของรายได้ในอนาคตต้องใช้ “อัตราคิดลด” ซึ่งสัมพันธ์กับอัตราดอกเบี้ยและความเสี่ยงของสินทรัพย์ เมื่ออัตราคิดลดสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดชุดเดิมจะลดลง หากสมมติฐานอื่นไม่เปลี่ยนแปลง
ทว่า ต้องแยกให้ออกระหว่างมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์กับราคาซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ราคาตลาดอาจลดลงจากแรงขายและสภาพคล่องได้ โดยไม่ได้หมายความว่ามูลค่าสินทรัพย์ต้องลดลงในอัตราเดียวกัน
นอกจากบอนด์ยีลด์แล้ว ยังต้องติดตามต้นทุนทางการเงินและภาระหนี้ของกองทุน
หากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นในช่วงที่ต้องต่ออายุหนี้หรือจัดหาเงินทุนใหม่ ก็อาจกระทบกระแสเงินสดที่เหลือสำหรับจ่ายผลตอบแทน
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังต้องพิจารณาระยะเวลาสัญญาเช่า เงื่อนไขการต่อสัญญา และความสามารถของคู่สัญญาในการชำระเงิน รวมถึงประมาณการรายได้ ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาทรัพย์สิน และแนวโน้มการจ่ายประโยชน์ตอบแทนในอนาคต
สำหรับ DIF หรือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (Digital Telecommunications Infrastructure Fund) ประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจคือความต่อเนื่องของรายได้จากการให้เช่าโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม
รวมถึงโอกาสในการขยายสัญญาเช่าออกไปอีก 10 ปี จนถึงปี 2576 ซึ่งยังต้องติดตามความชัดเจนของเงื่อนไข
หากการต่อสัญญาเกิดขึ้นจริงตามเงื่อนไขที่เหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มความชัดเจนของกระแสเงินสดในระยะยาว
แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อสรุป นักลงทุนอาจให้น้ำหนักกับความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนที่ต้องการมากขึ้น
ด้าน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต สามบีบี หรือ 3BBIF ต้องพิจารณารายได้ค่าเช่า เงื่อนไขสัญญาเช่า ภาระหนี้ และความสามารถในการจ่ายผลตอบแทนเช่นเดียวกัน
การที่ราคาหน่วยลงทุนปรับลงต่อเนื่องไม่ได้ยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานทรุดตัว
แต่ก็ไม่ควรสรุปว่าความเสี่ยงไม่มี
นักลงทุนจึงต้องติดตามทั้งงบการเงินและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสัญญาเช่าอย่างใกล้ชิด
ที่น่าสนใจคือ กลุ่มการเงินแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ซึ่งถือหน่วยลงทุน 3BBIF อยู่ 5.56% และ DIF อยู่ 1.40% ยืนยันว่าไม่ได้ขายหน่วยลงทุนออกมา และยังไม่มีแผนปรับพอร์ต โดยยังลงทุนต่อเพราะเห็นว่าอัตราผลตอบแทนน่าสนใจ
ข้อมูลที่ระบุคือ 3BBIF มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 8% ส่วน DIF อยู่ที่กว่า 9%
แต่อัตราผลตอบแทนดังกล่าวต้องพิจารณาควบคู่กับราคาตลาด ความสามารถในการจ่ายเงิน และความเสี่ยงในอนาคต
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ หรือ SCBAM ในฐานะผู้จัดการกองทุน DIF ยืนยันว่า ยังไม่พบปัจจัยลบใหม่ที่มีนัยสำคัญ และยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้ราคาหน่วยลงทุนลดลงอย่างรุนแรง
ประเด็นนี้จึงยังต้องติดตามข้อมูลการซื้อขายและการเปลี่ยนแปลงของผู้ถือหน่วยลงทุนรายใหญ่เพิ่มเติม
บทสรุป… แรงขายรอบนี้อาจมีทั้งผลจากอัตราดอกเบี้ย การปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน การประเมินมูลค่าสินทรัพย์
และปัจจัยด้านสภาพคล่องในตลาด
แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่จะระบุว่าสาเหตุใดเป็นปัจจัยหลัก
และราคาจะลงต่ออีกหรือไม่