มองมุมต่าง: DELTA สิ้นไตรมาสรอบนี้ไม่เหมือนเดิม จากแรงขายลดน้ำหนักสู่แรงซื้อคืนให้เต็มเพดาน
ทุกครั้งที่เข้าใกล้วันทำการสุดท้ายของไตรมาส หุ้น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ [DELTA] มักถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะมีขนาดมาร์เก็ตแคปใหญ่จนสามารถกำหนดทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ด้วยตัวเอง การปรับน้ำหนักตามเกณฑ์ Capped Weight จึงอาจสร้างทั้งแรงซื้อ แรงขาย และความผันผวนในช่วงปิดตลาด โดยเฉพาะจากกองทุนหรือผลิตภัณฑ์การลงทุนที่อ้างอิงดัชนีแบบจำกัดน้ำหนักหุ้นรายตัว
ที่ผ่านมาภาพที่นักลงทุนคุ้นเคย คือ เมื่อราคาหุ้น DELTA ปรับตัวขึ้นเร็วกว่าหุ้นอื่นระหว่างไตรมาส น้ำหนักของ DELTA ในดัชนีที่ปรับด้วย Capped Weight จะค่อย ๆ เพิ่มสูงกว่าระดับ 10% เมื่อถึงรอบปรับสมดุล จึงต้องลดตัวคูณของ DELTA ลง เพื่อดึงน้ำหนักกลับมาอยู่ใกล้เพดาน 10%
ผลที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติคือ กองทุนที่มีน้ำหนักดัชนีดังกล่าวอาจต้องขาย DELTA และนำเงินส่วนเกินไปกระจายซื้อหุ้นตัวอื่น นักลงทุนจึงมักเห็นภาพจำช่วงสิ้นไตรมาสว่าเป็นจังหวะที่ DELTA มีโอกาสเผชิญแรงขายจากการปรับน้ำหนักอยู่เสมอ
แต่สำหรับรอบสิ้นไตรมาสนี้ ภาพอาจกลับด้านจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้น
หากคำนวณตามมาร์เก็ตแคปโดยไม่ใช้ตัวคูณจำกัดน้ำหนัก DELTA ยังอาจมีสัดส่วนประมาณ 15-16% ของดัชนีไทย แต่หลังการปรับ Capped Weight เมื่อสิ้นไตรมาสก่อน น้ำหนักของ DELTA ถูกกำหนดไว้ที่ประมาณ 10%
จากนั้นราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากกว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาด ทำให้น้ำหนักภายใต้ตัวคูณเดิมลดลงตามราคาหุ้น จนอาจเหลือเพียงประมาณ 7-8% ในปัจจุบัน
ตัวเลข 7-8% นี้ สะท้อนว่าหุ้นปรับตัวลงหลังจากวันที่กำหนดน้ำหนักครั้งก่อน ขณะที่ตัวคูณ Capped Weight ยังคงอ้างอิงจากการปรับสมดุลรอบเดิม
เมื่อเข้าสู่การคำนวณรอบใหม่ หากน้ำหนักตามมาร์เก็ตแคปของ DELTA ก่อนการจำกัดน้ำหนักยังอยู่สูงกว่าเพดาน 10% ตัวคูณของหุ้นก็มีโอกาสถูกปรับเพิ่มขึ้น เพื่อยกน้ำหนักจากระดับประมาณ 7-8% กลับมาใกล้ 10%
ดังนั้น จากรอบปกติที่มักต้องมีการขายหุ้น DELTA ออกมา เพราะน้ำหนักวิ่งเกินเพดาน รอบนี้อาจกลายเป็นการ ซื้อ DELTA กลับ เพื่อเติมน้ำหนักที่หายไปให้กลับมาเต็มระดับที่เกณฑ์อนุญาต
ยกตัวอย่าง หากกองทุนมีสินทรัพย์ 10,000 ล้านบาท และน้ำหนัก DELTA ก่อนปรับสมดุลอยู่ที่ 8% กองทุนจะถือ DELTA ประมาณ 800 ล้านบาท แต่หากน้ำหนักใหม่ถูกตั้งกลับไปที่ 10% มูลค่าที่ควรถือจะเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท เท่ากับมีความต้องการซื้อเพิ่มประมาณ 200 ล้านบาท โดยยังไม่รวมผลจากเงินเข้าออกของกองทุนและการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในวันปรับสมดุล
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นผู้สั่งให้ทุกกองทุนซื้อ DELTA โดยตรง การปรับ Capped Weight เป็นการปรับองค์ประกอบในการคำนวณดัชนี ส่วนแรงซื้อจริงจะเกิดจากกองทุน ETF กองทุนดัชนี หรือพอร์ตที่เลือกติดตามดัชนีดังกล่าว ขนาดของแรงซื้อจึงขึ้นอยู่กับมูลค่าทรัพย์สินที่อ้างอิงดัชนี วิธีบริหารพอร์ต และน้ำหนักอย่างเป็นทางการ ณ วันอ้างอิง
อีกประเด็นที่ต้องระวังคือ ตลาดอาจคาดการณ์การปรับน้ำหนักล่วงหน้าและทยอยซื้อก่อนถึงวันจริง หากราคาหุ้น DELTA ปรับขึ้นแรงก่อนวันคำนวณ น้ำหนักที่ขาดจากเป้าหมายก็จะลดลง ส่งผลให้ปริมาณซื้อจริงอาจไม่มากเท่าการประเมินเบื้องต้น
ขณะเดียวกัน หลังจบการปรับสมดุล หุ้นก็อาจเผชิญแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรก่อนหน้าได้
ความแตกต่างสำคัญของสิ้นไตรมาสรอบนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ DELTA หลุดพ้นจากเพดาน 10% แต่เป็นทิศทางที่ราคาหุ้นเคลื่อนไหวระหว่างรอบ เดิมราคาปรับขึ้นจนต้องลดน้ำหนัก แต่ครั้งนี้ราคาปรับลงจนน้ำหนักภายใต้ตัวคูณเดิมต่ำกว่าเพดาน ทำให้การปรับสมดุลมีโอกาสเปลี่ยนจากแรงขายเป็นแรงซื้อ
อย่างไรก็ตาม อาจเป็นหนึ่งในไม่กี่รอบที่คำว่า Capped Weight ไม่ได้เป็นแรงกดดันต่อ DELTA เหมือนที่ผ่านมา แต่กลับกลายเป็นปัจจัยที่สร้างความต้องการซื้อเชิงกลไกในช่วงสิ้นไตรมาสแทน
โดย ธิติ ภัทรยลรดี